วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

การใช้ชีวิตอย่างสมดุลในวิถีทางของข้าพเจ้า

     สวัสดีครับ    ท่านผู้อ่านทุกท่าน   ในโอกาสนี้   ผมมีสิ่งที่น่าสนใจมานำเสนอต่อท่านครับ   จุดเริ่มต้นของสิ่งนี้ก็คือ   "ความทุกข์" อันเกิดจากการใช้ชีวิตในแบบที่ใครๆเขาชอบทำกัน   คนส่วนใหญ่ในสังคมมักจะมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่คล้ายๆกัน   ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากกลุ่มคนวัยทำงานทั้งหลาย   วิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้ช่างเป็นวัฏจักรที่วนเวียนซ้ำซากอย่างชัดเจน   ตื่นเช้า-เดินทาง-ทำงาน-กินข้าว-ทำงาน-เดินทาง-กินข้าว-เหนื่อยจัง-นอนหลับ-แล้วก็ตื่นเช้า...ชัดเจนไหมครับ?   นั่นคือวันทำงาน   แล้ววันหยุดล่ะครับ   ตื่นสาย-นอนต่อ-ตื่นอีกที-ไปเดินชอปปิ้ง-กินข้าว-ดูหนัง-กินข้าว-ฟังเพลง-เที่ยวกลางคืน-ดูโทรทัศน์-นอนหลับ-แล้วก็ตื่นสาย...   เห็นไหมครับ?   นั่นคือ วัฏจักรชีวิตของคนทำงานโดยทั่วไป   พิจารณาดูแล้ว   จะเห็นว่าเราได้ทำแค่บางสิ่งบางอย่างเท่านั้นเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ   และสุดท้าย...วันนั้นก็หมดไปด้วยความเหนื่อยอ่อนทุกที   บางครั้ง   เราก็เผลอทำบางสิ่งบางอย่างจนไม่เหลือเวลาให้กับสิ่งสำคัญอีกหลายอย่าง   เช่น   ครอบครัว   สุขภาพ   เพื่อนฝูง   การช่วยเหลือสังคม   การดูแลรักษาบ้าน   ความสุขจากการทำงานอดิเรก   การเรียนรู้ในด้านอื่นๆของชีวิต   ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณของตนเอง   เป็นต้น
     ในครั้งนี้   ผมขอถือโอกาสมาชักชวนท่านผู้อ่านเพื่อทำบางสิ่งให้น้อยลง   และทำบางสิ่งบ้าง   รวมทั้งทำบางสิ่งบางอย่างให้มากขึ้น   ซึ่งจะทำให้ท่านมีความสุขมากขึ้น   มีความทุกข์น้อยลง   รวมทั้งมีชีวิตที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายน้อยลง   และสงบสุขมากขึ้น   ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้   ล้วนเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ   แต่กลับได้รับน้อยมาก   ผมคิดว่า   เงินทอง   ชื่อเสียง   และอำนาจ   คงไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเสมอไปหรอกครับ
     สิ่งที่ผมจะบอกท่านในวันนี้   เป็นสิ่งที่ผมคิดจะทำ   และบางสิ่งก็ได้ทำไปแล้ว   ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชีวิตของผมและครอบครัว   เข้าสู่ "สภาวะสมดุลของชีวิต" ซึ่งผมได้ให้นิยามของคำคำนี้ว่า "รูปแบบการใช้ชีวิตที่ทำให้เรามีความสุขสงบอย่างแท้จริง"   หรือกล่าวโดยรวมคือ "มีชีวิตที่ดี" นั่นเอง
     สำหรับเนื้อหาในข้อเขียนทั้งหมดนี้   เป็นเพียงข้อเสนอสำหรับให้ท่านลองพิจารณาดูครับ   ส่วนท่านจะเห็นด้วยหรือไม่นั้นก็นานาจิตตังครับ
     ๑. ตื่นนอนตอนตี๕ทุกวัน   มีหลายคนบ่นว่าไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง   ซึ่งเป็นเพราะว่าคนเรามีหลายบทบาทและหน้าที่   เราต้องเป็นเจ้านายของลูกน้องในที่ทำงาน   เป็นลูกน้องของผู้บังคับบัญชา   เป็นผู้ให้บริการของลูกค้า   เป็นสามีภรรยาของคู่ชีวิต   เป็นพ่อแม่ของลูก   เป็นลูกของพ่อแม่เรา   เป็นพลเมืองของประเทศชาติ   แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เราหลงลืมไป   ก็คือ   เราต้องทำหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดีต่อตัวเราเองด้วยครับ   อย่างน้อยก็ให้เวลากับตัวเองสักวันละ ๑ ชั่วโมง   เพื่อทำในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ   จะเป็นช่วงเวลาใดของวันก็ได้ครับ   สำหรับผมแล้ว   มักจะใช้เวลาในช่วง ๕.๐๐น. ถึง ๖.๐๐น. นั่งอ่านหนังสือที่อยากอ่าน   นั่งสมาธิ   ฟังเพลงที่อยากฟัง   เขียนหนังสือ   เป็นต้น   นอกจากนั้น   ยังมีช่วงเวลาที่น่าสนใจอีกช่วงหนึ่ง   คือ   ช่วงเวลาหลังจากที่ทุกคนในบ้านนอนหลับกันหมดแล้ว   ซึ่งสำหรับผมแล้ว   ก็ได้ใช้เวลาในช่วงนี้บ้างเหมือนกัน   แต่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในช่วงกลางวันมักจะทำให้เผลอหลับไปก่อนอยู่บ่อยครั้ง
     ๒. ออกกำลังกายตอนเช้าสัก ๑๕-๓๐ นาที ก่อนไปทำงาน    สมัยนี้   ใครๆก็รู้กันหมดแล้วครับว่า   สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ   ขอเพียงเราสละเวลาแค่เพียงวันละ ๑๕-๓๐ นาที เพื่อส่งเสริมสุขภาพของเราด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก(เช่น   ว่ายน้ำ   เดิน   วิ่ง   ขี่จักรยาน   เต้นแอโรบิก   เป็นต้น)อย่างต่อเนื่อง   สัปดาละ ๓-๔ วัน   ก็จะช่วยลดโอกาสของการเป็นโรคหัวใจลงไปได้มากเลยครับ   นอกจากนั้น   เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับข้อ๑.ด้วยครับ   ตรงที่เป็นการจัดเวลาให้กับตัวเองสักวันละ ๑๕-๓๐ นาที   การออกกำลังกายจะทำให้ท่านสดชื่น   กระฉับกระเฉง   อารมณ์ดี   และทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์   รวมทั้งเกิดความคิดในแง่บวกด้วยครับ
     ๓. รับประทานอาหารเช้าทุกวัน   หลายคนบอกว่า   ก็รู้ๆกันอยู่แล้ว   แต่ความเป็นจริงก็คือ   คนเราไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้ากันเลยครับ   บางคนดื่มกาแฟถ้วยเดียวแล้วไปทำงาน   คุณคงรู้นะครับว่า   กาแฟเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อกระเพาะอาหาร   คุณคงเคยเห็นหลายคนที่ดื่มกาแฟแล้วปวดท้องนะครับ   นอกจากนั้นยังมีอีกหลายคนที่ดื่มนมเพียงแก้วเดียวแล้วไปทำงาน   ซึ่งตามหลักสุขภาพแล้ว   อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด   คนทำงานอย่างเราๆท่านๆต้องใช้พลังงานจากสารอาหารมื้อเช้าเป็นหลัก   ผมขอเชิญชวนให้ท่านหันมารับประทานอาหารเช้าที่ไม่ใช่นม หรือกาแฟแต่เพียงอย่างเดียวกันเถอะครับ
     ๔. ใช้เวลา ๑๕ นาทีแรกในที่ทำงานสำหรับวางแผนว่าจะทำสิ่งใดบ้างในวันนั้น   ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่หลายๆท่านคงรู้สึกคุ้นเคยอยู่แล้วครับ   หนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการบริหารได้กล่าวถึงประเด็นนี้บ่อยๆ   การวางแผนที่ดีนั้น   ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมาย   แต่กลับทำให้ประหยัดเวลาในการทำชิ้นงานจริงๆได้หลายเท่าตัวเลยทีเดียว   และเมื่อท่านใช้เวลาในงานแต่ละชิ้นน้อยลงแล้ว   ปัญหาเรื่องการทำงานไม่ทันก็จะน้อยลงไปด้วยเป็นเงาตามตัว
     ๕. เลือกทำงานที่สำคัญที่สุด   เร่งด่วนที่สุด   และยากที่สุดก่อน   ประเด็นนี้ก็ปรากฏอยู่ในหนังสือเกี่ยวกับการบริหารหลายๆเล่มเหมือนกัน   ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ขัดกับความเคยชินของหลายๆคนที่มักจะเลือกทำงานที่ง่ายที่สุด   และสำคัญน้อยที่สุดก่อน   แต่น่าเสียดาย   ที่มีข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่า   ผู้บริหารขององค์กรส่วนใหญ่   มักจะประเมินคุณภาพลูกน้องของตนโดยดูจากความรวดเร็วในการทำงานชิ้นสำคัญที่สุด   และยากที่สุดให้เสร็จลุล่วงอย่างมีคุณภาพ  
     ๖. รับประทานอาหารกลางวันเวลา ๑๑.๐๐น.   หรือ   ๑๓.๐๐น.   คนส่วนใหญ่มักจะรับประทานอาหารมื้อกลางวันในช่วงเวลาระหว่าง ๑๑.๓๐น.-๑๒.๓๐น.   คุณลองนึกดูสิครับ   บรรยากาศโรงอาหารในที่ทำงานของคุณในช่วงเวลาประมาณเที่ยงวันกว่าๆที่เต็มไปด้วยคนเกือบทั้งหมดในบริษัท   มาแออัดยัดเยียดเหมือนปลากระป๋อง   ต่างคนต่างก็แย่งกันซื้ออาหาร   ไม่ค่อยจะเข้าแถวต่อคิวกันสักเท่าไหร่   โต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งรับประทานอาหารก็ไม่ค่อยจะพอ   ซึ่งถ้าคุณชอบบรรยากาศแบบนี้แล้วละก็...มันคงจะไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคุณ
     แต่สำหรับผมแล้ว   ผมชอบซื้ออาหารโดยไม่ต้องเบียดเสียด   ไม่ต้องแย่งกันซื้อ   แล้วก็ค่อยๆเดินมารับประทานอาหารอย่างสบายอารมณ์   ไม่ใช่มัวแต่เที่ยวมาเดินหาเก้าอี้นั่ง   แล้วก็พบแต่เก้าอี้ที่มี"กระดาษทิชชูแค่ ๑ แผ่นเล็กๆ"วางอยู่   อันเป็นสัญญลักษณ์แห่งการ"จอง(เก้าอี้)แล้ว"   และเท่าที่ผมคิดได้ก็คือ   เราไม่ควรรับประทารอาหารในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่เขารับประทารกัน   อย่างไรก็ตาม   คุณต้องคำนึงถึงกฎระเบียบของที่ทำงานของคุณด้วย   เช่น   บริษัทบางแห่งอนุญาตให้พนักงานออกมารับประทานอาหารกลางวันเฉพาะในช่วงเวลา   ๑๒.๐๐น.-๑๓.๐๐น. เท่านั้น   ซึ่งถ้ากฎระเบียบได้กำหนดได้เช่นนี้แล้ว   เราก็ยังมีทางเลือกอื่นๆอีก   ดังที่จะเห็นในข้อต่อไปครับ
     ๗. เลือกรับประทานอาหารในร้านที่คนไม่แย่งกันซื้อ   หรือร้านที่มีคนต่อคิวซื้อไม่ยาว   วิธีนี้ใช้สำหรับในกรณีที่เราไม่สามารถใช้วิธีในข้อ ๖. ได้   ในประเด็นนี้   ผมกล้าพูดได้ว่า   โรงอาหารในที่ทำงานของคุณมักจะมีร้านอาหารอย่างน้อย ๑-๒ ร้านที่ไม่ค่อยจะมีลูกค้าไปอุดหนุน   ซึ่งคุณคงต้องยอมรับว่า   ร้านแบบนี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะทำอาหารที่มีรสชาติไม่ค่อยถูกใจลูกค้า   แต่ถ้าคุณต้องการจะลดความยุ่งยากในชีวิตลงแล้วละก็   คุณคงต้องเลือกร้านแบบนี้   และซื้ออาหารใส่ถุงกลับไปรับประทานในห้องรับประทานอาหารในที่ทำงานของคุณ   สำหรับผมนั้นใช้ทั้งวิธีในข้อ ๖. และข้อนี้มาตลอดครับ
     ๘. ห่อข้าวจากบ้านมารับประทานในที่ทำงาน   สำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำตามวิธีในข้อ ๖. หรือ ๗.ได้นั้น   อาจเลือกใช้วิธีนี้ได้   โดยไม่จำเป็นต้องทำกับข้าวเอง   เราสามารถซื้อข้าวแกงจากร้านอาหารใกล้บ้านที่เปิดตอนเช้าๆได้   เพียงแต่ว่ารสชาติอาจจะไม่ค่อยอร่อย   ถ้าที่ทำงานของคุณไม่มีเตาไมโครเวฟสำหรับอุ่นอาหาร
     ๙. งีบหลับ หรือนั่งสมาธิสัก ๑๕ นาทีในช่วงพักเที่ยง   หลังจากที่คุณใช้งานร่างกายและสมองมาได้ ๓-๔ ชั่วโมงแล้ว   ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนบ้าง   มีหลายๆประเทศส่งเสริมให้พนักงานบริษัทนอนหลับพักผ่อนในช่วงเวลาพักเที่ยง   เพราะจะช่วยให้เกิดความสดชื่นแจ่มใส   มีความกระตือรือร้น   และเกิดความคิดสร้างสรรค์   ซึ่งทำให้เกิดผลงานที่มีคุณภาพมากกว่า   เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มพนักงานที่ไม่ได้พักผ่อน
     ๑๐.ดื่มน้ำบ่อยๆระหว่างทำงาน   น้ำจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น   กระปรี้กระเปร่า   ช่วยลดความร้อน   และขับถ่ายของเสียในร่างกาย
     ๑๑.เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆระหว่างการทำงาน   การเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆจะช่วยป้องกันการอักเสบของกล้ามเนื้อ   และเส้นเอ็นในบริเวณต่างๆทั่วร่างกาย   การพักสายตาบ่อยๆในงานที่ต้องนั่งจ้องมองคอมพิวเตอร์นานๆ   ยังช่วยลดความเมื่อยล้า   และอาการปวดศีรษะอันเกิดจากการใช้สายตามากๆได้
     ๑๒.ลาพักผ่อน   หรือลากิจสัก ๑ วันเพื่อทำกิจธุระส่วนตัว   หรือของครอบครัวหลายๆอย่าง   เพื่อให้เราไม่ต้องไปเบียดบังเอาเวลาในที่ทำงานไปใช้ทำธุระส่วนตัว   ซึ่งในแต่ละวันนั้นก็มีเวลาแค่น้อยนิดอยู่แล้ว   โดยเฉพาะช่วงเวลาพักเที่ยงที่ควรใช้สำหรับพักผ่อน   หรือรับประทานอาหารเสียมากกว่า   คุณอาจจะรวมธุระหลายๆอย่างมาไว้ในวันเดียวกัน   แล้วใช้สิทธิวันลาของคุณทำธุระเหล่านั้น   เช่น   เอารถไปตรวจเช็ค หรือซ่อมที่อู่   ทำธุระที่ธนาคาร   ส่งพัสดุที่ที่ทำการไปรษณีย์   ชำระหนี้บัตรเครดิต   ซื้อของใช้ในบ้าน   เอาเครื่องไฟฟ้าไปซ่อม   ติดต่อที่ว่าการอำเภอ   ชำระค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์   เป็นต้น   นอกจากนี้   ผมขอแนะนำให้เลือกวันลาที่เหมาะสมด้วย   ดังนี้
     ๑๒.๑. สำหรับการนำรถไปตรวจเช็ค หรือซ่อม   ให้พยายามหลีกเลี่ยงวันจันทร์ หรือวันที่ต่อจากวันหยุดนักขัตฤกษ์   เพราะในวันดังกล่าวจะมีลูกค้ามาใช้บริการที่อู่เป็นจำนวนมาก
     ๑๒.๒. สำหรับธุระที่ธนาคาร   หรือที่ทำการไปรษณีย์   ควรหลีกเลี่ยงช่วงวันที่ ๑-๕ ของแต่ละเดือน   เพราะในวันดังกล่าวจะมีลูกค้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก
     ๑๓.ใช้เวลา ๑๕ นาทีสุดท้ายของช่วงเวลาทำงานในการวางแผนว่าวันต่อไปจะทำอะไรบ้าง   ด้วยการสละเวลาวางแผนแค่เพียงน้อยนิดเท่านั้น   มักจะช่วยให้วันต่อไปของคุณนั้นง่ายขึ้น   คุณจะใช้เวลาในการทำงานแต่ละชิ้นในวันต่อไปน้อยลงหลายเท่าตัว   ช่วยลดความตึงเครียดจากการทำงานลงไปได้มาก
     ๑๔. เลือกที่ทำงานใกล้บ้าน   จะเป็นเรื่องดีมากๆเลย   ถ้าคุณมีที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน   ยิ่งถ้าคุณสามารถเดิน หรือขี่จักรยานไปทำงานได้ด้วยแล้ว   ก็ยิ่งดี   เพราะจะช่วยลดทั้งความเหนื่อยล้า   ค่าใช้จ่าย   เวลา   และความตึงเครียด   ที่เกิดจากการเดินทางได้เป็นอย่างดี   หลายคนอาจบอกว่าคงเป็นไปได้ยาก   เอาแค่การหางานทำให้ได้ก็เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว   และยังต้องหาที่ทำงานให้ใกล้บ้านเข้าไปอีก   แล้วมันจะไม่ยากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวหรือ?   ใช่ครับ...ผมเข้าใจว่ายากมาก   แต่ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอกครับ   ถ้าเราเป็นคนที่ยืดหยุ่น   ไม่เลือกงานมากจนเกินไป   เราก็สามารถทำเรื่องนี้ได้ครับ
     ๑๕.ย้ายบ้านไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน   ถ้าคุณได้พยายามทำในข้อ ๑๔. แล้วไม่สำเร็จ   ก็คงต้องหันมาลองใช้วิธีนี้กันดูหน่อย   ในเมื่อคุณได้งานทำแล้ว   แต่ที่ทำงานอยู่ไกลบ้านมาก   คุณก็คงต้องย้ายบ้านไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน   แล้วอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าคุณจะต้องขายบ้านหลังเดิมที่คุณรักทิ้งไปนะครับ   ถ้าคุณชอบบ้านหลังเดิมอยู่แล้ว   คุณอาจต้องตัดสินใจว่าจะไปเช่าหอพักที่อยู่ใกล้ที่ทำงานหรือไม่   สำหรับคนที่เป็นโสดนั้นคงไม่ยาก   ถ้าพอสู้กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเช่าหอพัก   แต่สำหรับคนที่มีครอบครัวแล้ว   คงต้องมานั่งคิดกันว่า   สามี หรือภรรยาของคุณทำงานที่ไหน   และลูกๆของคุณเรียนที่ไหน   สำหรับตัวผมและภรรยานั้น   บ้านของเราอยู่ห่างจากที่ทำงานแค่ ๕ นาทีโดยการเดินครับ
     ๑๖.เลือกรับเงินเดือนในวันที่ ๑๕ ของแต่ละเดือน   ผมคิดว่าข้อนี้ยากกว่าข้อ ๑๔.และ ๑๕.เสียอีก   คุณเคยรู้จักบริษัท   หรือหน่วยงานราชการใดบ้างครับที่จ่ายเงินเดือนให้พนักงานในวันที่ ๑๐   หรือ๑๕   หรือ๒๐ ของแต่ละเดือน?   ยากมากๆเลยครับ   แต่ถ้าคุณหาเจอนะครับ   คุณจะได้ประโยชน์มากเลยครับ   ดังต่อไปนี้
     ๑๖.๑. คุณไม่ต้องไปเบียดเสียดกับผู้คนในห้างสรรพสินค้าในช่วงต้นเดือน   เนื่องจากเป็นธรรมดาของมนุษย์เงินเดือนที่จะต้องรับเงินเดือนใน ๓ วันสุดท้ายของแต่ละเดือน   จากนั้นก็จะรีบมาจับจ่ายซื้อของกันในช่วง ๓-๔ วันแรกของต้นเดือนถัดมา   ดังที่มีบางคนเปรียบเปรยว่าเป็น "เศรษฐีต้นเดือน" นั่นเอง
     ๑๖.๒. คุณไม่ต้องไปยืนเข้าแถวยาวๆที่หน้าตู้เอทีเอ็มในช่วง ๓ วันสุดท้ายของเดือน   เพื่อรอกดเอทีเอ็มเอาเงินเดือนเหมือนผู้หิวโหย
     ๑๖.๓. คุณไม่ต้องไปรอคิวยาวที่ธนาคาร หรือที่ทำการไปรษณีย์ในช่วง ๓ วันแรกของแต่ละเดือน   ซึ่งเป็นผลมาจากเมื่อเราได้รับเงินเดือนแล้ว   เรามักจะต้องนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้รายเดือนต่างๆ   เช่น   หนี้บัตรเครดิต  ค่าโทรศัพท์   ค่าน้ำประปา   ค่าไฟฟ้า   ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน   เป็นต้น   นอกจากนั้นยังรวมถึงการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆด้วย   เช่น   การส่งธนาณัติ   หรือโอนเงินให้พ่อแม่ หรือลูก   ส่งพัสดุไปรษณีย์ให้ญาติ   เป็นต้น
     ๑๗.ใช้บัตรเครดิตเพียงใบเดียว   และใช้เมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆ   ถ้าคุณใช้บัตรเครดิตหลายใบ   แล้วยังชำระหนี้ไม่ครบ   เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน   คุณก็ต้องมานั่งปวดหัวว่า   บัตรใบไหนมีวันปิดยอดคือวันที่เท่าไหร่   วันครบกำหนดชำระหนี้คือวันที่เท่าไหร่   ยังค้างชำระหนี้จากงวดก่อนเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่   ได้ใช้จ่ายด้วยบัตรใบไหนเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่แล้ว   นอกจากนั้น   ยังต้องมาดูว่า   บัตรแต่ละใบมีคะแนนสะสมจากการใช้จ่ายเท่าไหร่แล้ว   พอจะแลกของสมนาคุณอะไรได้บ้าง...หยุด!   พอได้แล้วครับ   เลิกมานั่งปวดหัวกันได้แล้วครับ   และอย่าไปจ้างเลขาฯส่วนตัวเพื่อดูแลแฉพาะเรื่องบัตรเครดิตเท่านั้นนะครับ   กรุณาเลือกบัตรเครดิตมาสัก ๑ ใบเถอะครับ   โดยเป็นบัตรที่ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี   และเป็นบัตรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายกว้างขวาง   แล้วยกเลิกบัตรที่เหลือทั้งหมด
     ๑๘.เลือกเวลาทำงานอยู่ในช่วง ๗.๐๐น.-๑๕.๐๐น.   หรือ   ๑๐.๐๐น.-๑๘.๐๐น.   ในกรณีที่คุณไม่สามารถทำตามข้อ ๑๔. และ ๑๕.ได้   ข้อนี้ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่อยากออกจากบ้าน   และกลับบ้านในเวลาเดียวกันกับคนทั้งเมือง   ทั้งจังหวัด...และทั้งประเทศ   การที่คนทั้งเมืองทำอะไรๆเหมือนกันหมด   ก็มักจะทำให้เกิดความยุ่งยากตามมา   เช่น   แย่งกันขึ้นรถเมล์   แย่งกันขึ้นรถแท็กซี่   เอารถส่วนตัวมาสร้างความแออัดในท้องถนน และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในท้องถนนในช่วงเวลาเร่งด่วน   เป็นต้น   ใครๆก็เบื่อรถติดครับ   ปัญหารถติดเป็นปัญหาที่คนเมืองใหญ่บ่นมากที่สุดปัญหาหนึ่ง   ถ้าคุณไม่อยากเจอรถติด   คุณก็ต้องออกจากบ้าน และกลับบ้านในเวลาที่คนอื่นๆเขาไม่ใช้กัน   นั่นก็คือ   ถ้าไม่ออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดแล้วละก็   คงต้องออกจากบ้านตอนสายๆไปเลย   และถ้าไม่กลับบ้านเร็ว   ก็ให้กลับค่ำไปเลย   อย่างไรก็ตาม   ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า   ที่ทำงานของคุณจะมีการยืดหยุ่นเรื่องช่วงเวลาทำงานได้บ้างหรือไม่   ถ้าคุณเป็นข้าราชการ   ก็คงหมดสิทธิที่จะคิดถึงเรื่องนี้   ผมก็เป็นข้าราชการคนหนึ่งเหมือนกันครับ   ผมก็เลยไม่สามารถทำตามข้อนี้ได้
     ๑๙.เลือกวันหยุดทำงานที่ไม่ใช่วันเสาร์-อาทิตย์   คุณลองนึกถึงวันพักร้อนของคุณ   สมมุติว่าเป็นวันจันทร์   คุณไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนมากมาย(เพราะวันจันทร์เป็นวันทำงานของคนส่วนใหญ่)   คุณไปดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์โดยเลือกที่นั่งได้ตามที่คุณต้องการ   ไม่ต้องทนรำคาญผู้คนที่ไร้มารยาทที่ชอบคุยกัน   หรือรับโทรศัพท์ในโรงภาพยนตร์    แล้วก็...ทั้งโรงภาพยนตร์มีผู้ชมอยู่ไม่ถึง ๑๐ คน(เพราะเป็นเวลาทำงานของคนส่วนใหญ่)   คุณไปเล่นกีฬา   ไปว่ายน้ำ   และที่สระว่ายน้ำมีคุณว่ายน้ำอยู่เพียงคนเดียว   ว่ายน้ำได้อย่างสบายๆโดยไม่ต้องกลัวว่าจะว่ายไปชนคนอื่น   โอ้โห!   มันช่างเป็นชีวิตที่สุดยอดใช่ไหมครับ   แต่สำหรับข้าราชการอย่างผมนั้นไม่มีโอกาสทำตามข้อนี้ได้เลย   นอกเสียจากว่าต้องใช้สิทธิวันลาพักผ่อน   แต่ถ้าเป็นบริษัทเอกชนที่ให้อิสระแก่พนักงานค่อนข้างมากแล้ว   เรื่องนี้ก็พอเป็นไปได้ครับ
     ๒๐.ทำธุรกิจส่วนตัว   ถ้าคุณต้องการที่จะทำได้ทั้งข้อ ๑๔-๑๙ ทั้งหมดเลยนั้น   คุณคงต้องทำธุรกิจส่วนตัวครับ   หลายคนบอกว่า   การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นต้องใช้เงินลงทุนมาก   และมีความเสี่ยงสูง   ใช่ครับ...ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นครับ   แต่ก็ยังมีธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่   ทำรายได้สูงและมั่นคง   มีความเสี่ยงน้อยมาก   และไม่ต้องลงทุนสูง   นั่นคือ  ธุรกิจเครือข่าย 
     ๒๑.ขอให้ญาติผู้ใหญ่ช่วยเลี้ยงลูกของคุณในช่วงกลางวัน   ถ้าครอบครัวของคุณเป็นครอบครัวขนาดใหญ่(มีปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา)   ก็คงต้องขอให้ญาติผู้ใหญ่เหล่านั้น   ช่วยดูแลลูกของคุณในช่วงกลางวันของวันทำงาน   และคุณรับผิดชอบในช่วงเวลานอกเหนือจากนั้น
     ๒๒.ใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กที่ไว้ใจได้   ถ้าครอบครัวของคุณเป็นครอบครัวขนาดเล็ก(มีแค่พ่อแม่ลูก)   อีกทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่   วิธีที่เป็นไปได้   คือ  ให้ลูกของคุณได้รับการดูแลโดยสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่   ซึ่งคุณควรจะปรึกษาญาติ   เพื่อนบ้าน   เพื่อนที่ทำงาน   ว่าสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งใดบ้างที่มีคุณภาพ และปลอดภัย   ไม่มีปัญหาเด็กถูกพี่เลี้ยงทำร้าย   ไม่มีปัญหาเรื่องอุบัติเหตุ   เป็นต้น
     ๒๓.พ่อแม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกเอง   สำหรับครอบครัวขนาดเล็ก   ถ้าคุณยังไม่ไว้ใจสถานรับเลี้ยงเด็กแล้ว    พ่อ หรือแม่คงต้องลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงดูลูกเองในช่วงกลางวัน   ส่วนคนที่ยังคงทำงานอยู่อีกคนก็คงต้องช่วยเลี้ยงดูลูกในช่วงกลางคืนด้วย
     ๒๔.พ่อแม่ผลัดกันเลี้ยงดูลูกในช่วงตอนเย็น และกลางคืน   หลายสิ่งหลายอย่างจะง่ายขึ้น   เมื่อลูกของคุณเข้าเรียนในโรงเรียนแล้ว   เพียงแต่ว่าพ่อกับแม่ต้องแบ่งงานกันให้ดีๆ   เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ
     ๒๕.เลือกให้ลูกของคุณเรียนในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน   เหตุผลของข้อนี้จะคล้ายกับข้อ ๑๔ และ ๑๕   พ่อแม่หลายคนจะเป็นห่วงเรื่องคุณภาพของโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย   แต่ผมกลับไม่คิดเช่นนั้นครับ   ผมคิดว่า   อนาคตทางหน้าที่การงานของลูก   ขึ้นอยู่กับคุณภาพในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ในช่วงวัยเด็ก และวัยรุ่นครับ   ผมได้พบเห็นพ่อแม่ที่ทำตัวเป็น "สัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน" ที่มัวแต่ทำงาน...ทำงาน   และทำงาน   ไม่มีเวลาให้กับลูกอย่างเพียงพอ   สามารถส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูง   แต่พอลูกเรียนจบออกมาแล้วเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ   นิสัยเสีย  และไปสร้างปัญหาสังคมอีกมากมาย   ซึ่งพ่อแม่นั่นแหละครับที่ควรพิจารณาคุณภาพของตัวเอง
     ๒๖.อนุญาตให้ลูกดูโทรทัศน์ไม่เกินวันละ ๑ ชั่วโมง โดยมีพ่อแม่นั่งดูอยู่ด้วย   โทรทัศน์มักส่งผ่านข้อมูลที่ไม่ดีมาให้เด็กมากมาย   เช่น   ความโลภ   ความฟุ้งเฟ้อ   ความเกียจคร้าน   ความรุนแรง   ความอิจฉาริษยา   เป็นต้น       พ่อแม่ควรจะพิจารณาเลือกรายการโทรทัศน์ที่มีการส่งผ่านแต่เฉพาะข้อมูลที่ดีๆมาให้เด็ก   และคอยแนะนำให้เด็กรับรู้และเข้าใจ   ว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลที่ไม่ดี และไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง   นอกจากนั้น   การจำกัดเวลาดูโทรทัศน์ จะช่วยให้เด็กนำเวลาที่เหลืออยู่ไปทำกิจกรรมอื่นๆที่มีประโยชน์ได้อีกหลายอย่าง
     ๒๗.พ่อแม่ควรมีปฏิสัมพันธ์กับลูกอย่างน้อยวันละ ๑ ชั่วโมงทุกวัน   พ่อแม่ควรเล่นกับลูกอย่างน้อยวันละ ๑ ชั่วโมง   เพื่อให้เกิดสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก   สำหรับเด็กโตนั้น ก็ให้พ่อแม่หาโอกาสพูดคุยถามทุกข์สุขกับลูกทุกวัน   เพื่อทำให้ลูกเกิดความเชื่อมั่น และไว้วางใจในตัวพ่อแม่   เผื่อว่าเมื่อลูกมีปัญหาหนักใจอะไรขึ้นมา   จะได้กล้าเอ่ยปากบอก หรือปรึกษาพ่อแม่ได้
     ๒๘.เลือกใช้รถยนต์ยี่ห้อที่มีคนใช้มากที่สุด   เนื่องจากรถยนต์ยี่ห้อที่มีคนใช้มากที่สุดนั้น   จะหาอะไหล่ง่ายกว่า   ค่าซ่อมบำรุงถูกกว่า   รวมทั้งมีศูนย์บริการมากกว่าด้วยครับ
     ๒๙.ขับรถให้ช้าลง   ไม่มีเรื่องใดที่ทำให้คุณต้องรีบจริงๆหรอกครับ   นอกเสียจากว่า   ในรถของคุณมีผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องรีบพาไปส่งโรงพยาบาล...   การขับรถให้ช้าลงมีประโยชน์หลายประการดังนี้
     ๒๙.๑.ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง หรือแก๊สเชื้อเพลิง
     ๒๙.๒.ทำให้คนขับรถและผู้โดยสารรู้สึกตึงเครียดน้อยลง   ถ้าคุณไม่เชื่อละก็...ขอให้คุณลองขับรถด้วยความเร็วสักประมาณ ๑๖๐-๑๘๐ กิโลเมตร/ชั่วโมงดู   แล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่า...นรกกำลังรอคุณอยู่ข้างหน้า
     ๒๙.๓.ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน
     ๒๙.๔.ช่วยฝึกให้ผู้ขับขี่รถยนต์รู้จักการบริหารเวลาให้ดี   เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรีบร้อนในการเดินทางไปให้ทันกำหนดนัดหมายจนเกินไป  
     ๒๙.๕.ช่วยให้ไม่ต้องถูกตำรวจจับเนื่องจากขับรถเร็วเกินกำหนด
     ๒๙.๖.ทำให้มีเวลาได้ชื่นชมธรรมชาติอันงดงาม ๒ ข้างทางในขณะที่ขับรถผ่านไป
     ๓๐.นำรถยนต์เข้าตรวจเช็คสภาพตามระยะเลขไมล์ที่คู่มือการใช้รถกำหนดโดยตลอด   การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น   โดยเฉพาะในกรณีที่รถของคุณมีปัญหาอันเป็นผลมาจากการดูแลรักษาไม่เพียงพอ
     ๓๑.ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น ๑ ทุกปี   การทำเช่นนี้จะช่วยลดความยุ่งยากในชีวิตลง   โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง หรือคู่กรณีได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
     ๓๒.สมัครใช้บริการซ่อมรถฉุกเฉินตลอด ๒๔ ชั่วโมง   วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาชีพที่ต้องเดินทางไกลในต่างจังหวัดบ่อยๆ
     ๓๓.ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างคุ้มค่า   อย่างน้อยก็ควรใช้ให้คุ้มค่าตามอายุการใช้งานของเครื่องแต่ละรุ่น(ประมาณ ๓-๕ ปี)   ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามแฟชั่นจนต้องเปลื่ยนเครื่องกันทุก ๓-๖ เดือน
     ๓๔.ดูโทรทัศน์วันละไม่เกิน ๑ ชั่วโมง   นอกจากการคอยดูแลให้ลูกๆของคุณดูโทรทัศน์ไม่เกินวันละ ๑ ชั่วโมงแล้ว   ตัวของคุณเองก็ต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูกๆของคุณด้วยนะครับ   คุณควรเลือกดูเฉพาะรายการที่ชอบ และอยากดูจริงๆ   แล้วเอาเวลาที่ได้มากขึ้นจากการดูโทรทัศน์น้อยลงไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้อีกหลายอย่างเลยทีเดียว
     ๓๕.อ่านหนังสือพิมพ์ไม่เกินวันละ ๑ ชั่วโมง   หลักการและเหตุผลก็เหมือนข้อ ๓๔.ครับ
     ๓๖.ทำประกันชีวิตให้ตัวเองอย่างน้อย ๑ ฉบับ   เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน   เช่น   อุบัติเหตุ   โรคร้าย   ความพิการ   หรือ   แม้กระทั่งการเสียชีวิต   นอกจากนี้   การทำประกันชีวิตยังนำมาใช้ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลได้อีกด้วย
     ๓๗.ทำกับข้าวรับประทานเองวันละ ๑ มื้อ   วิธีนี้ให้ประโยชน์หลายประการดังนี้
     ๓๗.๑.อย่างน้อย...คุณก็ได้รับผงชูรส   สารเคมี   ยาฆ่าแมลง   รวมทั้งสารก่อมะเร็งที่อาจเจือปนอยู่ในอาหารน้อยลง ๓๐ เปอร์เซ็นต์
     ๓๗.๒.การช่วยกันทำกับข้าว   เป็นการสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครับ   ช่วยให้ครอบครัวอบอุ่นมากขึ้น
     ๓๗.๓.เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการซื้ออาหารนอกบ้านมารับประทาน
     ๓๘.เลือกอยู่อาศัยในบ้านที่มีขนาดพอเหมาะกับจำนวนผู้อยู่อาศัย   วิธีนี้ให้ประโยชน์ดังนี้
     ๓๘.๑.ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา   และซ่อมบำรุงบ้าน
     ๓๘.๒.ช่วยลดเวลา และความยุ่งยากในการทำความสะอาดบ้าน
     ๓๙.ใช้บริการห้องสมุดประชาชน   ร้านหนังสือเช่า   ร้านเช่าดีวีดี   วิธีนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อหนังสือ และดีวีดี
     ๔๐.ฟังวิทยุจากสถานีวิทยุ   วิธีนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อซีดีเพลง   แต่สำหรับตัวผมนั้น   การฟังเพลงตามสถานีวิทยุมีข้อเสียหลายประการ   ได้แก่
     ๔๐.๑.ไม่ค่อยได้ฟังเพลงที่เราอยากฟังจริงๆ
     ๔๐.๒.ต้องทนฟังโฆษณาเยอะมาก(ไม่มีใครอยากฟังโฆษณาหรอกครับ)
     ๔๐.๓.ดีเจในรายการวิทยุส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะเปิดเพลง   มัวแต่พูดๆๆแล้วก็ชวนผู้ฟังเล่นเกมส์ไร้สาระ  
     ดังนั้น   ผมจึงเลือกซื้อซีดีเพลงแทนการฟังรายการวิทยุ
     ๔๑.ไม่ซื้อของเงินผ่อน(ยกเว้นบ้าน และรถยนต์)   เนื่องจากการซื้อของเงินผ่อนจะทำให้เกิดหนี้สินที่จัดอยู่ในประเภท"หนี้ที่เลว"   แต่ความเป็นจริงแล้ว   หนี้ที่ดีก็ยังมีอยู่   เพียงแต่ว่าในที่นี้ไม่เหมาะที่จะต้องมานั่งอธิบายความหมายของหนี้ทั้ง ๒ ประเภท แนะนำให้ท่านผู้อ่านศึกษาความหมายของหนี้ทั้ง ๒ ประเภทจากหนังสือ"พ่อรวยสอนลูก"ที่เขียนโดยโรเบิร์ต คิโยซากิ
     ๔๒.รับประทานอาหารในร้านอาหารนอกบ้านเดือนละ ๒ ครั้ง   ซึ่งถือว่าไม่มาก และไม่น้อยเกินไป   ถือว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ และรสชาติของอาหารบ้าง 
     ๔๓.พยายามคบหาเพื่อนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ   ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินและการลงทุน   รถยนต์   คอมพิวเตอร์   การแพทย์   กฎหมาย และภาษีอากร   งานก่อสร้าง   ไฟฟ้า   ประปา   เป็นต้น   จะช่วยให้คุณมีที่ปรึกษาที่ดี และไว้ใจได้   เพื่อที่คุณจะได้ไม่โดนหลอกลวง หรือหาผลประโยชน์จากคนชั่วที่แฝงอยู่ในวงการเหล่านี้
     ๔๔.อ่านหนังสือธรรมะวันละ ๑๕ นาที   ช่วยให้จิตใจสงบมากขึ้น   คลายความตึงเครียด   และเข้าใจในชีวิตมากขึ้น
     ๔๕.เลิกสูบบุหรี่ และเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ทุกชนิด   คุณจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเลิกซื้อสิ่งเหล่านี้ลงได้มาก   อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากบุหรี่ และสุราได้อีกมากมาย
     ๔๖.หลีกเลี่ยงการไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์   แต่ถ้าคุณยังยืนยันที่จะไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลเหล่านี้แล้ว   คุณคงจะต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่าจะต้องเจอกับ...
     ๔๖.๑.อุบัติเหตุทางท้องถนนจะมากขึ้นอย่างชัดเจน   และคุณอาจจะไม่ได้กลับบ้านอีกเลยถ้า...(คุณคงเข้าใจนะครับ)
     ๔๖.๒.ค่าเช่าห้องในโรงแรม หรือรีสอร์ทจะแพงกว่าปกติมาก
     ๔๖.๓.รถติดมากขึ้นในต่างจังหวัด   แม้กระทั่งในเขตทางหลวง
     ๔๖.๔.สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติจะไม่สงบ และเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกหนวกหูจากกลุ่มคนที่ไม่มีมารยาท   ทำให้คุณเที่ยวไม่สนุก
     ๔๖.๕.คุณจะได้พบเจอกับนักท่องเที่ยวขี้เหล้าเมายาที่ก่อความรำคาญให้คุณไม่เว้นในแต่ละวัน
     ๔๖.๖.การแก่งแย่งจะมากขึ้น   และรุนแรงขึ้น   ทั้งในส่วนของที่พัก   อาหาร   หรือแม้กระทั่งที่จอดรถ
     ๔๖.๗.อาชญากรรมจะมากขึ้นทั้งลักทรัพย์   ทะเลาะวิวาท   ข่มขืน   ฆ่า   เป็นต้น
     ๔๗.ลาพักผ่อนเพื่อไปเที่ยวต่างจังหวัดในวันธรรมดา   ถ้าคุณอยากไปเที่ยวพักผ่อนในต่างจังหวัด   ผมขอแนะนำให้คุณลาพักผ่อนสัก ๓-๗ วัน   ในช่วงวันธรรมดาที่ไม่ใช่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์   แล้วคุณจะรู้ว่ามันเป็นการเที่ยวที่สนุก   และมีความสุขมากกว่ากันเยอะเลย(ถ้าไม่เชื่อ...ก็ลองกลับไปอ่านข้อ ๔๖ อีกทีก็แล้วกัน)
     ๔๘.หาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้บ้านสำหรับการเที่ยวพักผ่อนในวันหยุด   วิธีนี้จะช่วยให้คุณไม่เหนื่อยในการเดินทาง  ประหยัดค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปจากการเดินทางและค่าที่พัก   สถานที่ท่องเที่ยวที่ขอแนะนำ   ได้แก่
     ๔๘.๑.สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติในจังหวัดที่ท่านอยู่   หรือในจังหวัดใกล้เคียง   เช่น   ทะเล   ภูเขา   น้ำตก   เป็นต้น
     ๔๘.๒.สวนสาธารณะ
     ๔๘.๓.สนามกีฬาในท้องถิ่น
     ๔๘.๔.วัดวาอาราม
     ๔๘.๕.พิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่น
     หมายเหตุ   กรุณาอย่าจำกัดชีวิตครอบครัวของคุณให้อยู่แต่กับการนอนดูโทรทัศน์   การเดินห้างสรรพสินค้า   การรับประทานอาหารในร้านอาหารหรูๆ หรือร้านอาหารเฟรนไชส์   และการดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์เลยครับ
     ๔๙.เที่ยวในเมืองไทย    ถ้าท่านไม่ได้เป็นเศรษฐี   ก็โปรดเที่ยวในประเทศไทยเถิดครับ   เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า   และเงินตราไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ
     ๕๐.เป็นตัวของตัวเองดีกว่า   ความเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากครับ   ผมเคยพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเอาอกเอาใจคนอื่น   และหวังว่าจะให้คนมารักมาชอบเรามากๆ   ซึงนั่นเป็นความคิดที่ผิดถนัด   ความเสแสร้งจะทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้นไปอีก   และผู้คนที่อยู่ใกล้คุณจะได้รับพลังแห่งความเสแสร้งเหล่านั้นจากคุณ   ซึ่งจะทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกอึดอัด และไม่อยากเข้าใกล้คุณ   จงเป็นตัวของตัวเองดีกว่าครับ   สบายใจกว่า   อึดอัดใจน้อยกว่า   เครียดน้อยกว่า   และมีความสุขมากกว่าครับ  
     เป็นอย่างไรกันบ้างครับ   สำหรับสิ่งที่ท่านได้อ่านไปแล้วนั้นเป็นเพียงความคิดเห็น   และแนวทางในมุมมองส่วนตัวของผมเท่านั้น   ส่วนท่านผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรนั้น   คงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่านครับ   แต่อย่างน้อย   การเดินทางไปสู่ชีวิตที่สมดุลมากขึ้น   เรียบง่ายมากขึ้น   และยุ่งยากซับซ้อนน้อยลง   น่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการที่จะนำเราไปสู่ความสุขได้...จริงไหมครับ

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สักวันหนึ่ง...อาจจะถึงวันนั้น

     ในแผ่นดินที่มีชื่อว่า "ประเทศไทย" นั้น   ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน   และคาดเดาได้ยาก   อะไรๆก็เกิดขึ้นได้   อย่างน้อย...อดีตและปัจจุบันก็เป็นตัวบ่งบอกอนาคตได้   เราลองมาดูกันว่า   เหตุการณ์ใดบ้างที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตของสยามประเทศแห่งนี้...
     ๑. หนุ่มสาวอายุไม่เกิน ๒๕ ปีทุกคนในประเทศไทย   มีตำแหน่งชนะเลิศ หรือรองชนะเลิศจากการประกวดนางแบบ   นายแบบ   หรือนางงาม   ในงานประกวดต่างๆนับหมื่นงานที่จัดโดยองค์กรต่างๆทั่วประเทศ
     ๒. โทรศัพท์เคลื่อนที่ขายไม่ออกอีกเลยแม้แต่เครื่องเดียว   เพราะคนไทยทั้งประเทศมีโทรศัพท์เคลื่อนที่กันทุกคน   และมีคนละอย่างน้อย ๕ เครื่อง
     ๓. มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจำหน่ายเพียงแค่ ๓ ยี่ห้อในประเทศไทย
     ๔. มีบริษัทค่ายเพลงเหลือแค่ ๒ ค่ายในประเทศไทย
     ๕. ประเทศไทยมีจำนวนพรรคการเมืองทั้งหมดประมาณหนึ่งพันกว่าพรรค
     ๖. นักการเมืองหลายคนถูกโดดเดี่ยว   เนื่องจากย้ายไปเข้าสังกัดพรรคการเมืองจนครบทุกพรรคในประเทศไทย   และไม่มีพรรคการเมืองใดเหลือให้เข้าไปอยู่อีกแล้ว
     ๗. นักธุรกิจผู้จำหน่ายสินค้าในระบบขายตรง   ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้าคนใดได้อีกเลย   เพราะคนไทยทุกคนในประเทศได้สมัครเป็นผู้จำหน่ายของบริษัทขายตรงกันหมดแล้ว
     ๘. มีสถาบันกวดวิชาให้เด็กอายุ ๑ เดือน ถึง ๑ ปี   เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าเรียนในชั้นเรียนเตรียมอนุบาล
     ๙. มีการจัดพิธีสมรสหมู่กันที่ดาวอังคาร
     ๑๐.รัฐบาลต้องจัดตั้งโรงพยาบาลจิตเวชสำหรับเด็กและวัยรุ่น   อย่างน้อยอำเภอละ ๑ แห่ง   เนื่องจากเด็กและวัยรุ่นถูกพ่อแม่ยัดเยียดให้เรียนวิชาเสริมมากเกินไปจนเสียสติ และเป็นบ้ากันไปหลายแสนคน
     ๑๑.นิตยสารฉบับหนึ่งได้จัดอันดับบุคคลที่รวยที่สุดในประเทศไทย ๑๐ อันดับแรก   ปรากฏว่า   ๘ ใน ๑๐ คนดังกล่าว มีอาชีพเป็นอาจารย์สถาบันสอนพิเศษ   หมอนวด   และนักการเมือง
     ๑๒.ก๋วยเตี๋ยวเรือราคาชามละ ๒,๐๐๐ บาท
     ๑๓.ไม่เหลือพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย
     ๑๔.น้ำท่วมถึงยอดภูกระดึง
     ๑๕.ธุรกิจท่องเที่ยวในต่างดาวได้รับความนิยมมาก   เพราะคนไทยเบื่อหน่ายการท่องเที่ยวในโลกมนุษย์เสียแล้ว
     ๑๖.องค์การท่องเที่ยวแห่งโลก   ต้องออกมารณรงค์ให้มนุษย์โลกกลับมาให้ความสนใจการท่องเที่ยวในโลกมนุษย์บ้าง
     ๑๗.๙๗เปอร์เซนต์ของพื้นที่ในประเทศไทย   คือ   ถนนสำหรับรถยนต์
     ๑๘.รถจักรยานยนต์ขายไม่ออกอีกเลยแม้แต่คันเดียว   เพราะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และพิการไปจนหมดแล้ว
     ๑๙.ประเทศไทยเร่งผลิตเจ้าหน้าที่ตำรวจจรราจรเพิ่มอีก ๒ ล้านนาย   เพื่อควบคุมการจราจรบริเวณปากซอย   และทางแยกทุกแห่งในประเทศไทย
     ๒๐.เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาประมาณ ๙๕ เปอร์เซนต์   สะกดคำว่า "คุณธรรม" ไม่ถูกต้อง   และไม่รู้ความหมายของคำนี้
     ๒๑.คนไทยประมาณ ๙๘ เปอร์เซนต์   ไม่รู้จักสัตว์ที่มีชื่อว่า "ช้าง"   และ "พะยูน"
     ๒๒.เด็กอายุ ๓ ถึง ๑๕ ปีทุกคนในประเทศไทยมีอาชีพที่ตนเองใฝ่ฝันอยู่แค่ ๒ อย่าง   คือ   ดารานักร้อง   และ   แอร์โฮสเตส
     ๒๓.เหล่าประชาชนกลุ่มไฮโซฯ ได้ส่งลูกหลานไปเรียนต่อในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยในต่างดาวกันมากขึ้น   โดยเฉพาะในดาวอังคาร
     ๒๔.ทบวงมหาวิทยาลัยต้องว่าจ้างนักโทรจิตระดับมืออาชีพ   เพื่อมาตรวจจับคลื่นกระแสจิตตามสถานที่สอบเอนทรานซ์ทุกแห่ง   เนื่องจากผู้ทุจริตในการสอบได้ใช้วิธีบอกคำตอบของข้อสอบผ่านทางกระแสจิต
     ๒๕.อาชีพแพทย์ได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย   เพราะแพทย์ทุกคนได้ถูกฟ้องร้องจนล้มละลายกันไปหมดแล้ว
     ๒๖.ตัวแทนขายประกันชีวิตทุกคนล้วนตกงานกันหมด   เนื่องจากคนไทยทุกคนได้ทำประกันชีวิตไปแล้วคนละ ๑๐ กรมธรรม์เป็นอย่างน้อย
     ๒๗.ห้างสรรพสินค้าทุกแห่งเก็บค่าบริการจอดรถในอัตราชั่วโมงละ   ๑,๐๐๐ ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท
     ๒๘.รัฐบาลกำหนดให้ทุกหมู่บ้านต้องมีบ้านพักคนชราอย่างน้อย ๒ แห่ง
     ๒๙.นักบินอวกาศลูกครึ่งไทย-อเมริกันคนแรก   ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย   ให้มารับปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
     ๓๐.รัฐบาลไทยต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินที่อยู่นอกโลก   เพื่อมาชำระหนี้แก่สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ในโลก
     ๓๑.ออกซิเจนอัดกระป๋อง   เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มียอดขายสูงที่สุด
     ๓๒.มีชุดทดสอบการติดเชื้อไวรัสโรคเอดส์   จำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป   และหาซื้อได้ง่ายเหมือนชุดทดสอบการตั้งครรภ์
     ๓๓.พระราชบัญญัติการจราจรทางบกฉบับใหม่   ได้กำหนดโทษผู้ขับขี่รถยนต์ที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย   และผู้ขับขี่จักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย   ให้มีโทษต่ำสุด คือ จำคุกตลอดชีวิต   และโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิต ๗ ชั่วโคตร
     ๓๔.แบบสอบถามของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง   ได้เปิดเผยข้อมูลว่า   อายุต่ำสุดของคนไทยที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก   คือ   ๕ ปี
     ๓๕.รัฐบาล และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของทุกจังหวัดในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินโครงการประจำปีตามแผนที่วางไว้ได้เลย   เพราะต้องทุมเทกำลังคนและเวลาของหน่วยงานทั้งหมดไปกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภัยธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ในทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย
     ๓๖."ชุดถุงยังชีพ"   เป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในร้านสะดวกซื้อทุกแห่งในประเทศไทย
     ๓๗.บริษัทรถยนต์อย่างน้อย ๓ แห่งในประเทศไทยได้เปิดตัวรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่สามารถแล่นในน้ำได้   ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุด
     ๓๘.ดีวีดี เดี่ยวไมโครโฟน ครั้งที่ ๙๙ ของอุดม แต้พานิช เริ่มมีวางจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อทุกแห่งทั่วประเทศ
     ๓๙.บริษัทโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่งในประเทศไทยได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถถ่ายรูป,ถ่ายวีดีโอ,เล่นอินเตอร์เน็ต,ดูหนัง,ฟังเพลง,ทำกับข้าว,ซักผ้า,รีดผ้า,ตัดผม,ล้างจาน,กวาดบ้าน,เลี้ยงเด็ก,ล้างห้องน้ำ,พาสุนัขไปเดินเล่น,........................................,และแปลงร่างเป็นรถยนต์ได้...
     ๔๐.ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วละก็   ขออะไรสักอย่างนะจ๊ะ...อย่าซีเรียส...
   

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

หนังก็คือหนัง...วันยังค่ำ

      สวัสดีครับ   ท่านผู้อ่านทุกท่าน   คงไม่มีใครปฏิเสธว่า   การดูหนังหรือภาพยนตร์นั้นเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่   เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย   ไม่เสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป   แถมยังสนุกและมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการอยู่แล้ว   สำหรับท่านที่ดูหนังมากๆ และสม่ำเสมอ คงจะเริ่มสังเกตุเห็นบางสิ่งบางอย่างที่หนังยอดนิยมมีร่วมกัน   โดยที่ปัจจัยบางอย่างก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัยด้วย
     เอาละครับ...เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าหนังยอดนิยมทั้งหลาย มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างไรบ้าง   ซึ่งผมคิดว่าถ้าหนังขาดเอกลักษณ์เหล่านี้ไปแล้ว   ก็อาจจะทำให้ดูไม่ค่อยเหมือน"หนัง"สักเท่าไหร่   อย่างไรก็ตาม   ถ้าหนังเหล่านี้มีความเป็น"หนัง"มากเกินไปแล้ว   ก็คงจะทำให้น่าเบื่อหน่ายได้เหมือนกัน
     ๑. พระเอกกับนางเอกมักจะมีฐานะแตกต่างกัน   เช่น   พระเอกเป็นลูกชายประธานบริษัท   และนางเอกมาสมัครงานเป็นลูกจ้างบริษัท   เป็นต้น(หนังไทย)
     ๒. ถ้าเป็นหนังที่พระเอกมีฐานะต่ำต้อย   และมารู้จักกับนางเอก   แล้วในฉากสุดท้ายของเรื่อง   พระเอกมักจะเปิดเผยตัวจริง ว่าตนเองเป็นตำรวจปลอมตัวมา   และมักจะมียศอย่างต่ำเป็นร้อยตำรวจตรีขึ้นไป(หนังไทย)
     ๓. หนังมักจะเริ่มต้นด้วยการที่นางเอกและพระเอกไม่ชอบหน้ากัน   และจบลงด้วยการหลงรักและแต่งงานอยู่ร่ำไป(หนังไทยและฝรั่ง)
     ๔. ในฉากการต่อสู้ในตอนท้ายๆของเรื่อง   ไม่ว่าพระเอกกับผู้ร้ายจะมีอาวุธในมือกันมากมายเพียงใดก็ตาม   แต่ในที่สุดก็จะทิ้งอาวุธทั้งหมด   และใช้มือเปล่าเข้าต่อสู้ตะลุมบอนกันทุกที   โดยไม่ทราบสาเหตุว่า   โยนอาวุธทิ้งไปทำไม?(หนังทุกประเทศ)
     ๕. หัวหน้าผู้ร้ายมักจะตายยากกว่าลูกน้อง   และมักจะตายหลังลูกน้องคนอื่นๆ   ซึ่งจริงๆแล้ว   ในบางครั้ง   การต่อสู้กันด้วยปืนในช่วงชุลมุนนั้น   หัวหน้าผู้ร้ายอาจถูกลูกหลงและตายไปก่อนที่ลูกน้องจะตายกันหมดก็เป็นได้   แต่ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน   และหัวหน้าผู้ร้ายมักจะถูกพระเอกยิงหลายนัด   ถึงจะยอมตายกันได้   ไม่รู้ว่าจะหนังเหนียวไปถึงไหน(หนังทุกประเทศ)
     ๖. ถ้าเป็นเรื่องของคดีฆาตกรรมที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน   ซึ่งเรามักจะคาดเดาลำบากว่า   ใครคือฆาตกรตัวจริงกันแน่   แต่แล้ว...เมื่อถึงช่วงสถานการณ์สุกงอมเข้าขั้นวิกฤต   ฆาตกรก็มักจะออกมาสารภาพต่อหน้าพระเอก หรือนางเอกเสียเอง   แถมยังเล่าเหตุการณ์โดยละเอียดว่า   เหตุการณ์เป็นอย่างไรมาอย่างไรบ้าง   คงเป็นเพราะเกรงว่า   พระเอก หรือนางเอกจะไม่เข้าใจสิ่งที่ตนเล่า(หนังฝรั่ง)
     ๗. ผู้ร้ายในหนังมักจะประมาท   สังเกตุได้จาก   เวลาที่มีฉากยิงต่อสู้กัน   ผู้ร้ายมักจะโผล่ออกมาจากที่กำบัง   และยืนจังก้ายิงต่อสู้อย่างไม่ระมัดระวัง   ไม่ยอมนอนราบยิงอย่างที่ควรจะทำ   สุดท้ายก็เลยได้ตายสมใจ ซึ่งเป็นการตายที่ง่ายเกินไป(หนังทุกประเทศ)
     ๘. ในหนังที่มี"สัตว์ประหลาด"(รวมทั้งปีศาจและมนุษย์ต่างดาว)   พระเอก หรือนางเอกมักจะสะเพร่าเลินเล่อในการกำจัดสัตว์ประหลาดพวกนี้ให้สิ้นซากจริงๆ   ทำให้มีสัตว์ประหลาดที่ยังไม่ตายหลงเหลืออยู่เพื่อไปอาละวาดในหนังภาคต่อไป(หนังฝรั่ง)
     ๙. รสนิยมของพระเอก หรือนางเอกในเรื่องรถยนต์นั้น   จะวนเวียนอยู่แค่รถสปอร์ตเปิดประทุน กับรถขับเคลื่อนสี่ล้อ(SUV)เป็นส่วนใหญ่(หนังฝรั่ง)
     ๑๐.พระเอก หรือนางเอกมักเป็นคนไม่รักทรัพย์สมบัติของตัวเอง   ซึ่งสังเกตุได้จากเวลาลงจากรถทีไรไม่เคยล็อคประตูรถเลย(หนังฝรั่ง)
     ๑๑.ไม่ว่าสถานการณ์จะแย่เพียงใด   พระเอก หรือนางเอกก็มักจะ"รอดตัว"ได้เสมอ(หนังทุกประเทศ)
     ๑๒.ตัวละครหลายตัวมักตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างขาดเหตุผลที่เหมาะสม   เช่น   ทีมค้นหาไดโนเสาร์ในเรื่อง THE LOST WORLD ประสบปัญหารถคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ตกเหว   และแก้ปัญหาด้วยการเอารถMercedes Benz M-classคันเล็กๆไปพยายามลากรถคอนเทนเนอร์ขึ้นมา...สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ(หนังฝรั่ง)
     ๑๓.ในหนังผี   ตุ่มน้ำมักจะมีปริมาตรมากกว่าปกติ   สังเกตได้จากคนไม่น้อยกว่า ๑๐ คนวิ่งหนีผี(โดยเฉพาะผีปอบ)ไปลงในตุ่มใบเดียวกันได้หมด(หนังไทย)
     ๑๔.เวลาตัวละครที่แสดงเป็นสามีกลับจากที่ทำงานมาถึงบ้าน   มักมาเจอภรรยากำลังทำกับข้าวอยู่ทุกทีไป   และมักจะมีการกอดจูบกันจนถึงขั้นเต้นรำด้วยกัน   ทำให้สงสัยว่า   ภรรยาคงมัวแต่ทำกับข้าวทั้งวัน(หนังฝรั่ง)
     ๑๕.พระเอกมักจะขับขี่ยานพาหนะได้หลายอย่าง   ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน   มอเตอร์ไซค์   รถบรรทุก   รถแทรกเตอร์   เรือยนต์   เจทสกี   เฮลิคอปเตอร์   เครื่องบินไอพ่น...จนกระทั่ง...ยานอวกาศ   ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปฝึกมาจากไหน   นอกจากนั้นยังสามารถใช้อาวุธทุกประเภท   อุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์  และคอมพิวเตอร์ได้ชำนาญอย่างไม่มีที่ติ(หนังฝรั่ง)
     ๑๖.ตัวละครสำคัญที่รู้ความลับว่า   ผู้ร้ายคือใคร   มักจะถูกทำร้ายจนปางตาย   และก็มักจะเหลือลมหายใจรวยรินในเวลาที่พระเอก หรือนางเอกไปพบเข้า   จากนั้น   พระเอก หรือนางเอกก็จะพยายามถามว่า   ใครคือผู้ร้าย   เขาผู้นั้นก็ไม่ยอมปริปากบอกเสียที   ได้แต่ส่งเสียงอึกอักเหมือนกำลังจะขาดใจ   และสุดท้าย   เขาก็ไม่เคยบอกได้ทันเลยว่า   ใครคือผู้ร้าย   เพราะจะขาดใจตายไปก่อนทุกที(หนังทุกประเทศ)
     ๑๗.คุณหมอมักไม่ค่อยใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยที่มีอาการหนักมาก   ส่วนใหญ่จะจัดให้แค่หน้ากากออกซิเจนเท่านั้น(หนังไทยและหนังฝรั่งบางเรื่อง)
     ๑๘.ตัวละครที่ถูกยิงมักจะมีเลือดออกทางปาก   รวมทั้งจอมยุทธ์ที่ถูกพลังฝ่ามือกระแทกบริเวณหน้าอกหรือหน้าท้องด้วย   ซึ่งชวนให้สงสัยเหมือนกันว่า   เลือดออกมาจากเส้นเลือดเส้นไหน?(หนังทุกประเทศ)
     ๑๙.พระเอกกับนางเอกมักมีรสนิยมชอบวิ่งไล่กันบนเนินเขาที่มีทุ่งหญ้า   รวมทั้งชอบวิ่งหลอกล่อกันตามต้นไม้ใหญ่(หนังอินเดีย)
     ๒๐.ไม่ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของรังที่อยู่ของผู้ร้ายจะแน่นหนามากเพียงใดก็ตาม   พระเอกก็มักจะมีช่องทางแอบบุกเข้าไปในรังของผู้ร้ายได้สำเร็จทุกทีไป(หนังฝรั่ง)
     ๒๑.ผู้ที่แสดงเป็น"หมอ"ในสมัยก่อนมักจะ"อาวุโส"และ"อ้วนลงพุง"   แต่ในหนังยุคหลังๆมานี้   หมอมักจะดู"หนุ่มและผอม"กว่าเดิม   ก็เลยทำให้สงสัยว่า   หมออาวุโสและอ้วนไปอยู่ที่ไหนกันหมด(หนังไทย)
     ๒๒.ตัวละครในหนังมักจะมีฐานะร่ำรวยเป็นส่วนใหญ่   ซึ่งสังเกตุได้จากเวลาที่เจ็บป่วยมักจะได้นอนพักรักษาตัวที่"ห้องพิเศษ"ของโรงพยาบาลเอกชนทุกทีไป(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๒๓.ในหนังสมัยก่อน   บ้านพระเอก หรือนางเอกมักจะใหญ่โตเหมือนปราสาทราชวัง   และมีคนรับใช้นับสิบคน   แต่ในยุคหลังๆมานี้   บ้านมักจะมีขนาดเล็กลง   และมีคนรับใช้แค่ ๑ คน หรือไม่มีเลย(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๒๔.ละครมักจะมีฉากหลักอยู่แค่ ๓ ฉาก   คือ ฉากเจ้านายกินข้าว   ฉากคนรับใช้จับกลุ่มนินทาเจ้านาย   และฉากไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๒๕.นางเอกมักจะดื่มนมสดก่อนนอน   และมักจะดื่มน้ำส้มคั้นเวลารับประทานอาหารในร้านอาหารนอกบ้าน(ละครโทรทัศน์ไทย)  
     ๒๖.ถ้ามีฉากงานเลี้ยงสังสรรค์ใกล้สระว่ายน้ำแล้วมักจะมีคนอย่างน้อย ๑ คนพลัดตกลงไปในสระว่ายน้ำ   ซึ่งมักเป็น"ตัวอิจฉา"(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๒๗."ตัวอิจฉา"มักจะใจร้อน   พูดเสียงดัง   และสวยน้อยกว่านางเอก(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๒๘.ในการแข่งขันกีฬา   ฝ่ายพระเอก หรือนางเอกมักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ก่อนในช่วงแรกของเกมส์  แต่ในที่สุดก็สามารถพลิกกลับมาเอาชนะได้แม้กระทั่งในนาทีสุดท้าย   จากนั้น   พระเอก หรือนางเอก หรือโคช ก็จะถูกกลุ่มนักกีฬาพากันจับโยนขึ้นลงๆด้วยความดีใจ(หนังทุกประเทศ)
     ๒๙.พระเอกมักจะยิงปืนแม่นกว่าผู้ร้าย   ในขณะที่ผู้ร้ายยิงกี่นัดๆก็ไม่ค่อยจะโดนพระเอกเลย(หนังทุกประเทศ)
     ๓๐.ในหนังประเภทเขย่าขวัญสั่นประสาท   เมื่อตัวละครที่เป็น"เหยื่อ"เดินเข้าไปในสถานที่ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกฆ่า   หนังมักจะกระตุกอารมณ์คนดูด้วยการหาคนอื่น หรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ฆาตรกรเข้าไปประชิดตัว"เหยื่อ"เสียก่อนพอเป็นออร์เดิฟ   เช่น   ให้เพื่อนของเหยื่อเอามือตะปบไหล่ของเหยื่อ   ให้แมวกระโดดผ่านหน้าเหยื่อ   เป็นต้น   หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงที่"เหยื่อ"จะถูกฆ่าจริงๆ(หนังฝรั่ง)
     ๓๑.เวลาที่ตัวละครในบ้านทะเลาะกันรุนแรง   ตัวละครอาวุโสที่มักแสดงเป็นพ่อแม่ของพระเอก หรือนางเอก   มักจะเกิดความเครียดอย่างรุนแรงจนกระทั่งมีอาการเจ็บหน้าอก   หรือเป็นลมหมดสติ   จนต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล...ประมาณว่าโรคหัวใจกำเริบ(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๓๒.ในหนังมักจะมีชาวอเมริกัน-เอเชียมาร่วมแสดงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานใหญ่ๆอย่างน้อย ๑ คน(หนังฝรั่ง)
     ๓๓.ถ้ามีเหตุการณ์วิกฤติ   เช่น   ระเบิดเวลากำลังจะระเบิด   พระเอก หรือนางเอกมักจะไม่สามารถถอดสลักระเบิดได้ภายในเวลาอันรวดเร็วนัก   แต่มักจะถอดสลักระเบิดได้สำเร็จในเวลาที่"จวนเจียน"จริงๆทุกทีไป   ซึ่งก็คือ   ไม่เกิน ๕ วินาทีก่อนระเบิด(หนังฝรั่ง)
     ๓๔.ในหนังแอคชั่นที่มีปฏิบัติการชั่วร้ายที่สำคัญ   และมีการนัดพบกันในสถานที่ลับสุดยอด   ในช่วงเวลาที่พบกันมักจะเป็นเวลาที่ฝนตกหนักทุกทีไป...ทำไมไม่รอให้ฝนหยุดก่อนก็ไม่ทราบเหมือนกัน(หนังฝรั่ง)
     ๓๕.พระเอก หรือนางเอก...รวมทั้งผู้ร้ายด้วยนั่นแหละ มักใช้รถไม่ค่อยทะนุถนอม   ออกรถเร็ว   เลี้ยวรถด้วยความเร็วสูงจนท้ายรถปัดไปปัดมา(หนังฝรั่งและจีน)
     ๓๖.พระเอกคนเดียวมักจะสู้กับผู้ร้ายได้ทั้งฝูง(หนังฝรั่งและจีน)
     ๓๗.ผีไทยมักจะมีหน้าตาที่อัปลักษณ์กว่าผีประเทศอื่นๆ   ส่วนผีสัตว์เป็นผีที่หาดูยากมากทั้งๆที่ในแต่ละวันมีสุนัขถูกรถชนตายเป็นเบือ
     ๓๘.ถ้าผู้ร้ายอยู่ใกล้หน้าต่าง   หรืออยู่ริมแม่น้ำ   แล้วถูกพระเอกยิง   ร่างกายของผู้ร้ายมักจะกระเด็นกระดอนไปไกลจนหลุดออกจากหน้าต่าง   หรือตกจากราวสะพานลงไปในแม่น้ำ(หนังทุกประเทศ)
     ๓๙.ตำรวจมักจะมาถึงที่เกิดเหตุหลังจากการต่อสู้ได้ยุติลงไปแล้ว(หนังทุกประเทศ)
     ๔๐.ตำรวจทางหลวงที่เรียกรถของผู้ร้ายให้หยุด   มักจะถูกผู้ร้ายฆ่าตายเป็นประจำ(หนังฝรั่ง)
     ๔๑.เวลาที่พระเอก หรือนางเอก หรือ"เหยื่อ"วิ่งหนีผู้ร้ายในอาคารต่างๆ   มักจะวิ่งหนีไปเจอแต่ประตูที่ล็อคไว้อยู่เรื่อยเลย   หรือพอจะหนีไปทางลิฟต์   ลิฟต์ก็ดันไม่มาสักที(หนังทุกประเทศ)
     ๔๒.เหตุการณ์สำคัญในหนังมักเกิดในอเมริกา   และวีรบุรุษที่ช่วยกู้สถานการณ์อันวิกฤติมักจะเป็นชาวอเมริกันซึ่งจะเห็นได้ชัดจากเรื่อง ID4,MARS ATTACKS เป็นต้น(หนังฮอลลีวูด)
     ๔๓.ในหนังชีวิต หรือDRAMAมักจะมีเหตุการณ์ที่พระเอก หรือนางเอกมายืนพูดคำคม หรือสุนทรพจน์ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากในแง่ของความเป็นธรรมในสังคม   ซึ่งมักจะเป็นฉากที่ซาบซึ้งกินใจ หรือเรียกน้ำตาผู้ชมได้มาก   และสุดท้ายก็จบลงด้วยชัยชนะของความถูกต้อง   ซึ่งจะพบฉากนี้ได้ใน A TIME TO KILL,SCENT OF A WOMEN,PATCH ADAM เป็นต้น(หนังฝรั่ง)
     ๔๔.พระเอก หรือนางเอกตายยากจริงๆ(หนังทุกประเทศ)
     ๔๕.ยังมีอีกเยอะเลย...
     ดูๆแล้ว   จะเห็นว่า   การทำภาพยนตร์ หรือหนังก็มีสูตรสำเร็จที่คล้ายคลึงกัน   ซึ่งมีทั้งสูตรสำเร็จประจำชาติ   และสูตรสำเร็จสากลที่หลายๆชาติใช้เหมือนๆกัน   สำหรับ"คนทำหนัง"ที่ต้องการให้หนัง"ขายได้"ก็คงต้องย่ำตามรอยเดิมกันต่อไปตามสูตรสำเร็จพวกนี้   แต่สำหรับคนทำหนังที่ต้องการมุมมองใหม่ๆ   ไม่ซ้ำซากจำเจ   ก็คงต้องพยายามหลีกเลี่ยงสูตรสำเร็จเหล่านี้   และคงต้องยอมเจ็บตัวกันสักหน่อยนะครับ   สวัสดีครับ

                                             -------------------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

แผนพัฒนาตนเอง เพื่อก้าวสู่ความเป็นบุคคลร่วมสมัย

     คำแนะนำก่อนการใช้แผนฯ
     ๑. ใช้ได้เฉพาะคนไทยเท่านั้น
     ๒. บิดามารดาต้องมีส่วนร่วมในการใช้แผนด้วย สำหรับในช่วงชีวิต ๒๐ ปีแรกของบุตรธิดา
     ๓. ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ในกรณีที่บุคคลใดไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามแผนนี้   แต่ต้องยอมรับว่า  อาจถูก "ดูหมิ่น"   "ดูถูก"   "กระแนะกระแหน"   '"เหยียดหยาม"   ฯลฯ   จากผู้คนรอบข้างส่วนใหญ่ในสังคม และอาจถูกตีตราว่าเป็นพวก "แอ๊บ" (Abnormal person)ได้
     ๔. ผู้เขียนไม่แน่ใจในคุณประโยชน์อันแท้จริงของแผนนี้   คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย ในการเข้าสังคมจอมปลอมอย่างเช่นสังคมไทยในปัจจุบัน (โดยเฉพาะในกลุ่มพวกไฮโซไซตี้)
     ๕. เป็นตัวคุณเองนั่นแหละ.....ดีที่สุด
     ๖. กิ้งก่าเปลี่ยนสีได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
     ๗.กิ้งก่าเปลี่ยนสีช่วยหลอกศัตรู   แต่มนุษย์เปลี่ยนสี ทำได้แค่ "หลอกตัวเอง" เท่านั้น


     สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน   ในครั้งนี้   ผมมี "แผน" ที่น่าสนใจมาเสนอต่อท่านเป็นแผนที่มีประโยชน์ไม่มากก็น้อย   ก่อนอื่นนั้น   ท่านควรต้องรู้จักคำว่า "กระแส" และ "ร่วมสมัย" เสียก่อน
     "กระแส" มีความสำคัญมากในสังคมไทย   เพราะการปฏิบัติตัว "ตามกระแส" จะทำให้ท่านเป็นที่ยอมรับในสังคม  เพราะการ "ตามกระแส" เป็นการกระทำของ "ชนกลุ่มใหญ่" ในสังคม   แต่ถ้าท่านปฏิบัติตัว "ทวนกระแส" แล้ว   ท่านก็อาจจะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความยากลำบากมากยิ่งขึ้น
     ส่วนการเป็นบุคคลร่วมสมัย  หมายถึง   การปฏิบัติตัวได้กลมกลืนกับผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในยุคสมัยนั้น   ดังนั้น   อาจกล่าวได้ว่า   คำว่า "ร่วมสมัย" นั้นใกล้เคียงกับคำว่า "ตามกระแส" มาก   เราลองมาดูกันว่า   ควรปฏิบัติตัวอย่างไร   จึงจะได้ชื่อว่าเป็น "บุคคลร่วมสมัย"

     หมวดที่ ๑.   ข้อปฏิบัติสำหรับบิดามารดา เพื่อให้บุตรธิดาเป็นบุคคลร่วมสมัย
     ๑.๑. คลอดบุตรโดยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องที่โรงพยาบาลเอกชน
     ๑.๒. ให้ลูกดื่มน้ำนมแม่น้อยๆ   และดื่มนมผสมมากๆ 
     ๑.๓. จ้างพี่เลี้ยงเด็กมาเลี้ยงลูก   และให้เวลาในการเลี้ยงลูกตัวเองน้อยกว่าพี่เลี้ยง
     ๑.๔. ให้ลูกเรียนพิเศษก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาล
     ๑.๕. เลือกโรงเรียนอนุบาลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศให้ลูกเข้าเรียน
     ๑.๖. เริ่มฝึกให้ลูกเล่นกีฬาในช่วงก่อนอายุ ๕ ปี เฉพาะประเภทต่อไปนี้
             ก.ว่ายน้ำ
             ข.เทนนิส
     ๑.๗. เริ่มฝึกให้ลูกเรียนดนตรีหรือการแสดงในช่วงก่อนอายุ ๕ ปี เฉพาะประเภทต่อไปนี้
             ก. เปียนโน
             ข. อิเลคโทน
             ค. บัลเลต์
     ๑.๘. บำรุงบำเรอลูกด้วยของเล่นราคาแพง
     ๑.๙. ให้ลูกเรียนพิเศษก่อนเข้าโรงเรียนระดับประถมศึกษา
     ๑.๑๐.เลือกโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ให้ลูกเข้าเรียน และยิ่งถ้าเป็นโรงเรียนนานาชาติได้ก็ยิ่งดี
     ๑.๑๑.เริ่มฝึกให้ลูกเล่นกีฬาในช่วงอายุ ๕-๑๕ ปี เฉพาะประเภทต่อไปนี้
               ก. ขี่ม้า
               ข. กอล์ฟ
               ค. เจทสกี
     ๑.๑๒.ให้ลูกเรียนพิเศษก่อนเข้าโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา
     ๑.๑๓.เลือกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับประเทศให้ลูกเข้าเรียน และยิ่งถ้าเป็นโรงเรียนนานาชาติได้ก็ยิ่งดี
     ๑.๑๔.ถ้าไม่เลือกข้อ ๑.๑๓.แล้ว   ก็ต้องส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับ high school โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา   อังกฤษ   หรือ ออสเตรเลีย
     ๑.๑๕.ให้ลูกเรียนพิเศษก่อนเข้ามหาวิทยาลัย
     ๑.๑๖.เลือกมหาวิทยาลัยปิดที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ   และคณะที่เป็นที่นิยมให้ลูกเข้าเรียน
     ๑.๑๗.ถ้าเลือกมหาวิทยาลัยเอกชน   ให้เลือกเฉพาะมหาวิทยาลัยกรุงเทพ   มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย   มหาวิทยาลัยรังสิต   และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต
     ๑.๑๘.ถ้าไม่เลือกข้อ ๑.๑๖. หรือ ๑.๑๗.แล้ว   ก็ต้องส่งลูกไปเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ และพยายามประกาศให้คนอื่นรู้ด่วยว่า   ลูกตัวเองไปเรียนต่างประเทศแล้ว

     หมวดที่ ๒   ข้อปฏิบัติสำหรับบุตรธิดา เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
     ๒.๑. เลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์   อักษรศาสตร์   บริหารธุรกิจ   และถ้าเป็นหลักสูตรนานาชาติแล้ว จะดีมาก
     ๒.๒. ถ้าผู้ใหญ่ถามเกี่ยวกับการเลือกสาขาที่เรียน   ก็ต้องตอบว่า   เลือกสาขาด้วยตัวเองเสมอ   ไม่ได้เลือกตามที่พ่อแม่ขอ หรือสั่งให้เลือก
     ๒.๓. เลือกเรียนสาขาที่ทำเงินได้มาก   แต่เป็นงานที่สบาย
     ๒.๔. เลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวเฉพาะยี่ห้อ BMW, HONDA และ TOYOTA
     ๒.๕. ผู้หญิงต้องใส่ชุดนักศึษาเป็นเสื้อรัดรูปแขนสั้นๆ   กระโปรงรัดรูปสั้นเหนือเข่า ย้อมผมสีอื่นที่ไม่ใช่สีดำ   ไม่ใส่แว่นตา   ใช้เลนส์สัมผัส หรือไม่ก็ทำเลสิกไปเลย  ใส่รองเท้าส้นตึก หรือรองเท้าแตะพื้นบางๆ   มือขวา หรือไหล่ขวาให้ถือ หรือสะพายกระเป๋าใบละ ๓๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป   มือซ้ายถือโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด   และพยายามใช้โทรศัพท์ในบริเวณที่มีคนพลุกพล่านให้มากที่สุด   ยิ่งเดินไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วยแล้ว จะเท่สุดสุด    และขอย้ำว่า  ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างต้องแบรนด์เนมเท่านั้น
     ๒.๖. ผู้ชายต้องใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว   กางเกงสแลคเนื้อผ้าและลายเท่ๆ   รองเท้าคัตชูขัดมัน   และนาฬิกาแบบสปอร์ต   เสื้อผ้าให้ใช้แบรนด์แนมทุกชิ้น
     ๒.๗. ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟน   และพยายามใช้โทรศัพท์ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน
     ๒.๘. ต้องขับรถยนต์ให้เป็น   โดยที่แก้ปัญหาเกี่ยวกับรถไม่เป็นเลยก็ไม่เป็นไร   และไม่ควรขี่จักรยานเป็น
     ๒.๙. เลือกฟังเพลงไทยเฉพาะของค่ายแกรมมี่   และอาเอสโปรโมชั่นเท่านั้น   ส่วนเพลงสากล   ให้ฟังเฉพาะอัลบั้มรวมฮิตทั้งหลาย,LADY GAGA, TAYLOR SWIFT,BRITNEY SPEAR,ERIC CLAPTON,THE EAGLE   และวงบอยแบนด์ของเกาหลี
     ๒.๑๐.ดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์เฉพาะเรื่องที่คนส่วนใหญ่เขาดูกันในแต่ละช่วงเวลา
     ๒.๑๑.เวลามีนัดกับเพื่อนๆ   ให้นัดกันที่สยามสแควร์  สยามเซ็นเตอร์   หรือสยามพารากอน   และไม่ควรไปตรงเวลา(ให้ไปสายเสมอ)
     ๒.๑๒.เลือกชอปปิ้งเฉพาะสถานที่ต่อไปนี้
               ก. สยามสแควร์   สยามดิสคัฟเวอร์รี่เซนเตอร์   สยามพารากอน  และเซนทรัลเวิร์ลเซนเตอร์
               ข. เซนทรัลลาดพร้าว   และเมเจอร์ซินีเพล็กซ์รัชโยธิน
               ค. เซนทรัลปิ่นเกล้า   และเมเจอร์ซินีเพล็กซ์ปิ่นเกล้า
               ง. ดิเอ็มโพเรี่ยม
     ๒.๑๓.เลือกรับประทานมื้อหลัก และอาหารว่างที่...
               ก.โออิชิ   ฟูจิ   หรือร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า
               ข. พิซซ่าฮัท   หรือพิซซ่าคัมพานี
               ค. เอ็มเคสุกี้
               ง. เคเอฟซี
               จ. แมคโดนัล
               ฉ. เอสแอนพี
               ช. กัลปพฤกษ์
               ซ.คริสปี้ครีม
     ๒.๑๔.เวลาคุยกับคนทั่วๆไป ให้บอกว่า   ตัวเองชอบฟุตบอลมาก   แต่ถ้าคุยกับพวกไฮโซ   ให้บอกว่าตัวเองชอบขี่ม้า   หรือตีกอล์ฟ   หรือดำน้ำมากเลยหล่ะ
     ๒.๑๕.ต้องใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็น  และใช้คอมพิวเตอร์ให้พอรู้แค่งูๆปลาๆก็พอ...ไม่ต้องรู้จริง
     ๒.๑๖.ใช้บริการสปอร์ตคลับ หรือฟิตเนส   ไม่ใช้สนามกีฬาธรรมดา
     ๒.๑๗.ใช้แต่ลิฟต์   ไม่เดินขึ้นบันได.
     ๒.๑๘.ข้ามถนนใต้สะพานลอย
     ๒.๑๙.อ่านหนังสือที่มีแต่รูปภาพ   และมีตัวอักษรไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซนต์ของพื้นที่หน้ากระดาษทั้งหมด
     ๒.๒๐.เมื่อมีเวลาว่าง  ให้ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู   อย่าอ่านหนังสือ
     ๒.๒๑.สำหรับการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด  ให้ไปพัทยา,เกาะเสม็ด,หัวหิน หรือเชียงใหม่ เท่านั้น
     ๒.๒๒.ถ้าคุยกับวัยรุ่น   ให้บอกว่าชอบดื่มสมูตตี้ หรือชาไข่มุก   ถ้าคุยกับผู้ใหญ่   ให้บอกว่าชอบดื่มไวน์
     ๒.๒๓.มีบัตรเครดิตอย่างน้อย ๑ ใบ
     ๒.๒๔.เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทขายตรงอย่างน้อย ๑ บริษัท
     ๒.๒๕.สมัครเข้าประกวดนางแบบ นายแบบ หรือนางงาม อย่างน้อย ๑ งาน(เฉพาะผู้ที่รู้ว่าตัวเองหล่อหรือสวย) 
     ๒.๒๖.ถ้าประสบความสำเร็จจากข้อ ๒.๒๕.แล้ว   ให้พยายามออกอัลบั้มเพลงให้ได้อย่างน้อย ๑ อัลบั้ม(ถึงร้องเพลงไม่เก่ง ก็ไม่เป็นไร)
     ๒.๒๗.ขยันไปเดินตามสถานที่สำคัญ เช่น   สยามเซ็นเตอร์   สยามสแควร์   เซนทรัลเวิร์ลเซ็นเตอร์ ฯลฯ   เพื่อให้'แมวมอง'เห็น
     ๒.๒๘.เข้าสู่วงการบันเทิงตามลำดับขั้นตอน   ดังนี้
               ก.นางแบบ หรือนายแบบโฆษณา
               ข.พระเอก หรือนางเอกมิวสิควิดีโอ
               ค.ประกวดนายแบบ หรือนางแบบ หรือนางงาม
               ง.ดารานักแสดง(ละครโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์)
               จ.นักร้อง(ที่ร้องเพลงไม่เป็น)
     ๒.๒๙.หัดใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อยตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา
     ๒.๓๐.ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใดก็ตาม   ให้บอกผู้ใหญ่ว่า   การเรียนต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
     ๒.๓๑.ฝึกร้องเพลงคาราโอเกะให้คล่อง
     ๒.๓๒.รายชื่อหนังสือในดวงใจต้องเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเท่านั้น
     หมวดที่๓   ข้อปฏิบัติสำหรับคนวัยทำงาน
     ๓.๑. ทำงานน้อยๆ   เสนอหน้าต่อเจ้านายมากๆ
     ๓.๒. พยายามทำให้คนที่ทำงานเห็นว่า   เราเก่งคอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ
     ๓.๓. ถ้ามีเวลาว่าง   ให้หยิบเฉพาะหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านเท่านั้น
     ๓.๔. ในช่วงพักผ่อนในวันหยุดยาวหลายวัน   ให้ไปเที่ยวต่างประเทศ   และเมื่อกลับมาแล้ว   ให้มาเล่าให้คนในที่ทำงานฟังทุกคน   รวมทั้งใส่ภาพลงใน'เฟสบุค'ของตัวเองด้วย
     ๓.๕. พยายามไต่เต้าไปให้ถึงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการให้ได้   เพราะจะมีนิตยสารดังๆมาขอสัมภาษณ์ลงหนังสือ(เขามักจะขอสัมภาษณ์เฉพาะผู้มีตำแหน่งสูงๆ)
     ๓.๖. จัดบ้านตัวเองให้ดูหรูหรา และดูมีรสนิยมวิไล   เพราะวันดีคืนดี อาจจะมีนิตยสารเกี่ยวกับบ้านมาขอถ่ายรูปบ้านไปลงในนิตยสาร และขอสัมภาษณ์เจ้าของบ้านด้วย
     ๓.๗. หัดทำกับข้าวสูตรพิเศษเฉพาะของตัวเอง   และควรเป็นอาหารฝรั่ง   เพราะจะได้ดูเท่เวลาที่มีนิตยสารดังๆมาขอสัมภาษณ์  เพื่อเอาสูตรไปลงในนิตยสาร
     ๓.๘. ไปถ่ายรูปตัวเองที่สตูดิโอที่ทำให้รูปออกมาดูสวยหรือหล่อกว่าตัวจริง
     ๓.๙. ใช้สมุดบันทึก หรือออแกไนเซอร์ราคาแพงๆ
     ๓.๑๐.ต้องพูดได้อย่างน้อย ๒ ภาษา
     ๓.๑๑.ต้องมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุค หรือแทบเบล็ต เป็นของตัวเอง   และใช้มันบ่อยๆ เวลาอยู่ต่อหน้าผู้คนมากๆ
     ๓.๑๒.ใช้ talking dictionary เท่านั้น
     ๓.๑๓.รับประทานอาหารในร้านอาหารหรูๆย่านสุขุมวิท และเพลินจิต   หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในฟูตเซ็นเตอร์ตามห้างสรรพสินค้า   และเมื่อรับประทานเสร็จแล้ว   ก็ให้ไปนั่งฟังเพลงต่อที่ผับ หรือเต้นรำต่อที่ดิสโกเท็ค   แล้วจบลงด้วยข้าวต้มมื้อดึก
     ๓.๑๔.อยู่คอนโดมีเนียมจะดูเท่กว่าอยู่บ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮาส์
     ๓.๑๕.สะสมเฉพาะข้าวของที่มีราคาแพง   เช่น   อัญมณี   รถยนต์   นาฬิกา   เป็นต้น
     ๓.๑๖.ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถไฟฟ้าบีทีเอส   ไม่ใช้บริการรถโดยสารประจำทาง
     ๓.๑๗.ไปวัดไม่เกินปีละ ๑ ครั้ง
     ๓.๑๘.ไม่ต้องเรียนรู้ หรือสนใจเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีไทย   มารยาทไทย   และศาสนา
     ๓.๑๙.สนุกสนานกับตลาดเปิดท้ายขายของ   รวมทั้งซุ้ม หรือกระบะสินค้าลดราคาในห้างสรรพสินค้า
     ๓.๒๐.มีวีรบุรุษในดวงใจ คือ บิล เกต หรือ สตีฟ จอบส์
     ๓.๒๑.พยายามทำงานหาเงินให้ได้มากที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่า จะเอาเงินมากมายไปทำอะไรกัน
     ๓.๒๒.นินทาลับหลังให้เคยชิน   หลีกเลี่ยงการพูดวิจารณ์ต่อหน้าบุคคล
     ๓.๒๓.จัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต และหรูหรา
     ๓.๒๔.มีลูกแค่คนเดียว...หรืออย่างมากไม่เกิน ๒ คน
     ๓.๒๕.สามีแอบมีภรรยาน้อย
     ๓.๒๖.ภรรยาแอบมีชู้
     ๓.๒๗.ปฏิบัติตามข้อ ๑.๑.-๑.๑๘. กับลูกหลานของท่าน

     หมวดที่๔ ข้อปฏิบัติสำหรับบุคคลหลังเกษียณอายุ
     ๔.๑. เริ่มรู้สึกว่า   ตัวเองทำแต่เรื่องไร้สาระมาตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา
     ๔.๒. เริ่มรู้สึกว่า   เพื่อนแท้เป็นบุคคลที่หายาก
     ๔.๓. เริ่มรู้สึกว่า   เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้
     ๔.๔. เริ่มรู้สึกว่า   "เปลือก" หรือ"ภาพพจน์" เป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน
     ๔.๕. สอนลูกหลานว่า   อย่าทำตัวแบบตนเองในอดีต
     ๔.๖. สอนลูกหลานว่า   ตายไปแล้ว ก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้

     เมื่อคุณปฏิบัติตามแผนนี้ไปแล้วสักระยะหนึ่ง   คุณอาจจะเริ่มสงสัยว่า   เราคือใคร และมีจุดยืนอยู่ที่ไหนกันแน่?   ทำไมเราถึงต้องทำตามแผนนี้ ทั้งๆที่ไม่ได้ถูกบังคับให้ทำสักหน่อย   เรากลัวอะไรหรือเปล่า?...กลัวความรู้สึกที่ว่าจะไม่ถูกยอมรับในสังคมใช่หรือไม่?   แล้วเราเป็นตัวของเราเองอยู่หรือไม่?   ในที่สุด...ก็จะรู้ว่า   ตัวเราเองได้หายไปจากโลกนี้   และเหลือไว้เพียงแค่ "หุ่นยนต์" ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ใช้ชีวิตอย่างมีรูปแบบชีวิตที่เหมือนกันหมด   ไร้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง   ความเป็นมนุษย์ถูกลดลงจนเหลือเพียง"เครื่องจักร"ที่มีโปรแกรมสำเร็จรูปเหมือนกันหมด   ความหลากหลายในโลกนี้ได้เลือนหายไป   คุณชอบแบบนี้หรือไม่?   อย่างไรก็ตาม   มนุษย์ทุกคนสามารถเลือกแนวทางชีวิตให้ตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องไปดิ้นรนเลียนแบบ หรือทำตามผู้อื่น   ขอเพียงแค่มีความสุข และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็ถือว่าน่าจะเพียงพอแล้ว

                                                      ---------------------------------   
    

    

    

  

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สิ่งดีดีในชีวิต๓(ตอนจบ)

     ๑๑.ที่ทำงานมีห้องทำงานที่น่าอยู่
     ๑๒.มีเพื่อนในที่ทำงานเดียวกันหลายๆท่านที่มีจิตใจดีงามและเป็นกัลยาณมิตร
     ๑๓.มีผู้บังคับบัญชาบางท่านที่มีจิตใจกว้างขวางและยังใส่ใจต่อทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา
     ๑๔.มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงชีวิตตนเอง   และครอบครัว
     ๑๕.มีภรรยาผู้คอยให้กำลังใจ   และมีลูกๆน่ารัก
     ๑๖.มีรองเท้าใส่ไปทำงานทุกวัน
     ๑๗.มีเสื้อผ้ามากกว่า ๒ ชุดสำหรับใส่ไปทำงาน
     ๑๘.สามารถทำธุรกิจส่วนตัว(นอกเวลาราชการ)   และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง
     ๑๙.สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลของตนเอง   และญาติสายตรงได้
     ๒๐.มีอาหารรับประทานทั้ง ๓ มื้ออย่างไม่อดอยาก
     ๒๑.มีบัตรเครดิต   และบัตรเอทีเอ็มไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
     ๒๒.มีตู้เอทีเอ็มอยู่ภายในบริเวณที่ทำงาน
     ๒๓.มีโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์อยู่ห่างจากบ้านแค่ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร
     ๒๔.สามารถเล่นกีฬาได้หลายประเภท
     ๒๕.มีสนามกีฬาบางประเภทอยู่ภายในบริเวณที่ทำงาน
     ๒๖.มีสระว่ายน้ำ และสนามกีฬาขนาดใหญ่อยู่ในเขตอำเภอ
     ๒๗.มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อยู่ห่างจากบ้านแค่ ๒ กิโลเมตร
     ๒๘.มีเส้นทางที่ปลอดภัยสำหรับเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน อยู่ใกล้บ้าน
     ๒๙.มีตลาด และซุปเปอร์มาเก็ต อยู่ในเขตอำเภอ
     ๓๐.มีห้างสรรพสินค้า และโรงภาพยนตร์ อยู่ในอำเภอใกล้เคียง
     ๓๑.สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด
     ๓๒.มีเทปคาสเส็ต และ ซีดีเพลงมากมาย เอาไว้ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน
     ๓๓.มีโทรทัศน์ที่สามารถดูได้ทั้งช่อง ๓,๕,๗,๙,๑๑ และ ไทยพีบีเอส
     ๓๔.มีหนังสือที่ชอบมากมาย เอาไว้อ่านยามว่าง
     ๓๕.มีเครื่องเล่นวีดีทัศน์ และซีดี เป็นของตัวเอง
     ๓๖.มีความสามารถในการถ่ายรูป   และมีกล้องถ่ายรูป พร้อมอุปกรณ์การถ่ายรูปเป็นของตัวเอง
     ๓๗.สามารถใช้คอมพิวเตอร์พอเป็น   และมีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง
     ๓๘.มีอินเตอร์เน็ตใช้ในที่ทำงาน
     ๓๙.มีรถยนต์ส่วนตัวไว้ใช้ในการเดินทาง
     ๔๐.ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุจากการนั่งรถทัวร์,รถไฟ หรือเครื่องบินเลย
     ๔๑.รอดชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ส่วนตัวชนหนักได้ถึง ๒ ครั้ง
     ๔๒.มีโอกาสได้ศึกษาหลักธรรมทางศาสนา เพื่อใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
     ๔๓.สามารถทำประกันชีวิต และประกันรถยนต์   เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในชีวิต   และลดความยุ่งยากในชีวิตลงไปได้มาก
     ๔๔.สามารถนั่งสมาธิ   และเดินจงกรมได้   ซึ่งช่วยให้เกิดสติ และสมาธิ
     ๔๕.เขียนบทความ และเรื่องสั้นได้
     ๔๖.มีเพื่อนสนิทที่ยังคบกันได้อย่างสนิทใจมาจนถึงทุกวันนี้
     ๔๗.มีร้านหนังสือ,ร้านดีวีดีและซีดีขนาดใหญ่อยู่ในเขตอำเภอ   และอำเภอใกล้เคียง
     ๔๘.อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศดี   ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป
     ๔๙.อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้
     ๕๐.มีที่จอดรถอยู่ในบริเวณบ้านพัก
     ๕๑.ไม่มีหนี้ก้อนใหญ่กับบุคคล หรือองค์กรใดๆ
     ๕๒.ไม่ได้ถูกผู้ใด   หรือกลุ่มบุคคลใดปองร้าย หรือตามฆ่า
     ๕๓.ไม่ได้ติดยาเสพติด   หรือการพนันใดๆ
     ๕๔.บ้านที่พักอาศัยอยู่ ไม่เคยถูกไฟไหม้เลย
     ๕๕.ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่กรุงเทพฯปีละ ๑ ครั้ง
     ๕๖.มีโอกาสได้รับประทานอาหารในราคาย่อมเยา...ที่โรงอาหารในที่ทำงาน
     ๕๗.ได้ไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มาแล้วหลายจังหวัด
     ๕๘.ได้ไปเที่ยวต่างประเทศมาแล้วถึง ๒ ประเทศ! คือ ลาว และมาเลเซีย
     ๕๙.เป็นคนนอนหลับง่าย
     ๖๐.สามารถพูด และฟังภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติได้
     ๖๑.มีจินตนาการเหลือล้น
     ๖๒.มีร้านอาหารอร่อยๆหลายแห่งอยู่ในเขตอำเภอ
     ๖๓.มีอาหารทะเลสดๆรับประทาน
     ๖๔.มีพิพิธภัณฑ์อย่างน้อย ๓ แห่งในเขตอำเภอ
     ๖๕.มีสวนสัตว์ ๑ แห่งในเขตอำเภอ
     ๖๖.มีเกาะ ๑ เกาะอยู่ห่างจากบ้านแค่ ๒ กิโลเมตร
     ๖๗.มีชายหาด และทะเลสวยๆอยู่ห่างจากบ้านแค่ ๑๐ กิโลเมตรเศษๆ
     ๖๘.จนถึงขณะนี้   อวัยวะทั้ง ๓๒ ยังใช้การได้เป็นอย่างดี
     ๖๙.แน่ใจว่ามีคนที่รักข้าพเจ้าอย่างแท้จริง
     ๗๐.ไม่มีโรคร้ายที่ทำให้ต้องจบชีวิตลงภายในเวลาก่อน ๑ปี

     ผมมั่นใจว่า   ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่มี "สิ่งดีดีในชีวิต" ไม่น้อยไปกว่าผมเลย   เพียงแต่ว่า   รายละเอียดในแต่ละข้อของแต่ละคนนั้นอาจแตกต่างกันไป   และขอยืนยันว่า   นี่ไม่ใช่การหลอกตัวเองนะครับ   เพราะว่า แต่ละข้อที่ผมเขียนลงไปแล้วนั้นก็ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น   เพียงแต่ว่า   ในบางเวลา   ท่านอาจหลงลืม "สิ่งดีดี" เหล่านี้ไปบ้าง   ก็ไม่เป็นไรครับ   วิธีที่ผมแนะนำนี้จะช่วยให้ท่านเริ่มจดจำ "สิ่งดีดี" เหล่านี้ได้ดีขึ้นครับ
     ผมเชื่อว่า   ในขณะนี้   หลายๆท่านคงเริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้งใช่ไหมครับ   เห็นไหมครับ   วิธีง่ายๆ   แต่ได้ผลค่อนข้างมาก   ผมขอให้ท่านมีความสุขกับ "สิ่งดีดีในชีวิต" ต่อไป   และอย่าลืมหยิบมันขึ้นมาอ่านบ่อยๆนะครับ

                                                  -----------------------------------------


    

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สิ่งดีดีในชีวิต๒

     ๑. รอดชีวิตตอนคลอด(ทั้งมารดาและข้าพเจ้า)
     ๒.เกิดมามีอวัยวะครบ๓๒
     ๓.ขณะนี้ไม่มีโรคประจำตัวที่จะทำให้ตายก่อนเวลาอันควร
     ๔.ครอบครัวไม่ยากจนถึงขั้นอดมื้อกินมื้อ
     ๕.ได้เข้าเรียนในโรงเรียนตามหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับอย่างครบถ้วน   นอกจากนั้น   ยังได้เรียน
         ต่อจนจบปริญญาตรีด้วย
     ๖.หลังศึกษาจบแล้วก็ได้งานในสถานที่ราชการทำในทันที(พูดง่ายๆก็คือ   ไม่ตกงาน)
     ๗.ได้ทำงานตรงกับสาขาที่เล่าเรียนมาเสียด้วย
     ๘.ที่ทำงานอยู่ห่างจากที่พักไม่ถึง ๕๐๐ เมตร   เดินไปทำงานได้สบายมาก
     ๙.มีที่พักอาศัยอยุ่ภายในบริเวณที่ทำงาน   และมีน้ำไฟฟ้าพร้อม
     ๑๐.ได้ประกอบอาชีพที่(หลายๆคนว่า)มีเกียรติ   และมั่นคง


วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สิ่งดีดีในชีวิต

     ในบางครั้ง   ความรู้สึกท้อแท้   เหนื่อยหน่ายในชีวิตย่อมเกิดขึ้นบ้าง   ไม่มากก็น้อย   จากสิ่งที่มากระทบกระทั่งต่างๆ  ผมขอเสนอวิธีที่น่าสนใจ   ซึ่งว่าด้วยการมองโลกในแง่ดี   ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง   และสะดวก   ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย  ใช้แค่เพียงกระดาษกับปากกา   หรือดินสอเท่านั้น   ผมขอเชิญทุกท่านมาร่วมปฏิบัติการไปพร้อมกับผมได้เลยครับ
     วิธีปฏิบัติก็แสนง่ายดายครับ   เริ่มต้นด้วยการเขียนหัวข้อ"สิ่งดีดีในชีวิต"   เริ่มต้นด้วยข้อ๑.   ไปจนถึงข้อ...?   ซึ่งผมก็ตอบไม่ได้หรอกครับ   ว่าจะเขียนได้กี่ข้อ   แต่ขอรับรองว่า   เมื่อท่านเขียนไปได้สักพักหนึ่ง   และได้จำนวนข้อมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว   ความรู้สึกของท่านจะค่อยๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น   ท่านจะรู้สึกแปลกใจว่า   ทำไมฉันถึงเขียนได้มากมายขนาดนี้   ถ้าท่านไม่เชื่อ   ก็ขอให้ลองเขียนดูก่อน   เรามาเริ่มต้นเขียนพร้อมกันเดี๋ยวนี้เลยนะครับ