วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ห้องหมายเลข ๔

     คำแนะนำก่อนการอ่าน
     ๑.ถ้าผู้อ่านมีอายุน้อยกว่า ๑๕ ปี   ผู้ปกครองควรพิจารณาให้คำแนะนำในการอ่าน
     ๒.ข้อความที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวหนาและถูกขีดฆ่า   คือ   สิ่งที่ตัวละครคิดและอยากพูด   แต่ไม่กล้าพูดออกมา  
     ๓.กรุณาอย่าหลอกตัวเอง   และควรทำใจให้ยอมรับความเป็นจริงในสังคมกันบ้าง    แต่ถ้าคุณไม่สามารถยอมรับได้แล้วละก็... ให้อ่านเฉพาะข้อความตรงที่ไม่ถูกขีดฆ่าก็ได้
     ๔.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น   ตัวละครทั้งหมดในเรื่องเป็นตัวละครที่ถูกสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น  


     วันที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๘
     เวลา ๑๔.๓๘ น.
     ณ บริเวณหน้าห้องสอบสัมภาษณ์หมายเลข ๔ ของคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่ง   "สมชาย"คือผู้โชคดีคนหนึ่งที่ใช้ความมานะบากบั่นฝ่าฟันการสอบอันแสนหฤโหด จนสอบได้คณะแพทยศาสตร์แห่งนี้   ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันที่มีคนอยากเรียนมากเป็นอันดับที่ ๑ ของประเทศไทย   สีหน้าและท่าทางของเขาแสดงออกถึงความมั่นใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเกิน ๑๐๐ เปอร์เซนต์
     เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปในห้องหมายเลข ๔    เขาเดินเข้าไปในห้องด้วยอาการอันสงบ   เอาละครับ...คุณไม่ต้องรู้ว่า"ผม"คือใคร...   ขอแต่เพียงให้รับทราบว่า   "ผม"รู้และเห็นในทุกสิ่งที่มนุษย์โลกคิด   พูด   และทำ   ไม่มีใครหลอกผมได้    เชิญคุณอ่านต่อเอาเองเถอะครับว่า   เขาคุยอะไรกัน   เพื่อจะได้เอาเนื้อหาที่ได้รับไปแนะนำน้องๆ หรือลูกๆหลานๆที่กำลังจะสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ให้ได้ทราบแนวทางในการสอบสัมภาษณ์   ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเขาต่อไป

     สมชาย-      สวัสดีครับ
     อาจารย์๑-   เชิญนั่งครับ   ตามสบายเลยนะ
     สมชาย-      ขอบคุณครับ
     อาจารย์๒-  หมอเรียนจบจากไหนครับ?
     สมชาย-      โรงเรียน***ครับ
     อาจารย์๓-   เกรดเฉลี่ยตลอดชั้นม.ปลายได้เท่าไหร่คะ?
     สมชาย-      เป็นแบบนี้กันทุกทีเลยนะครับ   เอะอะก็ถามแต่เรื่องเกรดก่อน   ผมสงสัยจริงๆเลยว่า   ไอ้ตัวเลขพวกนี้มันบอกคุณภาพหรือคุณค่าของคนแต่ละคนได้มากน้อยแค่ไหนกัน    หรือว่าคนในสังคมเขาวัดคุณค่าความเป็นคนด้วยเกรดเฉลี่ย
     สมชาย-      ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ   แค่๓.๙๓
     อาจารย์๒-   ผมว่า  ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าโรงเรียน***มีชื่อเสียงมาก   และมีแต่นักเรียนเก่งๆทั้งนั้น   แล้วโรงเรียนของหมอสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ทั้งหมดกี่คนครับ?
     สมชาย-       ผมคิดว่า   โรงเรียนที่มีชื่อเสียงนั้นไม่สำคัญมากมายนักหรอกครับ   ขึ้นอยู่กับว่า    เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานทางวิชาการที่ดีเพียงใด   และตั้งใจเรียนแค่ไหน   และที่ผมรู้สึกรำคาญใจมาตลอดก็คือ   ทำไมพ่อแม่ของเด็กถึงต้องมีอาการ"บ้าสถาบัน"กันเกินกว่าเหตุ   ทุ่มเงินให้ลูกเรียนพิเศษ   บำรุงบำเรอตามใจลูกทุกอย่าง   เพื่อให้ลูกสอบเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงให้ได้   เสร็จแล้วก็เอาไปคุยโม้กับเพื่อนบ้าน   ญาติๆ   และเพื่อนๆที่ทำงานเดียวกัน   จนพวกเขาพากันเหม็นน้ำลายกันไปหมดแล้ว   ขณะเดียวกันก็ยกย่องคุณลูกทั้งหลายให้เป็น"ลูกบังเกิดเกล้า"   หรือจนถึงขั้นเป็น"เทวดาประจำครอบครัว"   ซึ่งนำไปสู่การเอาอกเอาใจและตามใจลูกทุกอย่างจน"เสียเด็ก"
     สมชาย-       สอบได้ ๑๓๙ คนครับ
     อาจารย์๑-    โอ้โห!   ได้ข่าวว่ามากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
     สมชาย-       ใช่ครับ
     อาจารย์๔-    รู้สึกอย่างไรบ้างคะที่สอบได้ที่นี่?
     สมชาย-        คำถามแบบนี้น่าเบื่อมากเลยครับ   เหมือนกับที่นักข่าวถามนักแสดงที่ได้รับรางวัลใหญ่จากการแสดงว่ารู้สึกอย่างไร   ซึ่งมันก็แน่อยู่แล้วครับว่า   เขาต้องดีใจมาก   เขาคงไม่เสียใจ  หรือหวั่นวิตกอะไรหรอกครับ
      สมชาย-        ดีใจมากเลยครับ
      อาจารย์๒-     เลือกเรียนหมอเพราะอะไรครับ?
      สมชาย-         จริงๆแล้ว   ผมอยากเรียนหมอเพราะ...
๑.ไม่ต้องคอยลำบากเดินหางานตามบริษัทห้างร้าน    ซึ่งในที่สุดก็อาจต้อง"ทำวิจัยฝุ่น"   อาชีพหมอนี่แหละครับ   หางานง่าย   โดยเฉพาะในหน่วยงานของราชการ
๒.ได้เงินเยอะดี   ไอ้เรื่องนี้ก็แปลกดีนะครับ   สมัยนี้เวลาเพื่อนฝูงนัดพบปะสังสรรค์กันเมื่อใด   ก็มักจะชอบถามกันว่าทำงานอะไรเป็นอันดับแรก   และคำถามต่อมาก็คือ   ได้เงินเดือนเท่าไหร่   สุดท้ายแล้ว   คนที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างบอกไม่ถูก   คนที่ได้เงินเดือนเยอะกว่าก็รู้สึกว่า   ตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น   สังคมทุนนิยมและบริโภคนิยมทำให้คนเราหน้ามืดตามัวได้ถึงเพียงนี้   จนกระทั่งมองเห็นแต่เฉพาะสีของธนบัตร   แล้วเดินเหยียบย่ำคุณธรรมที่ตกหล่นอยู่ตามพื้นจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
๓.เอาไว้ส่งเสริมสถานะทางสังคมไงล่ะครับ   พอคนอื่นๆเขารู้ว่าคุณเป็นหมอแล้วนะครับ   ท่าทีของเขาจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย   เขาจะปฏิบัติต่อคุณอย่างกับราชา   และคุณจะรุ้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า   คราวนี้   ระบบเส้นสายแบบอภิสิทธิ์ชนก็จะพรั่งพรูตามมา   เกิดเป็นความอยุติธรรมในสังคมที่เห็นกันดาษดื่น
๔.ก็ต่อเนื่องจากข้อ๓.นั่นแหละครับ   เพราะว่าเมื่อคุณเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาล   คราวนี้แหละครับ   ใครก็อยากเป็นญาติของคุณทั้งนั้น(ถึงแม้บางครั้งอาจจะเป็นแค่ญาติปลอมๆก็ตาม)   เพราะถ้าญาติของหมอเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา   ก็จะใช้เส้นสายของหมอเข้าไปนอนป่วยได้อย่างสง่าผ่าเผยในห้องพิเศษซึ่งง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ   ในขณะที่ชาวบ้านตาดำๆต้องรอคิวยาวกว่าจะได้เข้าไปนอน หรือบางครั้งก็ไม่ได้นอนด้วยซ้ำไป
๕.เพื่อที่จะเอาตำแหน่ง"แพทย์"ไปยืนยันกับคนอื่นๆว่า   ตนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ   และเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือเป็นที่สุด   ซึ่งในจุดนี้เอง   เราจำเป็นต้องใคร่ครวญให้ดีว่า    ในสังคมย่อยๆทุกสังคม   ไม่เว้นแม้แต่สังคมของแพทย์เอง   ย่อมมีคนที่ดีและเลวอยู่ปะปนกัน   ไม่มีสังคมใดที่มีเฉพาะแต่คนดี หรือคนเลวไปทั้งหมด   เพราะฉะนั้น   คนที่เป็น"หมอ" ก็มีดีและเลวปะปนกันไป   คำว่า"พ.บ."  "น.พ."   หรือ "พ.ญ." ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันความดีของคนครับ
     สมชาย-         เพราะหมอได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์   ทำให้คนเจ็บป่วยมีอาการดีขึ้น   หรือหายเป็นปกติ   ซึ่งในจุดนั้นจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น   และถ้าเขาเป็นที่พึ่งสำคัญของครอบครัวแล้ว   ก็มีผลช่วยให้ชีวิตของคนในครอบครัวดีขึ้นด้วยครับ   นอกจากนั้น   อาชีพหมอยังทำให้เพื่อนมนุษย์มีความสุขด้วย   เพราะกายและใจเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน   ถ้ากายป่วยแล้ว   ใจก็จะป่วยด้วย   จิตใจอันเต็มไปด้วยความห่วงใยของหมอ   ตลอดจนการรักษาที่ได้มาตรฐาน   จะทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นทั้งกายและใจ
     อาจารย์๓-      แล้วทำไมถึงเลือกเรียนแพทยศาสตร์   และไม่เลือกเรียนทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์  ซึ่งก็เป็นหมอเหมือนกัน
     สมชาย-         คืออย่างนี้นะครับ   ตั้งแต่ผมเกิดมาและใช้ชีวิตมาตลอด ๑๗ ปี   สังคมได้สอนอะไรๆให้กับผมไว้มากมาย   แต่สอนกันแบบผิดๆทั้งนั้น   และผมก็ไม่แน่ใจว่า   ผู้ใหญ่คนไหนสอนผมไว้บ้าง   รวมทั้งทำไมถึงสอนกันแบบนี้   ตอนที่ผมยังเด็กอยู่   มีผู้ใหญ่หลายคนได้สอนให้ผมยกย่องเชิดชูทุกๆอาชีพที่สุจริต   แต่ในตอนนี้   ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น   รู้สึกเหมือนถูกล้างสมองให้นิยมชมชอบแต่อาชีพที่ทำรายได้สูงๆ   แล้วก็เป็นอาชีพที่บ่งบอกว่า   ผู้นั้นเป็นคนฉลาด   มีภูมิปัญญาอันล้ำเลิศและเป็นพวกหัวกะทิ   อาชีพเหล่านั้นก็คือ   แพทย์ และวิศวกร   ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ได้   และคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่   และถ้าให้ผมตอบคำถามนี้   ก็คงต้องบอกตามตรงว่า   สังคมทำให้ผมเกิดความคิดว่า   แพทย์เก่งกว่าทันตแพทย์ และสัตวแพทย์   ทั้งๆที่ต้องเรียน ๖ ปีเท่ากัน   มันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่ามากๆ   แต่ผมก็เห็นคนที่มีการศึกษาสูงๆคิดแบบนี้เต็มไปหมด
      สมชาย-        แพทย์สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากกว่าทันตแพทย์และสัตวแพทย์ครับ   แพทย์เรียนรู้ทุกระบบในร่างกายมนุษย์   และสามารถแก้ปัญหาได้ทั่วร่างกายมนุษย์   ในขณะที่ทันตแพทย์จะแก้ปัญหาได้เฉพาะที่เกี่ยวกับช่องปาก และระบบทางเดินอาหารเท่านั้น   ส่วนสัตวแพทย์ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในร่างกายมนุษย์ได้เลยครับ
     อาจารย์๓-     ทำไมถึงเลือกเรียนที่นี่เป็นอันดับ๑คะ?
     สมชาย-         เพราะอยู่ใกล้บ้านที่สุดครับ   นั่งรถเมล์ไม่กี่ป้ายก็ถึงแล้วครับ   เหตุผลมีแค่นั้นจริงๆครับ
     สมชาย-         เพราะมหาวิทยาลัย****เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมายาวนานแล้ว   มีศิษย์เก่าที่จบจากคณะแพทยศาสตร์ไปทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมายหลายต่อหลายท่าน   นอกจากนั้นยังเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมารับการรักษามากที่สุดในประเทศ   และมีเทคโนโลยีทางการแพทย์อันทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียครับ
     อาจารย์๑-      ถ้าหมอเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตหลักสูตร ๖ ปีแล้ว   อยากจะเรียนต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไหนครับ?
     สมชาย-         ก็คงจะเรียนในสาขาที่ได้ค่าตอบแทนมากๆ   ทำงานน้อยๆ   อยู่เวรน้อยๆ   แปลกนะครับ   ตอนผมเป็นเด็ก   ผมก็ไม่ได้คิดแบบนี้นะครับ   แต่แปลกใจเหมือนกันว่า   ใครสอนให้ผมคิดแบบนี้   หรือว่าผมคิดแบบนี้ขึ้นมาเอง(!?!)
     สมชาย-         ตอนนี้   ผมยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนต่อในสาขาใดครับ   คงต้องขอเวลาศึกษาลักษณะงานของแต่ละสาขาดูก่อน   แล้วจึงค่อยตัดสินใจอีกทีครับ
     อาจารย์๒-     หมอรู้จักคุณ ชยา   รุ่งสุวรรณไหมครับ?(อาจารย์จะทดสอบความรู้รอบตัว)
     สมชาย-         อ๋อ!   ไอ้เศรษฐีหมื่นล้านที่ทำธุรกิจเปลี่ยนอวัยวะจากมนุษย์โคลนนิ่งมาใส่ในคนไข้โรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะใช่ไหมครับ   ผมว่ามันไร้คุณธรรมสิ้นดี   มันตกเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของระบบทุนนิยมลวงโลกที่เห็นว่า   เงินทองสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดๆ...แม้กระทั่งชีวิตคน...   มันฆ่ามนุษย์โคลนนิ่งเพื่อเอาอวัยวะไปแลกกับเงินอย่างเลือดเย็นที่สุด
     สมชาย-         ผมคิดว่า   คุณชยาเป็นผู้ให้ความหวังกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะเพื่อต่อชีวิตให้ยืนยาวต่อไป   ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านั้นสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ต่อไป   นับเป็นก้าวใหม่ในวงการแพทย์ และวงการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะเลยทีเดียวครับ
     อาจารย์๔-     หมอมีงานอดิเรกอะไรบ้างคะ?
     สมชาย-         กินกับนอนครับ
     สมชาย-         ผมชอบฟังเพลงกับเล่นดนตรีครับ
     อาจารย์๔-     ชอบเพลงแนวไหนคะ?   เล่นดนตรีด้วยหรือเปล่าคะ?
     สมชาย-         ผมชอบแนว death metal กับ metal coreครับ   ผมชอบคณะ Napalm Death,Deicide, แล้วก็ Carnibal Corpseครับ   อ้อ! เกือบลืมBioharzard กับ Limp Bizkitซะแล้ว   ส่วนเครื่องดนตรีนั้น   ผมใช้กีตาร์ไฟฟ้าของ Jackson กับ ESP ครับ   แล้วก็ใช้แอมป์ของMesa-Boogie กับ Marshall ครับ
     สมชาย-         ถ้าเป็นวงดนตรีของไทย   ผมชอบคณะ"ฟองน้ำ" กับ "บอยไทย"ครับ  เพราะเป็นวงที่ผสมผสานระหว่างแนวดนตรีฝั่งตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด   แต่ถ้าเป็นศิลปินต่างประเทศแล้ว   ผมชอบ Miles Davisครับ   ท่านเป็นบิดาแห่งแนวดนตรีฟิวชั่นที่หาตัวจับยากมาก   มีน้อยคนนักที่จะเล่นดนตรีและแต่งเพลงได้เก่งกาจอย่างท่าน   ส่วนเครื่องดนตรีที่ผมชอบ คือ เปียโนครับ
     อาจารย์๑-     หมอชอบดูภาพยนตร์หรือเปล่าครับ?
     สมชาย-        ชอบมากครับ   หนังในดวงใจของผมคือเรื่องPsychoครับ   ผมชอบฉากที่ตัวละครเอกของเรื่องคือนอร์แมนฆ่าหญิงสาวในห้องน้ำ   มันช่างเป็นฉากที่สุดคลาสสิกและแสนงดงามจริงๆครับ   ส่วนเรื่องโปรดอีกเรื่องหนึ่งคือ   Halloween ครับ  ผมชอบฉากที่ไมเคิลเอามีดผ่าตัดจ้วงแทงเข้าไปในสันหลังของพยาบาลสาว...แล้วยกตัวเธอจนลอยขึ้นจากพื้น   มันช่างเป็นฉากที่สวยสุดๆเลยครับ
     สมชาย-        ผมชอบ The sound of music ครับ   พอดีคุณแม่เอาเรื่องนี้มาให้ดูตอนเด็กๆ   ฉากที่ร้องเพลงกันบนภูเขาช่างน่ารักและสดใสจริงๆ   ...อ้อ!   แล้วก็ E.T.ครับ  เป็นเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆ
     อาจารย์๒-    เอาละครับ   เมื่อหมอมาถึงจุดนี้แล้ว   ภูมิใจไหมครับ?   ที่สามารถฝ่าฟันเข้ามาจนได้เป็นว่าที่คุณหมอในอนาคต
     สมชาย-        ผมไม่ค่อยภูมิใจสักเท่าไหร่หรอกครับ   เพราะกว่าที่ผมจะมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้   ผมก็ต้อง"เหยียบหัวคนอื่น"ขึ้นมาตั้งมากมาย   ซึ่งจริงๆแล้ว   ผมไม่อยากทำแบบนี้เลย   คนทึ่ทำแบบนี้ได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยนั้น   คงจะต้องมีจิตใจที่เหี้ยมเกรียม   และเลือดเย็นมากพอดู   พร้อมกับพกพาความเห็นแก่ตัวแบบสุดๆเลยทีเดียว   จึงจะมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้   มีน้อยคนนักที่มีทั้งคุณธรรม และสติปัญญาควบคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
     สมชาย-        ภูมิใจมากๆเลยครับ   โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ของผม
     อาจารย์๔-    หมอคิดอย่างไรบ้างกับหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ๖ ปีในเมืองไทย   คิดว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอไหมคะ?
     สมชาย-        พอดี   ผมรู้จักรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าคนหนึ่งซึ่งสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้   และตอนนี้เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๖ แล้ว   เขาเคยคุยให้ฟังเกี่ยวกับหลักสูตร   ผมคิดว่า   ระยะเวลา๖ปีทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้   ทักษะ   และความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น   แต่ยังไม่สมบูรณ์พอ   และถึงแม้จะเพิ่มระยะเวลาที่เรียนเป็น ๑๐ปี   หรือ๑๕ปี   ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น   เพราะประเทศไทยเสพติดการป้อนความรู้ให้นักศึกษามากเกินไป   ไม่ค่อยได้กระตุ้นให้นักศึกษาคิดแก้ปัญหาเอง   เปรียบได้กับการป้อนข้าวให้เด็กที่ไม่รู้จักโตเสียที   ในที่สุด   เด็กก็หาข้าวกินเองไม่เป็น   เกิดเป็นความพิการทางองค์ความรู้   และตามมาด้วยความล้าหลังทางวิชาการและวิทยาการ   นอกจากนั้น   หลักสูตรแพทยศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเน้นในคุณธรรมและจริยธรรมเท่าที่ควร   ทำให้นักศึกษาแพทย์ที่เรียนจบออกไปใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่มุ่งเน้นไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก   ซึ่งในปัจจุบัน   ถึงแม้ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อแก้ไขปัญหาทางคุณธรรมและจริยธรรมไปบ้างแล้ว   ก็ยังไม่เห็นว่าสถานการณ์จะดีขึ้น   ผมคิดว่า   เราควรจะต้องหันไปใส่ใจแก้ปัญหากันที่"สถาบันครอบครัว"ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสังคม
     สมชาย-        ผมคิดว่าระยะเวลา ๖ ปีน่าจะเพียงพอที่จะทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้  ทักษะ  และความมั่นใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานทางการแพทย์ครับ
     อาจารย์๓-    คิดอย่างไรบ้างคะกับคำว่า"หมอ"
     สมชาย-        ผมรู้สึกว่า   ในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมี"หมอ"ในประเทศไทยครับ   ผมมักจะเห็นแต่"พ่อค้า"ทำงานรักษาผู้ป่วยเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทองมาบำรุงบำเรอความสุขส่วนตัว   คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ผมไม่เคยเห็นหมอที่ร่ำรวยจนมีรถยนต์ราคาหลายล้านบาทขับ   มีบ้านหลังใหญ่เหมือนปราสาทราชวัง   ใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพง   กินอาหารตามภัตตาคารหรูๆสัปดาห์ละหลายครั้ง   ก็มีรุ่นผมนี่แหละครับที่เริ่มเห็นหมอรวยๆแบบนี้   พวกเขาคงเอารัดเอาเปรียบคนไข้ไว้เยอะจนมั่งคั่งร่ำรวยกันขนาดนี้
     สมชาย-        หมอเป็นผู้ที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัยไข้เจ็บ   ช่วยชุบชีวิตผู้ป่วยที่กำลังจะตาย   เป็นพ่อพระแม่พระผู้มีความเมตตากรุณา   และปรารถนาดีต่อผู้ป่วย   เป็นผู้เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขของสังคมครับ
     อาจารย์๑-    ถ้าหมอเจอคน ๓คน คือ   เด็กอายุ ๓ ปี   สตรีมีครรภ์   และชายชราอายุ ๗๐ ปี   กำลังจะจมน้ำตายพร้อมๆกัน   หมอจะเลือกช่วยคนไหนก่อนครับ?
     สมชาย-       ตามหลักจริยธรรมแล้ว   ควรจะต้องเข้าไปช่วยสตรีมีครรภ์ก่อน   เพราะว่าเปรียบได้กับการช่วยคนถึง ๒ คน   แต่ถ้าโชคร้ายที่ชายชราเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์กับเราแล้ว   เราก็คงต้องเลือกช่วยชายชราก่อน      ซึ่งในสังคมปัจจุบันก็มักจะทำกันแบบนี้จริงๆ   มันทำให้ผมรู้สึกสับสนกับแนวความคิดของคนสมัยนี้มากว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่   คนสมัยนี้มักมีหลักการและเหตุผลอันสวยหรูเอาไว้พูดเพื่อให้ตนเองดูดี   มีคุณค่า   และน่าเชื่อถือ   แต่เวลาปฏิบัติจริงแล้ว   เขาก็ทำลายหลักการที่พูดไว้จนป่นปี้หมด   แล้วต่อไป   เด็กไทยจะยึดถืออะไรเป็นกฎเกณฑ์ในชีวิตได้ในเมื่อผู้ใหญ่ในสังคมยังประพฤติตัวกันแบบนี้
     สมชาย-       ช่วยสตรีมีครรภ์ก่อนครับ   เพราะในอนาคตข้างหน้า   เธอผู้นั้นจะได้ให้กำเนิดบุตรที่เป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป   และเธอก็อาจจะให้กำเนิดบุตรคนต่อๆไปได้อีก
     อาจารย์๑-    มีอาจารย์ท่านใดมีคำถามอีกไหมครับ?
     ..............
     อาจารย์๑-    ถ้าอย่างนั้นคงพอเท่านี้ครับ   ผลการสอบสัมภาษณ์เป็นอย่างไร   ทางเราจะติดต่อหมอเพื่อแจ้งให้ทราบอีกที   เชิญหมอไปพักผ่อนได้ครับ
      สมชาย-       ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ

      เป็นอย่างไรบ้างครับ   คุณคงเห็นแล้วว่า   สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เราพูดออกไปนั้น   ไม่จำเป็นต้องตรงกัน   ทำไมเหรอครับ?   ผมคิดว่า   คุณคงจะตอบได้เองว่าเพราะเหตุใด...คนเราถึงเป็นแบบนี้   ใครกันทำให้เขาเป็นแบบนี้   แต่สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ   ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนในสังคมแสดงออกในสิ่งที่เขาเป็นอยู่จริงๆ   ไม่เสแสร้งหลอกลวงไปเรื่อยๆ   เพราะถ้าการเสแสร้งยังไม่หมดไป   การแก้ไขก็ยังคงไม่ตรงจุดตรงประเด็นเสียที
     คนในสังคมถูกจำกัดสิทธิในการแสดงออกมากเกินไปหรือไม่?   คนเรามักถูกกำหนดให้แสดงออกในสิ่งที่ทำให้"ผู้รับสาร"ถูกใจ   แต่น่าเสียดายที่เป็นการหลอกลวง   และไร้ซึ่งตัวตนอันแท้จริง
     ตอนนี้   คุณนั่นแหละ   ต้องตัดสินใจว่า   อยากได้ความถูกใจแต่หลอกลวง   หรือว่าอยากได้ "ความจริงแท้"กันแน่

                                         ------------------------------------------------------
    
                   

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

๑๑ แนวคิดที่ควรต้องทบทวนใหม่

     สังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมสมัยใหม่   ผู้คนต่างเร่งรีบกันทำงานเพื่อความอยู่รอด   ต่างแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ   เวลาในชีวิตดูจะเหลือน้อยลง   จนบางครั้งเราได้มองบางสิ่งอย่างผิวเผิน   แล้วนำมายึดถือเป็นแก่นสารในชีวิตมากเกินไป   ในโอกาสนี้   จะขอหยิบยกแนวคิดต่างๆที่ถูกคนในสังคมบิดเบือนจนผิดรูปไปหมดแล้ว   มานำเสนอให้ท่านลองพิจารณาดูว่า   ท่านคิดแบบนี้อยู่ด้วยหรือไม่   ดังต่อไปนี้
     ๑. คนที่ขับรถยนต์ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า   คนเรามักประเมินคุณค่าของคนจากรถยนต์ที่เขาใช้ขับขี่   ซึ่งอธิบายได้จากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมที่ทำให้คนบูชาเงิน วัตถุ และทรัพย์สินเป็นพระเจ้า   และคิดว่าคุณค่าของคนอยู่ที่จำนวนเงิน หรือทรัพย์สินที่มี   ผนวกเข้ากับความคิดที่ว่า   คนที่มีเงินมากจึงจะสามารถซื้อรถยนต์ราคาแพงมาใช้ได้   ดังนั้น   จึงตีความกันได้ว่า   คนที่มีรถยนต์ราคาแพงใช้เป็นคนมีคุณค่า   ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นการมองเพียงด้านเดียว   เพราะว่าคนที่ขับรถยนต์ราคาแพงนั้นเป็นไปได้หลายกรณี   ดังนี้
     ๑.๑. มีเงินมากจริง   และหาเงินมาด้วยวิธีการที่สุจริต   แต่น่าเสียดายที่ใช้เงินไม่เป็น   กล่าวคือ   เขาควรนำเงินไปซื้อสิ่งของจำเป็นอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมากกว่านี้ได้อีกหลายอย่าง  แล้วซื้อรถยนต์ที่มีราคาถูกกว่านี้
     ๑.๒.มีเงินมากจริง   แต่หามาด้วยวิธีการที่ทุจริต   เช่น   คดโกง   ฉ้อราษฎร์บังหลวง   ลักขโมย   ปล้น   ขายสินค้าผิดกฎหมาย   หลีกเลี่ยงภาษี   เป็นต้น
     ๑.๓.ไม่ได้มีเงินมากจริง   และซื้อรถด้วยการชำระโดยใช้ระบบเงินผ่อน
     ๑.๔.ไม่ได้มีเงินมากจริง   และใช้รถยนต์มือสองซึ่งมีราคาถูกกว่ารถยนต์ใหม่
     ๑.๕.ขโมยรถยนต์มา
     เท่าที่นึกมาได้ ๕ ข้อ   ก็ยังหาไม่เจอว่า   มีกรณีใดบ้างที่เราควรจะสรรเสริญคนที่ใช้รถยนต์ราคาแพง
     ๒.คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง   คนที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า
กรณีเช่นนี้ก็ไม่จริงเสมอไป   แนวคิดก็จะคล้ายคลึงกับข้อ๑.   ที่ว่าเป็นการเชื่อมโยงจากวัตถุที่มีไปสู่จำนวนเงินที่หามาได้   ซึ่งถ้าหาเงินมาด้วยวิธีที่สุจริต   ก็นับว่าเป็นการบริหารค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม   เพราะเสื้อผ้าที่มีคุณภาพนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นยี่ห้อที่หรูหรา หรือราคาแพงเสมอไป   ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงนั้นคงขึ้นอยู่กับเหตุผลในการใช้งานว่า   จำเป็นต้องใช้เพื่อธุระโทรออก หรือรับสายเท่านั้น   หรือจำเป็นต้องใช้งานที่มากกว่านั้น   เช่น   ถ่ายรูป   อินเตอร์เน็ต   ส่งอีเมล   บันทึกเสียง   ฟังเพลง   เป็นต้น
     ๓.คนที่พูดเก่ง หรือพูดดีเป็นคนที่มีคุณภาพ     เรามักพบแนวคิดแบบนี้ได้บ่อย   เห็นได้จากในวงการ"การเมือง"ที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมชมชอบนักการเมืองที่พูดเก่ง   โดยคิดเอาเองว่า   คนที่มีความคิดดีจะเป็นคนที่พูดเก่ง   ซึ่งไม่จริงเสมอไป   คนที่มีความคิดดีไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง   ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆมากมาย   เช่น   นิสัยใจคอ   บุคลิกภาพ   ทัศนคติ   เป็นต้น
     คุณภาพของคนนั้น   วัดได้จากผลงานซึ่งเกิดจาก"การกระทำ" ซึ่งเป็นผลผลิตจาก"ความคิด" มากกว่า"น้ำลาย" ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอกอันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพภายนอกเท่านั้น
     ๔.คนที่ไปเรียนที่สถาบันการศึกษาในต่างประเทศเป็นคนมีคุณภาพมากกว่าคนที่เรียนในประเทศไทย   แนวคิดนี้เป็นจริงแค่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อย   มีหลายคนอ้างเหตุผลว่า...
     ๔.๑.หลักสูตรของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศได้มาตรฐานมากกว่าในประเทศไทย  
     ๔.๒.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้เก่งภาษาต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทย
     ๔.๓.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้รู้จักรับผิดชอบในชีวิตของตัวเองมากกว่า
     จะเห็นว่า   การที่คุณจะได้มาซึ่ง ๓ ข้อนี้นั้น   คุณไม่จำเป็นต้องไปศึกษาที่ต่างประเทศ   และคนที่ไปต่างประเทศก็ไม่ได้ครบทั้ง ๓ ข้อนี้เสมอไป   เรื่องนี้มักขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้เรียนมากกว่า   ที่สำคัญกว่านั้นคือ   ตอนนี้   คนไทยกำลังหลับหูหลับตาเรียนตามหลักวิชาการของต่างประเทศล้วนๆ   โดยไม่ทันคิดว่า   ประเทศไทยก็มีภูมิปัญญาตะวันออก   และภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งน่าจะเข้ากันได้กับประเทศไทยมากกว่าที่จะไปเลียนแบบชาติตะวันตกมาทั้งหมด
     ๕.คนที่เรียนหนังสือเก่งจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่เรียนไม่เก่ง   ในประเด็นนี้   ขึ้นอยู่กับว่า   จะให้คำนิยามของคำว่า"ความสำเร็จ"ว่าอย่างไร   ถ้าความสำเร็จหมายถึง   เงินและทรัพย์สินแล้ว   คนเรียนเก่งอาจได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี   มีเงินเดือนสูง   ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จแบบหนึ่ง   แต่อย่าลืมว่า   มีคนที่เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ   แต่ได้ทำธุรกิจบางประเภทอย่างมุ่งมั่นจนธุรกิจเติบโตกลายเป็นธุรกิจร้อยล้านจนถึงพันล้านหมื่นล้าน   ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายแล้ว  
     นอกจากนั้นแล้ว   ถ้าเราให้คำนิยามความสำเร็จว่าหมายถึง   การมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว    เราคงจะต้องเอ่ยถึงคำทั้ง ๓ คำนี้กันสักหน่อย   ดังนี้
     1. I.Q.(Intelligent Quotient)
     2. E.Q.(Emotional Quotient)
     3. M.Q.(Moral Quotient)
     ซึ่งทั้ง ๓ คำนี้เป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากในการประเมินว่า   คนแต่ละคนจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากน้อยเพียงใด   โดยเฉพาะ E.Q.และ M.Q.นั้นดูจะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จมากกว่า I.Q. ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างผู้ประสบความล้มเหลวในชีวิตหลายต่อหลายคนนั้นมีประวัติเคยเป็นคนเรียนเก่งมาก่อน
     ๖.ผู้ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเป็นคนที่มีคุณค่า   นั่นเป็นแนวคิดที่เกิดจากการมองสิ่งต่างๆแบบแยกส่วน   กระแสหลักที่เกิดขึ้นชัดเจนในขณะนี้คือ   การใช้คอมพิวเตอร์   รถยนต์   โทรศัพท์เคลื่อนที่(โดยเฉพาะแบบสมาร์ทโฟน)   ตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์อันทันสมัย   เช่น   CT SCAN,MRI เป็นต้น  ซึ่งเราไม่ควรไปภาคภูมิใจกับสิ่งเหล่านี้มากนัก   เพราะสิ่งที่เราใช้อยู่นั้น   ไม่ได้เกิดจากมันสมองของคนไทยเลย   เราเอาของเขามาใช้ทั้งนั้น   เราไม่คิดค้นเทคโนโลยี   แต่กลับสนุกสนานในการใช้เทคโนโลยีที่คนอื่นเขาคิดขึ้นมาอย่างไม่ได้ไตร่ตรอง หรือใช้วิจารณญาณอย่างเหมาะสม   มันไม่น่าภูมิใจหรอกครับ
     ๗.ยิ่งมีเงินหรือทรัพย์สินมาก   ก็ยิ่งมีความสุขมาก   คนส่วนใหญ่ต้องการมีเงินทองทรัพย์สินมากๆ   เพื่อจะได้ซื้อของทุกอย่างที่อยากได้   แต่ถ้าสังเกตุให้ดีแล้ว   จะเห็นว่าความต้องการของมนุษย์เราไม่มีที่สิ้นสุด   เพราะเมื่อเราได้ในสิ่งที่อยากได้สักอย่างหนึ่งแล้ว  เราก็จะมีสิ่งใหม่ที่อยากได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ   ถึงจะรวยล้นฟ้า   แต่เงินก็ไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้   โดยเฉพาะซื้อ"ใจคน"
     ดังนั้น   ถ้าเราไม่ลดความอยากลงบ้าง   รับรองว่าไม่มีวันพบกับ"ความสุขที่แท้จริง"ได้   อย่าคิดว่าคนจนจะทุกข์ทรมานมากกว่าคนรวยเสมอไป   เพราะคนรวยมักจะชอบสนองความอยากของตนจนเคยตัว   ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ   โดยเฉพาะเมื่อพบว่า   เงินไม่สามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้   ก็จะเกิดภาวะสะเทือนใจอย่างรุนแรง   จนทำให้ตัดสินใจทำสิ่งร้ายแรงบางอย่างได้   เช่น   ฆ่าตัวตาย   ฆ่าคนตาย   เป็นต้น
     ๘.คนที่มีทัศนคติและการกระทำสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในสังคม   ถือว่าเป็นผู้มีคุณค่า   เนื่องจากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย   แนวคิดนี้จึงค่อนข้างมีอิทธิพลสูง   และเมื่อมองลงไปในเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์แล้ว   มนุษย์เป็นสัตว์สังคม   และมีความกลัวต่อการอยู่โดดเดี่ยว   ดังนั้น   มนุษย์จึงต้องไขว่ขว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวให้ตัวเองด้วยการพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนกลุ่มใหญ่   ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ   รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับของคนกลุ่มใหญ่
     ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะได้พบคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ   การพัฒนาจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และเต็มไปด้วยการเอาของคนอื่นมาใช้เสียเป็นส่วนใหญ่
     ๙.สิ่งที่เรามองเห็น คือ สิ่งที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ   แนวคิดแบบนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป   แต่คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อสายตาตัวเองเสียเหลือเกิน   จะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่สนับสนุนว่า   เราไม่ควรเชื่อสายตาตัวเองเสมอไป   คือ   "แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอก" ซึ่งเป็นตัวอย่างสนับสนุนที่ดีว่า   สิ่งของที่เราเห็นว่ามันวางอยู่นิ่งๆของมันอย่างนั้น   และคงรูปร่างอยู่ได้อย่างนั้น   แท้จริงแล้ว   กลับไร้ซึ่งความเสถียรโดยสิ้นเชิง   ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ที่ตกอยู่ตามข้างถนน   หรือรถยนต์ราคา ๒๐ กว่าล้านบาทก็ตาม   ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จิรังยั่งยืน   และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยซ้ำ   เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับกฎแห่งไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)ได้เป็นอย่างดี   และจากประวัติศาสตร์ของโครงสร้างอะตอมในอดีตจนถึงปัจจุบัน   สสารประกอบด้วยอะตอม   โดยในอะตอมมีนิวเคลียสซึ่งมีอิเลคตรอนวิ่งวนอยู่รอบๆ   เหตุการณ์นี้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งของอิเลคตรอนในทุกขณะเวลา   และในยุคต่อมา   แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอกยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอน(เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการกล่าวถึงความน่าจะเป็นของตำแหน่งของอนุภาคในตำแหน่งต่างๆภายในอะตอม   โดยที่อะตอมเป็นองค์ประกอบย่อยของทุกสิ่งในโลก   ซึ่งทำให้กล่าวได้ว่า   สรรพสิ่งในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง   แต่ทว่ามนุษย์กลับไปสนใจแต่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงหยาบๆ   เช่น   เมื่อพบว่ารถยนต์ของตัวเองถูกชนบุบเล็กน้อย   ก็มัวแต่มานั่งเสียอกเสียใจอยู่หลายวัน   โดยหารู้ไม่ว่า   จริงๆแล้ว   รถคันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเสี้ยววินาที   อย่างนี้เป็นต้น
     ๑๐.ทุกสิ่งทุกอย่างมีความแตกต่างกัน   ไม่เกี่ยวข้องกัน   และไม่มีผลกระทบต่อกัน   แนวคิดนี้ไม่จริงเสมอไป   ด้วยเหตุผลสนับสนุน ๒ ประการ ดังนี้
     ๑.จากทฤษฎีที่กล่าวว่า   จักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของจุดเล็กๆซึ่งมีความหนาแน่นสูงมากๆหรือที่เรียกว่า "บิกแบง"   จากเหตุการณ์นี้   เราสามารถกล่าวได้ว่า   ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในจักรวาล   ล้วนกำเนิดจากวัตถุธาตุชนิดเดียวกันที่อยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวก่อนที่จะเกิด"บิกแบง"   จึงอนุมานต่อไปได้ว่า   ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์นั้น   ล้วนเคยอยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น   ดังนั้น   จึงกล่าวได้ว่า   ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์และจักรวาลล้วนเป็นวัตถุธาตุชนิดเดียวกันทั้งสิ้น
     ๒.อะตอมประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน   นิวตรอน   อิเลคตรอน   และอนุภาคอื่นๆที่เพิ่งถูกค้นพบในภายหลัง   ซึ่งทุกสิ่งในจักรวาลล้วนประกอบด้วยอนุภาคย่อยคือ อะตอม เหมือนกัน
     ๑๑.มีคนจำนวนมากที่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้น   คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า   มีคนเป็นจำนวนมากในโลกที่มีจิตใจงดงาม   และตั้งมั่นในการเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก   แต่ในความเป็นจริงนั้น   มนุษย์มีความปรารถนาอยู่ลึกๆในจิตใจในการที่จะทำให้ตนเองเป็นผู้ที่มีคุณค่าเหนือผู้อื่น   ซึ่งการแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวนั้น   เป็นไปได้ ๒ รูปแบบ คือ
     ๑.ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างโจ่งแจ้ง   ซึ่งถือว่าเป็น"คนเห็นแก่ตัว"
     ๒.ทำทุกสิ่งทุกอย่าง(หรือบางสิ่งบางอย่าง)   เพื่อแสดงให้เห็นว่า   ตนเป็นผู้เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม(โดยที่ไม่ได้สนใจในผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง)   บุคคลเหล่านี้ต้องการได้รับความนิยมชมชอบจากคนในสังคม   เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า   ตนเองมีคุณค่ามากขึ้น   ซึ่งเมื่อเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว   ความคิดแบบนี้ถือว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนตนแบบหนึ่ง

     จากเนื้อหาทั้ง ๑๑ ข้อที่ผ่านตาท่านไปแล้วนั้น   อาจพอจะไปกระตุ้นเตือนใครบางคนทีเผลอใจ   หลงใหลไปกับความคิดโดยไม่ทันได้สังเกตจิตใจตัวเองให้ละเอียดถี่ถ้วน   ขอเพียงแค่ตั้งใจมองให้ลึกซึ้งกว่าที่เคย   ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เส้นทางของคุณงามตา

     หมายเหตุ   ชื่อบุคคล   สถานที่   และเหตุการณ์   ล้วนเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นทั้งสิ้น
    
     ณ โรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง...
     "ปวดมานานเท่าไหร่แล้วครับ"   หมอชาตรีถาม   "พี่ปวดมาประมาณ ๑ เดือนแล้วค่ะ   อาเจียนเกือบทุกเช้า   บางวันแทบมาขึ้นเวรไม่ไหว   บางครั้งก็รู้สึกว่ามีตามัวๆด้วยค่ะ"   คุณงามตาทำหน้านิ่วคิ้วขมวด   หมอหนุ่มตรวจร่างกายสาวใหญ่อยู่สักพัก   ก็แสดงท่าทีวิตกอย่างเห็นได้ชัด   "ผมว่าพี่ควรจะต้องทำเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์สมองแล้วละครับ"

     ๒ วันต่อมา   ณ ห้องตรวจเดิม...
     ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ได้ถูกติดที่ตู้อ่านฟิล์มอย่างคล่องแคล่ว   ชั่วอึดใจต่อมา   หมอชาตรีจึงพูดอย่างนุ่มนวล "พี่งามตาตั้งใจฟังผมนะครับ   ทำใจให้ดีๆ   ก้านสมอง และเนื้อสมองด้านซ้ายบางส่วนของพี่คงจะมีปัญหาแน่แล้วละครับ"   หมอหนุ่มนิ่งสักครู่เพื่อรอจังหวะ   สาวใหญ่รีบชิงถามอย่างร้อนใจ   "คุณหมอบอกมาตามตรงเถอะค่ะว่าพี่เป็นโรคอะไร   ไม่ต้องอ้อมค้อมหรอกค่ะ"   โดยไม่รอช้า   "พี่เป็นโรคเนื้องอกในสมองครับ   ขนาดค่อนข้างใหญ่เสียด้วย   ท่าทางคงจะต้องผ่าตัดครับ   ผมจะปรึกษาหมอผ่าตัดให้นะครับ"   สาวใหญ่รีบย้ำ   "คุณหมอช่วยเลือกหมอผ่าตัดที่เก่งที่สุดในโรงพยาบาลนี้เลยนะคะ"

     ณ ห้องตรวจผู้ป่วยนอกแผนกศัลยกรรม...
     "น่าหนักใจจริงๆ"   หมอดำรงค์พึมพำเบาๆ   "คุณหมอว่าอย่างไรบ้างคะ   พี่ต้องผ่าตัดหรือเปล่าคะ   พี่กลัวจังเลยค่ะ"   "ใจเย็นๆครับพี่"   หมอดำรงค์พยายามควบคุมสถานการณ์   "ในความเห็นของผมนั้น   เนื้องอกที่บริเวณนี้   และใหญ่ขนาดนี้   จัดว่าเป็นเนื้องอกที่ผ่าตัดยากมากๆเลยครับ   ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงมากในการผ่าตัด   ผมคงผ่าตัดคนเดียวไม่ไหว   คงต้องปรึกษาหารือกับคุณหมอธานีด้วยครับ   เอาอย่างนี้นะครับ   ผมขอนัดพี่มาคุยกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ครับ"   "ค่ะ"   สาวใหญ่ตอบเสียงอ่อยๆ

     วันรุ่งขึ้น ณ ห้องตรวจเดิม...
     "ผมกับคุณหมอธานีได้หารือกันแล้วนะครับ   และวางแผนจะผ่าตัดให้พี่งามตา   การผ่าตัดใช้เวลา ๑๐ ชั่วโมงกว่าๆ...เอ่อ...แล้วพี่ตัดสินใจหรือยังครับว่าจะผ่าตัดวันไหน?"   สาวใหญ่อึกอัก   "พี่ขอเวลาคิดดูก่อนสัก ๒-๓วันนะคะ"   "ได้เลยครับ"

     ๓ วันต่อมา ณ ห้องตรวจเดิม...
     "หมอคะ   พี่คุยกับญาติๆแล้วค่ะ   พี่ขอไปรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ประจำภูมิภาคนะคะ"   สาวใหญ่พูดเสียงอ่อยๆ   "ได้เลยครับ   แล้วแต่ความสมัครใจของพี่ครับ   เดี๋ยวผมจะทำจดหมายส่งตัวไปให้คุณหมอที่โรงพยาบาลศูนย์ประจำภูมิภาคนะครับ"   "ขอบพระคุณคุณหมอมากค่ะ"

     ๒ วันต่อมา   ณ ห้องตรวจผู้ป่วยนอก   โรงพยาบาลศูนย์ประจำภูมิภาค...
     หมอธเนศพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด   "ผมเห็นเอ็กซ์เรย์สมองของคุณแล้วรู้สึกหนักใจจริงๆครับ   เนื้องอกอยู่ในบริเวณที่ผ่าตัดยากมากๆเลยครับ   คงต้องใช้เวลาผ่าตัดตั้งแต่เช้าถึงค่ำเลยครับ"   สาวใหญ่หน้าถอดสี   "คุณหมอคะ   อันตรายมากไหมคะ?   เสี่ยงมากไหมคะ?"   "เนื้องอกที่มีขนาดใหญ่เท่านี้   และอยู่ในบริเวณที่ผ่าตัดยากอย่างนี้   ย่อมมีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ"   สาวใหญ่นั่งนิ่งอยู่พักใหญ่   จนทั้ง ๒ ฝ่ายเริ่มรู้สึกอึดอัดด้วยกันทั้งคู่   ในที่สุดสาวใหญ่ก็เอ่ยปาก   "ดิฉันขอเวลาตัดสินใจสัก ๒-๓ วันนะคะ"   "ได้ครับ"

     ๓ วันต่อมา ณ ห้องตรวจเดิม   โรงพยาบาลศูนย์ประจำภูมิภาค...
     "คุณหมอคะ   ดิฉันคุยกับญาติๆแล้วค่ะ   ดิฉันขอไปรักษาที่โรงพยาบาลยอดเยี่ยมเวชการที่กรุงเทพฯค่ะ"   "ครับ...ได้ครับ   เดี๋ยวผมจะทำจดหมายส่งตัวให้คุณนะครับ"   หมอธเนศกุลีกุจอรีบเขียนจดหมายให้   "ขอบพระคุณคุณหมอมากนะคะ"   สาวใหญ่น้อมตัวไหว้อย่างนอบน้อม

     ๕ วันต่อมา ณ โรงพยาบาลยอดเยี่ยมเวชการ   ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับที่ ๑ ของประเทศ...
     หลังจากนายแพทย์ชัยชนะ   ศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลได้ทำการตรวจร่างกาย และดูฟิล์มเอ็กซเรย์สมองของคุณงามตาแล้ว   ก็นั่งนิ่งอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง   จากนั้นจึงเริ่มกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันนุ่มนวล   "เนื้องอกที่ใหญ่ขนาดนี้   และอยู่ในตำแหน่งนี้   มีความเสี่ยงสูงมากในการผ่าตัดครับ   แต่ถ้าไม่ผ่าตัดแล้ว   อาการของคุณจะแย่ลงเรื่อยๆ   และสุดท้ายคงไม่ไหว..."   นายแพทย์ชัยชนะเว้นช่วงเล็กน้อย   เพื่อสังเกตดูสีหน้าของสาวใหญ่   "คุณควรได้รับการผ่าตัดโดยเร็วนะครับ   ก่อนที่อาการจะแย่ลง"   สาวใหญ่นั่งนิ่งอยู่นาน   ก่อนจะบอกว่า   "ขอเวลาให้ดิฉันตัดสินใจสัก ๒-๓ วันนะคะ"

     ๓ วันต่อมา   ณ ห้องตรวจเดิม   โรงพยาบาลยอดเยี่ยมเวชการ...
     สาวใหญ่พูดจาดัดสำเนียงพองาม   "คุณหมอคะ   ดิฉันได้ปรึกษาหารือกับญาติๆแล้วค่ะ   เห็นพ้องต้องกันว่า   จะขอไปรักษาต่อที่อเมริกาค่ะ   คิดว่าจะไปหาคุณหมอเฮาว์ที่โรงพยาบาลSINEP HEALTH CENTERค่ะ"   "อ๋อ!   ท่านอาจารย์เฮาว์ท่านเป็นเพื่อนกับอาจารย์ของผมเอง   ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะเขียนจดหมายฝากคุณงามตาไปยื่นให้กับท่านอาจารย์เฮาว์นะครับ"   "ขอบพระคุณคุณหมอมากค่ะ"   สาวใหญ่ไหว้ท่าสวยยิ่งกว่านางสาวไทย

     ๑ สัปดาห์ต่อมา ณ โรงพยาบาล SINEP HEALTH CENTER ประเทศสหรัฐอเมริกา...
     นายแพทย์เฮาว์ดูฟิล์มเอ็กซ์เรย์สมองของคุณงามตาแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย   "ผมหนักใจมากเลยครับ   เป็นเนื้องอกที่ผ่าตัดยากมากๆเลยครับ   เนื่องจากเนื้องอกอยู่ติดกับเส้นเลือดใหญ่   และรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของสมองซึ่งควบคุมการทำงานของอวัยวะสำคัญหลายอย่าง   ผมคงต้องขอทำเอ็กซ์เรย์สมองแบบพิเศษเพิ่มเติมอีกครั้งก่อนผ่าตัดนะครับ   ซึ่งเอกซ์เรย์ที่จะทำเพิ่มขึ้นนี้   จะนำไปใช้ในการประเมินก่อนการทำผ่าตัดครับ"

     ๒ วันต่อมา   ณ ห้องตรวจเดิม   โรงพยาบาล SINEP HEALTH CENTER (หลังทำเอ็กซ์เรย์สมองแบบพิเศษแล้ว)...
     นายแพทย์เฮาว์ชี้ให้คุณงามตาดู ๒ จุดบนฟิล์มเอ็กซ์เรย์สมอง   "จุดนี้น่าหนักใจมาก   เพราะเนื้องอกรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สำคัญของสมอง   ผมคงไม่สามารถผ่าตัดเอาเนื้องอกออกได้ทั้งหมด   คาดว่าคงผ่าตัดเอาออกได้ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์   เพราะถ้าพยายามผ่าตัดเอาเนื้องอกออกให้หมดทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว   จะทำให้หลังผ่าตัด   คุณอาจจะพูดไม่ได้   และอาจจะเดินไม่ได้   เพราะแขนและขาข้างขวาอ่อนแรง"   สาวใหญ่ทำสีหน้าคับข้องใจ   "อ้าว!...คุณหมอคะ   แล้วเนื้องอกส่วนที่เหลืออีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์นั้น   คุณหมอจะรักษาอย่างไรล่ะคะ"   นายแพทย์เฮาว์พยายามรักษาท่าทีอันสุขุมไว้   "เนื้องอกที่เหลือนั้น   อาจต้องใช้วิธีการฉายรังสี หรือการให้เคมีบำบัด   ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเป็นเนื้องอกชนิดใดครับ"   สาวใหญ่นิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปาก   "ดิฉันขอเวลาตัดสินใจสัก ๒-๓ วันนะคะ"

     ๓ วันต่อมา   ณ ห้องตรวจเดิม   โรงพยาบาลSINEP HEALTH CENTER...
     "คุณหมอคะ   ดิฉันโทรศัพท์ปรึกษาญาติๆแล้วค่ะ   มีความเห็นตรงกันว่า   จะขอไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลMARS HEALTH CENTERที่ดาวอังคารค่ะ   เพราะที่นั่นมีเทคนิคการผ่าตัดด้วยเลเซอร์คุณภาพสูง และระบบการผ่าตัดด้วยสายน้ำแรงดันสูงที่มีประสิทธิภาพมากค่ะ"   นายแพทย์เฮาร์ตอบอย่างกระตือรือร้น   "ใช่แล้วครับ   เทคนิคของที่นั่นดีมากครับ   ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของกาแลคซี่นี้เลยทีเดียว   ถ้าอย่างนั้น   เดี๋ยวผมจะเขียนจดหมายส่งตัวให้คุณไปรักษาต่อกับท่านนายแพทย์การ์ดเนอร์ซึ่งเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งของที่นั่นนะครับ"   "ขอบพระคุณคุณหมอมากค่ะ"   สาวใหญ่จับมือก่อนแล้วตามด้วยท่าไหว้อันงดงามตามลำดับ

     ๑ สัปดาห์ต่อมา   ณ โรงพยาบาลMARS HEALTH CENTER   ดาวอังคาร...
     "คุณจะให้ผมผ่าตัดเอาเนื้องอกออกทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นไปไม่ได้ครับ   เพราะจะทำให้คุณมีปัญหาในการพูด   และแขนขาข้างขวาอ่อนแรง   ถึงแม้เราจะใช้เครื่องผ่าตัดด้วยเลเซอร์และสายน้ำแรงดันสูงที่มีคุณภาพดีที่สุดของที่นี่ก็ตาม   ผมก็ยังยืนยันว่า   ผมสามารถผ่าตัดเอาเนื้องอกออกได้ประมาณ ๙๐ เปอร์เซนต์เป็นอย่างมากครับ   และเนื้องอกที่เหลืออีกประมาณ ๑๐ เปอร์เซนต์นั้น   คงต้องรักษาด้วยการฉายรังสี หรือเคมีบำบัดครับ"   นายแพทย์การ์ดเนอร์พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด   สาวใหญ่พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน   "ดิฉันขอเวลาตัดสินใจสัก ๒-๓ วันนะคะ"

     ๓ วันต่อมา   ณ ห้องตรวจเดิม   โรงพยาบาลMARS HEALTH CENTER   ดาวอังคาร...
    "คุณหมอคะ   ดิฉันได้โทรศัพท์ไปปรึกษาหารือกับญาติๆที่ดาวโลกแล้วค่ะ   ดิฉันจะไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล DEMONIC HEALTH AND RESEARCH CENTER ที่กาแลคซี่แอนโดรมีดาค่ะ"   นายแพทย์การ์ดเนอร์อมยิ้มเล็กน้อย  แล้วเอ่ยปาก   "โรงพยาบาลแห่งนั้นมีเครื่องมือผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่นี่ครับ   แต่ผมเกรงว่า   คุณต้องใช้เวลาเดินทางยาวนาน   มีคนไข้ของผมหลายคนเลือกที่จะรับการรักษาที่นี่   เพราะที่นี่อยู่ใกล้บ้านของเขามากกว่า...   อย่างไรก็ตาม   ผมไม่ขัดข้องแต่ประการใดครับ   เป็นสิทธิของคุณอยู่แล้วครับในการเลือกแพทย์และสถานพยาบาล   กรุณารอสักครู่นะครับ   เดี๋ยวผมจะเขียนจดหมายส่งตัวให้ครับ"

     ๓ สัปดาห์ต่อมา ณ โรงพยาบาลDEMONIC HEALTH AND RESEARCH CENTER   สุดขอบกาแลคซี่แอนโดรมีดา...
     น.พ.เคนส์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด   "ผมรู้สึกเห็นใจคุณงามตาจริงๆครับที่ต้องลำบากเดินทางมาถึงที่นี่   อย่างไรก็ตาม   ผมคงต้องขออนุญาตบอกข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับเนื้องอกในบริเวณนี้   ซึ่งผมได้รวบรวมจากข้อมูลของผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาที่นี่ตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน...    เราเคยทำผ่าตัดให้ผู้ป่วยที่มีเนื้องอกในบริเวณนี้ไปทั้งหมด ๓,๗๔๒ ราย   โดยเป็นเนื้องอกที่มีลักษณะใกล้เคียงกับของคุณทั้งหมด ๑๘๓ ราย   ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวนี้   เราสามารถผ่าตัดเอาเนื้องอกออกไปได้ประมาณ ๘๗.๕-๙๖.๒ เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร   จะเห็นว่า   ไม่มีผู้ป่วยรายใดเลยที่แพทย์สามารถผ่าตัดเอาเนื้องอกออกไปได้หมดทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์   ดังนั้น   หลังจากการผ่าตัดแล้ว   ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาเนื้องอกในส่วนที่เหลือโดยวิธีการฉายรังสีร่วมกับการให้เคมีบำบัดครับ   อย่างไรก็ตาม   ทางเรากล้ายืนยันได้ว่า   ในขณะนี้   เรามีผลงานในการรักษาเนื้องอกชนิดนี้ได้ดีที่สุดในกาแลคซี่นี้ครับ"   สาวใหญ่นั่งนิ่งอยู่นาน   จึงเริ่มเอ่ยปากว่า   "ขอเวลาให้ดิฉันได้ตัดสินใจสัก ๒-๓ วันนะคะ"

     ๕ วันต่อมา   ณ ห้องตรวจเดิม   โรงพยาบาลDEMONIC HEALTH AND RESEARCH CENTER   สุดขอบกาแลคซี่แอนโดรมีดา...
     สาวใหญ่เอ่ยปาก  "คุณหมอคะ   ดิฉันได้ปรึกษาญาติๆที่ดาวโลกแล้วค่ะ   มีความเห็นตรงกันว่าจะ.......

                                                       ----------------------------------
 

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

การใช้ชีวิตอย่างสมดุลในวิถีทางของข้าพเจ้า

     สวัสดีครับ    ท่านผู้อ่านทุกท่าน   ในโอกาสนี้   ผมมีสิ่งที่น่าสนใจมานำเสนอต่อท่านครับ   จุดเริ่มต้นของสิ่งนี้ก็คือ   "ความทุกข์" อันเกิดจากการใช้ชีวิตในแบบที่ใครๆเขาชอบทำกัน   คนส่วนใหญ่ในสังคมมักจะมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่คล้ายๆกัน   ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากกลุ่มคนวัยทำงานทั้งหลาย   วิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้ช่างเป็นวัฏจักรที่วนเวียนซ้ำซากอย่างชัดเจน   ตื่นเช้า-เดินทาง-ทำงาน-กินข้าว-ทำงาน-เดินทาง-กินข้าว-เหนื่อยจัง-นอนหลับ-แล้วก็ตื่นเช้า...ชัดเจนไหมครับ?   นั่นคือวันทำงาน   แล้ววันหยุดล่ะครับ   ตื่นสาย-นอนต่อ-ตื่นอีกที-ไปเดินชอปปิ้ง-กินข้าว-ดูหนัง-กินข้าว-ฟังเพลง-เที่ยวกลางคืน-ดูโทรทัศน์-นอนหลับ-แล้วก็ตื่นสาย...   เห็นไหมครับ?   นั่นคือ วัฏจักรชีวิตของคนทำงานโดยทั่วไป   พิจารณาดูแล้ว   จะเห็นว่าเราได้ทำแค่บางสิ่งบางอย่างเท่านั้นเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ   และสุดท้าย...วันนั้นก็หมดไปด้วยความเหนื่อยอ่อนทุกที   บางครั้ง   เราก็เผลอทำบางสิ่งบางอย่างจนไม่เหลือเวลาให้กับสิ่งสำคัญอีกหลายอย่าง   เช่น   ครอบครัว   สุขภาพ   เพื่อนฝูง   การช่วยเหลือสังคม   การดูแลรักษาบ้าน   ความสุขจากการทำงานอดิเรก   การเรียนรู้ในด้านอื่นๆของชีวิต   ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณของตนเอง   เป็นต้น
     ในครั้งนี้   ผมขอถือโอกาสมาชักชวนท่านผู้อ่านเพื่อทำบางสิ่งให้น้อยลง   และทำบางสิ่งบ้าง   รวมทั้งทำบางสิ่งบางอย่างให้มากขึ้น   ซึ่งจะทำให้ท่านมีความสุขมากขึ้น   มีความทุกข์น้อยลง   รวมทั้งมีชีวิตที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายน้อยลง   และสงบสุขมากขึ้น   ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้   ล้วนเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ   แต่กลับได้รับน้อยมาก   ผมคิดว่า   เงินทอง   ชื่อเสียง   และอำนาจ   คงไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเสมอไปหรอกครับ
     สิ่งที่ผมจะบอกท่านในวันนี้   เป็นสิ่งที่ผมคิดจะทำ   และบางสิ่งก็ได้ทำไปแล้ว   ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชีวิตของผมและครอบครัว   เข้าสู่ "สภาวะสมดุลของชีวิต" ซึ่งผมได้ให้นิยามของคำคำนี้ว่า "รูปแบบการใช้ชีวิตที่ทำให้เรามีความสุขสงบอย่างแท้จริง"   หรือกล่าวโดยรวมคือ "มีชีวิตที่ดี" นั่นเอง
     สำหรับเนื้อหาในข้อเขียนทั้งหมดนี้   เป็นเพียงข้อเสนอสำหรับให้ท่านลองพิจารณาดูครับ   ส่วนท่านจะเห็นด้วยหรือไม่นั้นก็นานาจิตตังครับ
     ๑. ตื่นนอนตอนตี๕ทุกวัน   มีหลายคนบ่นว่าไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง   ซึ่งเป็นเพราะว่าคนเรามีหลายบทบาทและหน้าที่   เราต้องเป็นเจ้านายของลูกน้องในที่ทำงาน   เป็นลูกน้องของผู้บังคับบัญชา   เป็นผู้ให้บริการของลูกค้า   เป็นสามีภรรยาของคู่ชีวิต   เป็นพ่อแม่ของลูก   เป็นลูกของพ่อแม่เรา   เป็นพลเมืองของประเทศชาติ   แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เราหลงลืมไป   ก็คือ   เราต้องทำหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดีต่อตัวเราเองด้วยครับ   อย่างน้อยก็ให้เวลากับตัวเองสักวันละ ๑ ชั่วโมง   เพื่อทำในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ   จะเป็นช่วงเวลาใดของวันก็ได้ครับ   สำหรับผมแล้ว   มักจะใช้เวลาในช่วง ๕.๐๐น. ถึง ๖.๐๐น. นั่งอ่านหนังสือที่อยากอ่าน   นั่งสมาธิ   ฟังเพลงที่อยากฟัง   เขียนหนังสือ   เป็นต้น   นอกจากนั้น   ยังมีช่วงเวลาที่น่าสนใจอีกช่วงหนึ่ง   คือ   ช่วงเวลาหลังจากที่ทุกคนในบ้านนอนหลับกันหมดแล้ว   ซึ่งสำหรับผมแล้ว   ก็ได้ใช้เวลาในช่วงนี้บ้างเหมือนกัน   แต่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในช่วงกลางวันมักจะทำให้เผลอหลับไปก่อนอยู่บ่อยครั้ง
     ๒. ออกกำลังกายตอนเช้าสัก ๑๕-๓๐ นาที ก่อนไปทำงาน    สมัยนี้   ใครๆก็รู้กันหมดแล้วครับว่า   สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ   ขอเพียงเราสละเวลาแค่เพียงวันละ ๑๕-๓๐ นาที เพื่อส่งเสริมสุขภาพของเราด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก(เช่น   ว่ายน้ำ   เดิน   วิ่ง   ขี่จักรยาน   เต้นแอโรบิก   เป็นต้น)อย่างต่อเนื่อง   สัปดาละ ๓-๔ วัน   ก็จะช่วยลดโอกาสของการเป็นโรคหัวใจลงไปได้มากเลยครับ   นอกจากนั้น   เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับข้อ๑.ด้วยครับ   ตรงที่เป็นการจัดเวลาให้กับตัวเองสักวันละ ๑๕-๓๐ นาที   การออกกำลังกายจะทำให้ท่านสดชื่น   กระฉับกระเฉง   อารมณ์ดี   และทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์   รวมทั้งเกิดความคิดในแง่บวกด้วยครับ
     ๓. รับประทานอาหารเช้าทุกวัน   หลายคนบอกว่า   ก็รู้ๆกันอยู่แล้ว   แต่ความเป็นจริงก็คือ   คนเราไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้ากันเลยครับ   บางคนดื่มกาแฟถ้วยเดียวแล้วไปทำงาน   คุณคงรู้นะครับว่า   กาแฟเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อกระเพาะอาหาร   คุณคงเคยเห็นหลายคนที่ดื่มกาแฟแล้วปวดท้องนะครับ   นอกจากนั้นยังมีอีกหลายคนที่ดื่มนมเพียงแก้วเดียวแล้วไปทำงาน   ซึ่งตามหลักสุขภาพแล้ว   อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด   คนทำงานอย่างเราๆท่านๆต้องใช้พลังงานจากสารอาหารมื้อเช้าเป็นหลัก   ผมขอเชิญชวนให้ท่านหันมารับประทานอาหารเช้าที่ไม่ใช่นม หรือกาแฟแต่เพียงอย่างเดียวกันเถอะครับ
     ๔. ใช้เวลา ๑๕ นาทีแรกในที่ทำงานสำหรับวางแผนว่าจะทำสิ่งใดบ้างในวันนั้น   ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่หลายๆท่านคงรู้สึกคุ้นเคยอยู่แล้วครับ   หนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการบริหารได้กล่าวถึงประเด็นนี้บ่อยๆ   การวางแผนที่ดีนั้น   ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมาย   แต่กลับทำให้ประหยัดเวลาในการทำชิ้นงานจริงๆได้หลายเท่าตัวเลยทีเดียว   และเมื่อท่านใช้เวลาในงานแต่ละชิ้นน้อยลงแล้ว   ปัญหาเรื่องการทำงานไม่ทันก็จะน้อยลงไปด้วยเป็นเงาตามตัว
     ๕. เลือกทำงานที่สำคัญที่สุด   เร่งด่วนที่สุด   และยากที่สุดก่อน   ประเด็นนี้ก็ปรากฏอยู่ในหนังสือเกี่ยวกับการบริหารหลายๆเล่มเหมือนกัน   ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ขัดกับความเคยชินของหลายๆคนที่มักจะเลือกทำงานที่ง่ายที่สุด   และสำคัญน้อยที่สุดก่อน   แต่น่าเสียดาย   ที่มีข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่า   ผู้บริหารขององค์กรส่วนใหญ่   มักจะประเมินคุณภาพลูกน้องของตนโดยดูจากความรวดเร็วในการทำงานชิ้นสำคัญที่สุด   และยากที่สุดให้เสร็จลุล่วงอย่างมีคุณภาพ  
     ๖. รับประทานอาหารกลางวันเวลา ๑๑.๐๐น.   หรือ   ๑๓.๐๐น.   คนส่วนใหญ่มักจะรับประทานอาหารมื้อกลางวันในช่วงเวลาระหว่าง ๑๑.๓๐น.-๑๒.๓๐น.   คุณลองนึกดูสิครับ   บรรยากาศโรงอาหารในที่ทำงานของคุณในช่วงเวลาประมาณเที่ยงวันกว่าๆที่เต็มไปด้วยคนเกือบทั้งหมดในบริษัท   มาแออัดยัดเยียดเหมือนปลากระป๋อง   ต่างคนต่างก็แย่งกันซื้ออาหาร   ไม่ค่อยจะเข้าแถวต่อคิวกันสักเท่าไหร่   โต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งรับประทานอาหารก็ไม่ค่อยจะพอ   ซึ่งถ้าคุณชอบบรรยากาศแบบนี้แล้วละก็...มันคงจะไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคุณ
     แต่สำหรับผมแล้ว   ผมชอบซื้ออาหารโดยไม่ต้องเบียดเสียด   ไม่ต้องแย่งกันซื้อ   แล้วก็ค่อยๆเดินมารับประทานอาหารอย่างสบายอารมณ์   ไม่ใช่มัวแต่เที่ยวมาเดินหาเก้าอี้นั่ง   แล้วก็พบแต่เก้าอี้ที่มี"กระดาษทิชชูแค่ ๑ แผ่นเล็กๆ"วางอยู่   อันเป็นสัญญลักษณ์แห่งการ"จอง(เก้าอี้)แล้ว"   และเท่าที่ผมคิดได้ก็คือ   เราไม่ควรรับประทารอาหารในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่เขารับประทารกัน   อย่างไรก็ตาม   คุณต้องคำนึงถึงกฎระเบียบของที่ทำงานของคุณด้วย   เช่น   บริษัทบางแห่งอนุญาตให้พนักงานออกมารับประทานอาหารกลางวันเฉพาะในช่วงเวลา   ๑๒.๐๐น.-๑๓.๐๐น. เท่านั้น   ซึ่งถ้ากฎระเบียบได้กำหนดได้เช่นนี้แล้ว   เราก็ยังมีทางเลือกอื่นๆอีก   ดังที่จะเห็นในข้อต่อไปครับ
     ๗. เลือกรับประทานอาหารในร้านที่คนไม่แย่งกันซื้อ   หรือร้านที่มีคนต่อคิวซื้อไม่ยาว   วิธีนี้ใช้สำหรับในกรณีที่เราไม่สามารถใช้วิธีในข้อ ๖. ได้   ในประเด็นนี้   ผมกล้าพูดได้ว่า   โรงอาหารในที่ทำงานของคุณมักจะมีร้านอาหารอย่างน้อย ๑-๒ ร้านที่ไม่ค่อยจะมีลูกค้าไปอุดหนุน   ซึ่งคุณคงต้องยอมรับว่า   ร้านแบบนี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะทำอาหารที่มีรสชาติไม่ค่อยถูกใจลูกค้า   แต่ถ้าคุณต้องการจะลดความยุ่งยากในชีวิตลงแล้วละก็   คุณคงต้องเลือกร้านแบบนี้   และซื้ออาหารใส่ถุงกลับไปรับประทานในห้องรับประทานอาหารในที่ทำงานของคุณ   สำหรับผมนั้นใช้ทั้งวิธีในข้อ ๖. และข้อนี้มาตลอดครับ
     ๘. ห่อข้าวจากบ้านมารับประทานในที่ทำงาน   สำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำตามวิธีในข้อ ๖. หรือ ๗.ได้นั้น   อาจเลือกใช้วิธีนี้ได้   โดยไม่จำเป็นต้องทำกับข้าวเอง   เราสามารถซื้อข้าวแกงจากร้านอาหารใกล้บ้านที่เปิดตอนเช้าๆได้   เพียงแต่ว่ารสชาติอาจจะไม่ค่อยอร่อย   ถ้าที่ทำงานของคุณไม่มีเตาไมโครเวฟสำหรับอุ่นอาหาร
     ๙. งีบหลับ หรือนั่งสมาธิสัก ๑๕ นาทีในช่วงพักเที่ยง   หลังจากที่คุณใช้งานร่างกายและสมองมาได้ ๓-๔ ชั่วโมงแล้ว   ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนบ้าง   มีหลายๆประเทศส่งเสริมให้พนักงานบริษัทนอนหลับพักผ่อนในช่วงเวลาพักเที่ยง   เพราะจะช่วยให้เกิดความสดชื่นแจ่มใส   มีความกระตือรือร้น   และเกิดความคิดสร้างสรรค์   ซึ่งทำให้เกิดผลงานที่มีคุณภาพมากกว่า   เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มพนักงานที่ไม่ได้พักผ่อน
     ๑๐.ดื่มน้ำบ่อยๆระหว่างทำงาน   น้ำจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น   กระปรี้กระเปร่า   ช่วยลดความร้อน   และขับถ่ายของเสียในร่างกาย
     ๑๑.เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆระหว่างการทำงาน   การเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆจะช่วยป้องกันการอักเสบของกล้ามเนื้อ   และเส้นเอ็นในบริเวณต่างๆทั่วร่างกาย   การพักสายตาบ่อยๆในงานที่ต้องนั่งจ้องมองคอมพิวเตอร์นานๆ   ยังช่วยลดความเมื่อยล้า   และอาการปวดศีรษะอันเกิดจากการใช้สายตามากๆได้
     ๑๒.ลาพักผ่อน   หรือลากิจสัก ๑ วันเพื่อทำกิจธุระส่วนตัว   หรือของครอบครัวหลายๆอย่าง   เพื่อให้เราไม่ต้องไปเบียดบังเอาเวลาในที่ทำงานไปใช้ทำธุระส่วนตัว   ซึ่งในแต่ละวันนั้นก็มีเวลาแค่น้อยนิดอยู่แล้ว   โดยเฉพาะช่วงเวลาพักเที่ยงที่ควรใช้สำหรับพักผ่อน   หรือรับประทานอาหารเสียมากกว่า   คุณอาจจะรวมธุระหลายๆอย่างมาไว้ในวันเดียวกัน   แล้วใช้สิทธิวันลาของคุณทำธุระเหล่านั้น   เช่น   เอารถไปตรวจเช็ค หรือซ่อมที่อู่   ทำธุระที่ธนาคาร   ส่งพัสดุที่ที่ทำการไปรษณีย์   ชำระหนี้บัตรเครดิต   ซื้อของใช้ในบ้าน   เอาเครื่องไฟฟ้าไปซ่อม   ติดต่อที่ว่าการอำเภอ   ชำระค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์   เป็นต้น   นอกจากนี้   ผมขอแนะนำให้เลือกวันลาที่เหมาะสมด้วย   ดังนี้
     ๑๒.๑. สำหรับการนำรถไปตรวจเช็ค หรือซ่อม   ให้พยายามหลีกเลี่ยงวันจันทร์ หรือวันที่ต่อจากวันหยุดนักขัตฤกษ์   เพราะในวันดังกล่าวจะมีลูกค้ามาใช้บริการที่อู่เป็นจำนวนมาก
     ๑๒.๒. สำหรับธุระที่ธนาคาร   หรือที่ทำการไปรษณีย์   ควรหลีกเลี่ยงช่วงวันที่ ๑-๕ ของแต่ละเดือน   เพราะในวันดังกล่าวจะมีลูกค้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก
     ๑๓.ใช้เวลา ๑๕ นาทีสุดท้ายของช่วงเวลาทำงานในการวางแผนว่าวันต่อไปจะทำอะไรบ้าง   ด้วยการสละเวลาวางแผนแค่เพียงน้อยนิดเท่านั้น   มักจะช่วยให้วันต่อไปของคุณนั้นง่ายขึ้น   คุณจะใช้เวลาในการทำงานแต่ละชิ้นในวันต่อไปน้อยลงหลายเท่าตัว   ช่วยลดความตึงเครียดจากการทำงานลงไปได้มาก
     ๑๔. เลือกที่ทำงานใกล้บ้าน   จะเป็นเรื่องดีมากๆเลย   ถ้าคุณมีที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน   ยิ่งถ้าคุณสามารถเดิน หรือขี่จักรยานไปทำงานได้ด้วยแล้ว   ก็ยิ่งดี   เพราะจะช่วยลดทั้งความเหนื่อยล้า   ค่าใช้จ่าย   เวลา   และความตึงเครียด   ที่เกิดจากการเดินทางได้เป็นอย่างดี   หลายคนอาจบอกว่าคงเป็นไปได้ยาก   เอาแค่การหางานทำให้ได้ก็เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว   และยังต้องหาที่ทำงานให้ใกล้บ้านเข้าไปอีก   แล้วมันจะไม่ยากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวหรือ?   ใช่ครับ...ผมเข้าใจว่ายากมาก   แต่ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอกครับ   ถ้าเราเป็นคนที่ยืดหยุ่น   ไม่เลือกงานมากจนเกินไป   เราก็สามารถทำเรื่องนี้ได้ครับ
     ๑๕.ย้ายบ้านไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน   ถ้าคุณได้พยายามทำในข้อ ๑๔. แล้วไม่สำเร็จ   ก็คงต้องหันมาลองใช้วิธีนี้กันดูหน่อย   ในเมื่อคุณได้งานทำแล้ว   แต่ที่ทำงานอยู่ไกลบ้านมาก   คุณก็คงต้องย้ายบ้านไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน   แล้วอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าคุณจะต้องขายบ้านหลังเดิมที่คุณรักทิ้งไปนะครับ   ถ้าคุณชอบบ้านหลังเดิมอยู่แล้ว   คุณอาจต้องตัดสินใจว่าจะไปเช่าหอพักที่อยู่ใกล้ที่ทำงานหรือไม่   สำหรับคนที่เป็นโสดนั้นคงไม่ยาก   ถ้าพอสู้กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเช่าหอพัก   แต่สำหรับคนที่มีครอบครัวแล้ว   คงต้องมานั่งคิดกันว่า   สามี หรือภรรยาของคุณทำงานที่ไหน   และลูกๆของคุณเรียนที่ไหน   สำหรับตัวผมและภรรยานั้น   บ้านของเราอยู่ห่างจากที่ทำงานแค่ ๕ นาทีโดยการเดินครับ
     ๑๖.เลือกรับเงินเดือนในวันที่ ๑๕ ของแต่ละเดือน   ผมคิดว่าข้อนี้ยากกว่าข้อ ๑๔.และ ๑๕.เสียอีก   คุณเคยรู้จักบริษัท   หรือหน่วยงานราชการใดบ้างครับที่จ่ายเงินเดือนให้พนักงานในวันที่ ๑๐   หรือ๑๕   หรือ๒๐ ของแต่ละเดือน?   ยากมากๆเลยครับ   แต่ถ้าคุณหาเจอนะครับ   คุณจะได้ประโยชน์มากเลยครับ   ดังต่อไปนี้
     ๑๖.๑. คุณไม่ต้องไปเบียดเสียดกับผู้คนในห้างสรรพสินค้าในช่วงต้นเดือน   เนื่องจากเป็นธรรมดาของมนุษย์เงินเดือนที่จะต้องรับเงินเดือนใน ๓ วันสุดท้ายของแต่ละเดือน   จากนั้นก็จะรีบมาจับจ่ายซื้อของกันในช่วง ๓-๔ วันแรกของต้นเดือนถัดมา   ดังที่มีบางคนเปรียบเปรยว่าเป็น "เศรษฐีต้นเดือน" นั่นเอง
     ๑๖.๒. คุณไม่ต้องไปยืนเข้าแถวยาวๆที่หน้าตู้เอทีเอ็มในช่วง ๓ วันสุดท้ายของเดือน   เพื่อรอกดเอทีเอ็มเอาเงินเดือนเหมือนผู้หิวโหย
     ๑๖.๓. คุณไม่ต้องไปรอคิวยาวที่ธนาคาร หรือที่ทำการไปรษณีย์ในช่วง ๓ วันแรกของแต่ละเดือน   ซึ่งเป็นผลมาจากเมื่อเราได้รับเงินเดือนแล้ว   เรามักจะต้องนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้รายเดือนต่างๆ   เช่น   หนี้บัตรเครดิต  ค่าโทรศัพท์   ค่าน้ำประปา   ค่าไฟฟ้า   ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน   เป็นต้น   นอกจากนั้นยังรวมถึงการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆด้วย   เช่น   การส่งธนาณัติ   หรือโอนเงินให้พ่อแม่ หรือลูก   ส่งพัสดุไปรษณีย์ให้ญาติ   เป็นต้น
     ๑๗.ใช้บัตรเครดิตเพียงใบเดียว   และใช้เมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆ   ถ้าคุณใช้บัตรเครดิตหลายใบ   แล้วยังชำระหนี้ไม่ครบ   เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน   คุณก็ต้องมานั่งปวดหัวว่า   บัตรใบไหนมีวันปิดยอดคือวันที่เท่าไหร่   วันครบกำหนดชำระหนี้คือวันที่เท่าไหร่   ยังค้างชำระหนี้จากงวดก่อนเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่   ได้ใช้จ่ายด้วยบัตรใบไหนเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่แล้ว   นอกจากนั้น   ยังต้องมาดูว่า   บัตรแต่ละใบมีคะแนนสะสมจากการใช้จ่ายเท่าไหร่แล้ว   พอจะแลกของสมนาคุณอะไรได้บ้าง...หยุด!   พอได้แล้วครับ   เลิกมานั่งปวดหัวกันได้แล้วครับ   และอย่าไปจ้างเลขาฯส่วนตัวเพื่อดูแลแฉพาะเรื่องบัตรเครดิตเท่านั้นนะครับ   กรุณาเลือกบัตรเครดิตมาสัก ๑ ใบเถอะครับ   โดยเป็นบัตรที่ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี   และเป็นบัตรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายกว้างขวาง   แล้วยกเลิกบัตรที่เหลือทั้งหมด
     ๑๘.เลือกเวลาทำงานอยู่ในช่วง ๗.๐๐น.-๑๕.๐๐น.   หรือ   ๑๐.๐๐น.-๑๘.๐๐น.   ในกรณีที่คุณไม่สามารถทำตามข้อ ๑๔. และ ๑๕.ได้   ข้อนี้ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่อยากออกจากบ้าน   และกลับบ้านในเวลาเดียวกันกับคนทั้งเมือง   ทั้งจังหวัด...และทั้งประเทศ   การที่คนทั้งเมืองทำอะไรๆเหมือนกันหมด   ก็มักจะทำให้เกิดความยุ่งยากตามมา   เช่น   แย่งกันขึ้นรถเมล์   แย่งกันขึ้นรถแท็กซี่   เอารถส่วนตัวมาสร้างความแออัดในท้องถนน และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในท้องถนนในช่วงเวลาเร่งด่วน   เป็นต้น   ใครๆก็เบื่อรถติดครับ   ปัญหารถติดเป็นปัญหาที่คนเมืองใหญ่บ่นมากที่สุดปัญหาหนึ่ง   ถ้าคุณไม่อยากเจอรถติด   คุณก็ต้องออกจากบ้าน และกลับบ้านในเวลาที่คนอื่นๆเขาไม่ใช้กัน   นั่นก็คือ   ถ้าไม่ออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดแล้วละก็   คงต้องออกจากบ้านตอนสายๆไปเลย   และถ้าไม่กลับบ้านเร็ว   ก็ให้กลับค่ำไปเลย   อย่างไรก็ตาม   ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า   ที่ทำงานของคุณจะมีการยืดหยุ่นเรื่องช่วงเวลาทำงานได้บ้างหรือไม่   ถ้าคุณเป็นข้าราชการ   ก็คงหมดสิทธิที่จะคิดถึงเรื่องนี้   ผมก็เป็นข้าราชการคนหนึ่งเหมือนกันครับ   ผมก็เลยไม่สามารถทำตามข้อนี้ได้
     ๑๙.เลือกวันหยุดทำงานที่ไม่ใช่วันเสาร์-อาทิตย์   คุณลองนึกถึงวันพักร้อนของคุณ   สมมุติว่าเป็นวันจันทร์   คุณไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนมากมาย(เพราะวันจันทร์เป็นวันทำงานของคนส่วนใหญ่)   คุณไปดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์โดยเลือกที่นั่งได้ตามที่คุณต้องการ   ไม่ต้องทนรำคาญผู้คนที่ไร้มารยาทที่ชอบคุยกัน   หรือรับโทรศัพท์ในโรงภาพยนตร์    แล้วก็...ทั้งโรงภาพยนตร์มีผู้ชมอยู่ไม่ถึง ๑๐ คน(เพราะเป็นเวลาทำงานของคนส่วนใหญ่)   คุณไปเล่นกีฬา   ไปว่ายน้ำ   และที่สระว่ายน้ำมีคุณว่ายน้ำอยู่เพียงคนเดียว   ว่ายน้ำได้อย่างสบายๆโดยไม่ต้องกลัวว่าจะว่ายไปชนคนอื่น   โอ้โห!   มันช่างเป็นชีวิตที่สุดยอดใช่ไหมครับ   แต่สำหรับข้าราชการอย่างผมนั้นไม่มีโอกาสทำตามข้อนี้ได้เลย   นอกเสียจากว่าต้องใช้สิทธิวันลาพักผ่อน   แต่ถ้าเป็นบริษัทเอกชนที่ให้อิสระแก่พนักงานค่อนข้างมากแล้ว   เรื่องนี้ก็พอเป็นไปได้ครับ
     ๒๐.ทำธุรกิจส่วนตัว   ถ้าคุณต้องการที่จะทำได้ทั้งข้อ ๑๔-๑๙ ทั้งหมดเลยนั้น   คุณคงต้องทำธุรกิจส่วนตัวครับ   หลายคนบอกว่า   การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นต้องใช้เงินลงทุนมาก   และมีความเสี่ยงสูง   ใช่ครับ...ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นครับ   แต่ก็ยังมีธุรกิจอีกประเภทหนึ่งที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่   ทำรายได้สูงและมั่นคง   มีความเสี่ยงน้อยมาก   และไม่ต้องลงทุนสูง   นั่นคือ  ธุรกิจเครือข่าย 
     ๒๑.ขอให้ญาติผู้ใหญ่ช่วยเลี้ยงลูกของคุณในช่วงกลางวัน   ถ้าครอบครัวของคุณเป็นครอบครัวขนาดใหญ่(มีปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา)   ก็คงต้องขอให้ญาติผู้ใหญ่เหล่านั้น   ช่วยดูแลลูกของคุณในช่วงกลางวันของวันทำงาน   และคุณรับผิดชอบในช่วงเวลานอกเหนือจากนั้น
     ๒๒.ใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กที่ไว้ใจได้   ถ้าครอบครัวของคุณเป็นครอบครัวขนาดเล็ก(มีแค่พ่อแม่ลูก)   อีกทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่   วิธีที่เป็นไปได้   คือ  ให้ลูกของคุณได้รับการดูแลโดยสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่   ซึ่งคุณควรจะปรึกษาญาติ   เพื่อนบ้าน   เพื่อนที่ทำงาน   ว่าสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งใดบ้างที่มีคุณภาพ และปลอดภัย   ไม่มีปัญหาเด็กถูกพี่เลี้ยงทำร้าย   ไม่มีปัญหาเรื่องอุบัติเหตุ   เป็นต้น
     ๒๓.พ่อแม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกเอง   สำหรับครอบครัวขนาดเล็ก   ถ้าคุณยังไม่ไว้ใจสถานรับเลี้ยงเด็กแล้ว    พ่อ หรือแม่คงต้องลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงดูลูกเองในช่วงกลางวัน   ส่วนคนที่ยังคงทำงานอยู่อีกคนก็คงต้องช่วยเลี้ยงดูลูกในช่วงกลางคืนด้วย
     ๒๔.พ่อแม่ผลัดกันเลี้ยงดูลูกในช่วงตอนเย็น และกลางคืน   หลายสิ่งหลายอย่างจะง่ายขึ้น   เมื่อลูกของคุณเข้าเรียนในโรงเรียนแล้ว   เพียงแต่ว่าพ่อกับแม่ต้องแบ่งงานกันให้ดีๆ   เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ
     ๒๕.เลือกให้ลูกของคุณเรียนในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน   เหตุผลของข้อนี้จะคล้ายกับข้อ ๑๔ และ ๑๕   พ่อแม่หลายคนจะเป็นห่วงเรื่องคุณภาพของโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย   แต่ผมกลับไม่คิดเช่นนั้นครับ   ผมคิดว่า   อนาคตทางหน้าที่การงานของลูก   ขึ้นอยู่กับคุณภาพในการเลี้ยงดูของพ่อแม่ในช่วงวัยเด็ก และวัยรุ่นครับ   ผมได้พบเห็นพ่อแม่ที่ทำตัวเป็น "สัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน" ที่มัวแต่ทำงาน...ทำงาน   และทำงาน   ไม่มีเวลาให้กับลูกอย่างเพียงพอ   สามารถส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพสูง   แต่พอลูกเรียนจบออกมาแล้วเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ   นิสัยเสีย  และไปสร้างปัญหาสังคมอีกมากมาย   ซึ่งพ่อแม่นั่นแหละครับที่ควรพิจารณาคุณภาพของตัวเอง
     ๒๖.อนุญาตให้ลูกดูโทรทัศน์ไม่เกินวันละ ๑ ชั่วโมง โดยมีพ่อแม่นั่งดูอยู่ด้วย   โทรทัศน์มักส่งผ่านข้อมูลที่ไม่ดีมาให้เด็กมากมาย   เช่น   ความโลภ   ความฟุ้งเฟ้อ   ความเกียจคร้าน   ความรุนแรง   ความอิจฉาริษยา   เป็นต้น       พ่อแม่ควรจะพิจารณาเลือกรายการโทรทัศน์ที่มีการส่งผ่านแต่เฉพาะข้อมูลที่ดีๆมาให้เด็ก   และคอยแนะนำให้เด็กรับรู้และเข้าใจ   ว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลที่ไม่ดี และไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง   นอกจากนั้น   การจำกัดเวลาดูโทรทัศน์ จะช่วยให้เด็กนำเวลาที่เหลืออยู่ไปทำกิจกรรมอื่นๆที่มีประโยชน์ได้อีกหลายอย่าง
     ๒๗.พ่อแม่ควรมีปฏิสัมพันธ์กับลูกอย่างน้อยวันละ ๑ ชั่วโมงทุกวัน   พ่อแม่ควรเล่นกับลูกอย่างน้อยวันละ ๑ ชั่วโมง   เพื่อให้เกิดสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูก   สำหรับเด็กโตนั้น ก็ให้พ่อแม่หาโอกาสพูดคุยถามทุกข์สุขกับลูกทุกวัน   เพื่อทำให้ลูกเกิดความเชื่อมั่น และไว้วางใจในตัวพ่อแม่   เผื่อว่าเมื่อลูกมีปัญหาหนักใจอะไรขึ้นมา   จะได้กล้าเอ่ยปากบอก หรือปรึกษาพ่อแม่ได้
     ๒๘.เลือกใช้รถยนต์ยี่ห้อที่มีคนใช้มากที่สุด   เนื่องจากรถยนต์ยี่ห้อที่มีคนใช้มากที่สุดนั้น   จะหาอะไหล่ง่ายกว่า   ค่าซ่อมบำรุงถูกกว่า   รวมทั้งมีศูนย์บริการมากกว่าด้วยครับ
     ๒๙.ขับรถให้ช้าลง   ไม่มีเรื่องใดที่ทำให้คุณต้องรีบจริงๆหรอกครับ   นอกเสียจากว่า   ในรถของคุณมีผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องรีบพาไปส่งโรงพยาบาล...   การขับรถให้ช้าลงมีประโยชน์หลายประการดังนี้
     ๒๙.๑.ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง หรือแก๊สเชื้อเพลิง
     ๒๙.๒.ทำให้คนขับรถและผู้โดยสารรู้สึกตึงเครียดน้อยลง   ถ้าคุณไม่เชื่อละก็...ขอให้คุณลองขับรถด้วยความเร็วสักประมาณ ๑๖๐-๑๘๐ กิโลเมตร/ชั่วโมงดู   แล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่า...นรกกำลังรอคุณอยู่ข้างหน้า
     ๒๙.๓.ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน
     ๒๙.๔.ช่วยฝึกให้ผู้ขับขี่รถยนต์รู้จักการบริหารเวลาให้ดี   เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรีบร้อนในการเดินทางไปให้ทันกำหนดนัดหมายจนเกินไป  
     ๒๙.๕.ช่วยให้ไม่ต้องถูกตำรวจจับเนื่องจากขับรถเร็วเกินกำหนด
     ๒๙.๖.ทำให้มีเวลาได้ชื่นชมธรรมชาติอันงดงาม ๒ ข้างทางในขณะที่ขับรถผ่านไป
     ๓๐.นำรถยนต์เข้าตรวจเช็คสภาพตามระยะเลขไมล์ที่คู่มือการใช้รถกำหนดโดยตลอด   การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น   โดยเฉพาะในกรณีที่รถของคุณมีปัญหาอันเป็นผลมาจากการดูแลรักษาไม่เพียงพอ
     ๓๑.ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น ๑ ทุกปี   การทำเช่นนี้จะช่วยลดความยุ่งยากในชีวิตลง   โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง หรือคู่กรณีได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
     ๓๒.สมัครใช้บริการซ่อมรถฉุกเฉินตลอด ๒๔ ชั่วโมง   วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาชีพที่ต้องเดินทางไกลในต่างจังหวัดบ่อยๆ
     ๓๓.ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างคุ้มค่า   อย่างน้อยก็ควรใช้ให้คุ้มค่าตามอายุการใช้งานของเครื่องแต่ละรุ่น(ประมาณ ๓-๕ ปี)   ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามแฟชั่นจนต้องเปลื่ยนเครื่องกันทุก ๓-๖ เดือน
     ๓๔.ดูโทรทัศน์วันละไม่เกิน ๑ ชั่วโมง   นอกจากการคอยดูแลให้ลูกๆของคุณดูโทรทัศน์ไม่เกินวันละ ๑ ชั่วโมงแล้ว   ตัวของคุณเองก็ต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูกๆของคุณด้วยนะครับ   คุณควรเลือกดูเฉพาะรายการที่ชอบ และอยากดูจริงๆ   แล้วเอาเวลาที่ได้มากขึ้นจากการดูโทรทัศน์น้อยลงไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้อีกหลายอย่างเลยทีเดียว
     ๓๕.อ่านหนังสือพิมพ์ไม่เกินวันละ ๑ ชั่วโมง   หลักการและเหตุผลก็เหมือนข้อ ๓๔.ครับ
     ๓๖.ทำประกันชีวิตให้ตัวเองอย่างน้อย ๑ ฉบับ   เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน   เช่น   อุบัติเหตุ   โรคร้าย   ความพิการ   หรือ   แม้กระทั่งการเสียชีวิต   นอกจากนี้   การทำประกันชีวิตยังนำมาใช้ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลได้อีกด้วย
     ๓๗.ทำกับข้าวรับประทานเองวันละ ๑ มื้อ   วิธีนี้ให้ประโยชน์หลายประการดังนี้
     ๓๗.๑.อย่างน้อย...คุณก็ได้รับผงชูรส   สารเคมี   ยาฆ่าแมลง   รวมทั้งสารก่อมะเร็งที่อาจเจือปนอยู่ในอาหารน้อยลง ๓๐ เปอร์เซ็นต์
     ๓๗.๒.การช่วยกันทำกับข้าว   เป็นการสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครับ   ช่วยให้ครอบครัวอบอุ่นมากขึ้น
     ๓๗.๓.เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการซื้ออาหารนอกบ้านมารับประทาน
     ๓๘.เลือกอยู่อาศัยในบ้านที่มีขนาดพอเหมาะกับจำนวนผู้อยู่อาศัย   วิธีนี้ให้ประโยชน์ดังนี้
     ๓๘.๑.ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา   และซ่อมบำรุงบ้าน
     ๓๘.๒.ช่วยลดเวลา และความยุ่งยากในการทำความสะอาดบ้าน
     ๓๙.ใช้บริการห้องสมุดประชาชน   ร้านหนังสือเช่า   ร้านเช่าดีวีดี   วิธีนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อหนังสือ และดีวีดี
     ๔๐.ฟังวิทยุจากสถานีวิทยุ   วิธีนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อซีดีเพลง   แต่สำหรับตัวผมนั้น   การฟังเพลงตามสถานีวิทยุมีข้อเสียหลายประการ   ได้แก่
     ๔๐.๑.ไม่ค่อยได้ฟังเพลงที่เราอยากฟังจริงๆ
     ๔๐.๒.ต้องทนฟังโฆษณาเยอะมาก(ไม่มีใครอยากฟังโฆษณาหรอกครับ)
     ๔๐.๓.ดีเจในรายการวิทยุส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะเปิดเพลง   มัวแต่พูดๆๆแล้วก็ชวนผู้ฟังเล่นเกมส์ไร้สาระ  
     ดังนั้น   ผมจึงเลือกซื้อซีดีเพลงแทนการฟังรายการวิทยุ
     ๔๑.ไม่ซื้อของเงินผ่อน(ยกเว้นบ้าน และรถยนต์)   เนื่องจากการซื้อของเงินผ่อนจะทำให้เกิดหนี้สินที่จัดอยู่ในประเภท"หนี้ที่เลว"   แต่ความเป็นจริงแล้ว   หนี้ที่ดีก็ยังมีอยู่   เพียงแต่ว่าในที่นี้ไม่เหมาะที่จะต้องมานั่งอธิบายความหมายของหนี้ทั้ง ๒ ประเภท แนะนำให้ท่านผู้อ่านศึกษาความหมายของหนี้ทั้ง ๒ ประเภทจากหนังสือ"พ่อรวยสอนลูก"ที่เขียนโดยโรเบิร์ต คิโยซากิ
     ๔๒.รับประทานอาหารในร้านอาหารนอกบ้านเดือนละ ๒ ครั้ง   ซึ่งถือว่าไม่มาก และไม่น้อยเกินไป   ถือว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ และรสชาติของอาหารบ้าง 
     ๔๓.พยายามคบหาเพื่อนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ   ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินและการลงทุน   รถยนต์   คอมพิวเตอร์   การแพทย์   กฎหมาย และภาษีอากร   งานก่อสร้าง   ไฟฟ้า   ประปา   เป็นต้น   จะช่วยให้คุณมีที่ปรึกษาที่ดี และไว้ใจได้   เพื่อที่คุณจะได้ไม่โดนหลอกลวง หรือหาผลประโยชน์จากคนชั่วที่แฝงอยู่ในวงการเหล่านี้
     ๔๔.อ่านหนังสือธรรมะวันละ ๑๕ นาที   ช่วยให้จิตใจสงบมากขึ้น   คลายความตึงเครียด   และเข้าใจในชีวิตมากขึ้น
     ๔๕.เลิกสูบบุหรี่ และเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ทุกชนิด   คุณจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเลิกซื้อสิ่งเหล่านี้ลงได้มาก   อีกทั้งยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากบุหรี่ และสุราได้อีกมากมาย
     ๔๖.หลีกเลี่ยงการไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์   แต่ถ้าคุณยังยืนยันที่จะไปเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลเหล่านี้แล้ว   คุณคงจะต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่าจะต้องเจอกับ...
     ๔๖.๑.อุบัติเหตุทางท้องถนนจะมากขึ้นอย่างชัดเจน   และคุณอาจจะไม่ได้กลับบ้านอีกเลยถ้า...(คุณคงเข้าใจนะครับ)
     ๔๖.๒.ค่าเช่าห้องในโรงแรม หรือรีสอร์ทจะแพงกว่าปกติมาก
     ๔๖.๓.รถติดมากขึ้นในต่างจังหวัด   แม้กระทั่งในเขตทางหลวง
     ๔๖.๔.สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติจะไม่สงบ และเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกหนวกหูจากกลุ่มคนที่ไม่มีมารยาท   ทำให้คุณเที่ยวไม่สนุก
     ๔๖.๕.คุณจะได้พบเจอกับนักท่องเที่ยวขี้เหล้าเมายาที่ก่อความรำคาญให้คุณไม่เว้นในแต่ละวัน
     ๔๖.๖.การแก่งแย่งจะมากขึ้น   และรุนแรงขึ้น   ทั้งในส่วนของที่พัก   อาหาร   หรือแม้กระทั่งที่จอดรถ
     ๔๖.๗.อาชญากรรมจะมากขึ้นทั้งลักทรัพย์   ทะเลาะวิวาท   ข่มขืน   ฆ่า   เป็นต้น
     ๔๗.ลาพักผ่อนเพื่อไปเที่ยวต่างจังหวัดในวันธรรมดา   ถ้าคุณอยากไปเที่ยวพักผ่อนในต่างจังหวัด   ผมขอแนะนำให้คุณลาพักผ่อนสัก ๓-๗ วัน   ในช่วงวันธรรมดาที่ไม่ใช่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์   แล้วคุณจะรู้ว่ามันเป็นการเที่ยวที่สนุก   และมีความสุขมากกว่ากันเยอะเลย(ถ้าไม่เชื่อ...ก็ลองกลับไปอ่านข้อ ๔๖ อีกทีก็แล้วกัน)
     ๔๘.หาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้บ้านสำหรับการเที่ยวพักผ่อนในวันหยุด   วิธีนี้จะช่วยให้คุณไม่เหนื่อยในการเดินทาง  ประหยัดค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปจากการเดินทางและค่าที่พัก   สถานที่ท่องเที่ยวที่ขอแนะนำ   ได้แก่
     ๔๘.๑.สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติในจังหวัดที่ท่านอยู่   หรือในจังหวัดใกล้เคียง   เช่น   ทะเล   ภูเขา   น้ำตก   เป็นต้น
     ๔๘.๒.สวนสาธารณะ
     ๔๘.๓.สนามกีฬาในท้องถิ่น
     ๔๘.๔.วัดวาอาราม
     ๔๘.๕.พิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่น
     หมายเหตุ   กรุณาอย่าจำกัดชีวิตครอบครัวของคุณให้อยู่แต่กับการนอนดูโทรทัศน์   การเดินห้างสรรพสินค้า   การรับประทานอาหารในร้านอาหารหรูๆ หรือร้านอาหารเฟรนไชส์   และการดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์เลยครับ
     ๔๙.เที่ยวในเมืองไทย    ถ้าท่านไม่ได้เป็นเศรษฐี   ก็โปรดเที่ยวในประเทศไทยเถิดครับ   เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า   และเงินตราไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ
     ๕๐.เป็นตัวของตัวเองดีกว่า   ความเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากครับ   ผมเคยพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเอาอกเอาใจคนอื่น   และหวังว่าจะให้คนมารักมาชอบเรามากๆ   ซึงนั่นเป็นความคิดที่ผิดถนัด   ความเสแสร้งจะทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้นไปอีก   และผู้คนที่อยู่ใกล้คุณจะได้รับพลังแห่งความเสแสร้งเหล่านั้นจากคุณ   ซึ่งจะทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกอึดอัด และไม่อยากเข้าใกล้คุณ   จงเป็นตัวของตัวเองดีกว่าครับ   สบายใจกว่า   อึดอัดใจน้อยกว่า   เครียดน้อยกว่า   และมีความสุขมากกว่าครับ  
     เป็นอย่างไรกันบ้างครับ   สำหรับสิ่งที่ท่านได้อ่านไปแล้วนั้นเป็นเพียงความคิดเห็น   และแนวทางในมุมมองส่วนตัวของผมเท่านั้น   ส่วนท่านผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรนั้น   คงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่านครับ   แต่อย่างน้อย   การเดินทางไปสู่ชีวิตที่สมดุลมากขึ้น   เรียบง่ายมากขึ้น   และยุ่งยากซับซ้อนน้อยลง   น่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการที่จะนำเราไปสู่ความสุขได้...จริงไหมครับ

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สักวันหนึ่ง...อาจจะถึงวันนั้น

     ในแผ่นดินที่มีชื่อว่า "ประเทศไทย" นั้น   ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน   และคาดเดาได้ยาก   อะไรๆก็เกิดขึ้นได้   อย่างน้อย...อดีตและปัจจุบันก็เป็นตัวบ่งบอกอนาคตได้   เราลองมาดูกันว่า   เหตุการณ์ใดบ้างที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตของสยามประเทศแห่งนี้...
     ๑. หนุ่มสาวอายุไม่เกิน ๒๕ ปีทุกคนในประเทศไทย   มีตำแหน่งชนะเลิศ หรือรองชนะเลิศจากการประกวดนางแบบ   นายแบบ   หรือนางงาม   ในงานประกวดต่างๆนับหมื่นงานที่จัดโดยองค์กรต่างๆทั่วประเทศ
     ๒. โทรศัพท์เคลื่อนที่ขายไม่ออกอีกเลยแม้แต่เครื่องเดียว   เพราะคนไทยทั้งประเทศมีโทรศัพท์เคลื่อนที่กันทุกคน   และมีคนละอย่างน้อย ๕ เครื่อง
     ๓. มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจำหน่ายเพียงแค่ ๓ ยี่ห้อในประเทศไทย
     ๔. มีบริษัทค่ายเพลงเหลือแค่ ๒ ค่ายในประเทศไทย
     ๕. ประเทศไทยมีจำนวนพรรคการเมืองทั้งหมดประมาณหนึ่งพันกว่าพรรค
     ๖. นักการเมืองหลายคนถูกโดดเดี่ยว   เนื่องจากย้ายไปเข้าสังกัดพรรคการเมืองจนครบทุกพรรคในประเทศไทย   และไม่มีพรรคการเมืองใดเหลือให้เข้าไปอยู่อีกแล้ว
     ๗. นักธุรกิจผู้จำหน่ายสินค้าในระบบขายตรง   ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้าคนใดได้อีกเลย   เพราะคนไทยทุกคนในประเทศได้สมัครเป็นผู้จำหน่ายของบริษัทขายตรงกันหมดแล้ว
     ๘. มีสถาบันกวดวิชาให้เด็กอายุ ๑ เดือน ถึง ๑ ปี   เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าเรียนในชั้นเรียนเตรียมอนุบาล
     ๙. มีการจัดพิธีสมรสหมู่กันที่ดาวอังคาร
     ๑๐.รัฐบาลต้องจัดตั้งโรงพยาบาลจิตเวชสำหรับเด็กและวัยรุ่น   อย่างน้อยอำเภอละ ๑ แห่ง   เนื่องจากเด็กและวัยรุ่นถูกพ่อแม่ยัดเยียดให้เรียนวิชาเสริมมากเกินไปจนเสียสติ และเป็นบ้ากันไปหลายแสนคน
     ๑๑.นิตยสารฉบับหนึ่งได้จัดอันดับบุคคลที่รวยที่สุดในประเทศไทย ๑๐ อันดับแรก   ปรากฏว่า   ๘ ใน ๑๐ คนดังกล่าว มีอาชีพเป็นอาจารย์สถาบันสอนพิเศษ   หมอนวด   และนักการเมือง
     ๑๒.ก๋วยเตี๋ยวเรือราคาชามละ ๒,๐๐๐ บาท
     ๑๓.ไม่เหลือพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย
     ๑๔.น้ำท่วมถึงยอดภูกระดึง
     ๑๕.ธุรกิจท่องเที่ยวในต่างดาวได้รับความนิยมมาก   เพราะคนไทยเบื่อหน่ายการท่องเที่ยวในโลกมนุษย์เสียแล้ว
     ๑๖.องค์การท่องเที่ยวแห่งโลก   ต้องออกมารณรงค์ให้มนุษย์โลกกลับมาให้ความสนใจการท่องเที่ยวในโลกมนุษย์บ้าง
     ๑๗.๙๗เปอร์เซนต์ของพื้นที่ในประเทศไทย   คือ   ถนนสำหรับรถยนต์
     ๑๘.รถจักรยานยนต์ขายไม่ออกอีกเลยแม้แต่คันเดียว   เพราะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และพิการไปจนหมดแล้ว
     ๑๙.ประเทศไทยเร่งผลิตเจ้าหน้าที่ตำรวจจรราจรเพิ่มอีก ๒ ล้านนาย   เพื่อควบคุมการจราจรบริเวณปากซอย   และทางแยกทุกแห่งในประเทศไทย
     ๒๐.เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาประมาณ ๙๕ เปอร์เซนต์   สะกดคำว่า "คุณธรรม" ไม่ถูกต้อง   และไม่รู้ความหมายของคำนี้
     ๒๑.คนไทยประมาณ ๙๘ เปอร์เซนต์   ไม่รู้จักสัตว์ที่มีชื่อว่า "ช้าง"   และ "พะยูน"
     ๒๒.เด็กอายุ ๓ ถึง ๑๕ ปีทุกคนในประเทศไทยมีอาชีพที่ตนเองใฝ่ฝันอยู่แค่ ๒ อย่าง   คือ   ดารานักร้อง   และ   แอร์โฮสเตส
     ๒๓.เหล่าประชาชนกลุ่มไฮโซฯ ได้ส่งลูกหลานไปเรียนต่อในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยในต่างดาวกันมากขึ้น   โดยเฉพาะในดาวอังคาร
     ๒๔.ทบวงมหาวิทยาลัยต้องว่าจ้างนักโทรจิตระดับมืออาชีพ   เพื่อมาตรวจจับคลื่นกระแสจิตตามสถานที่สอบเอนทรานซ์ทุกแห่ง   เนื่องจากผู้ทุจริตในการสอบได้ใช้วิธีบอกคำตอบของข้อสอบผ่านทางกระแสจิต
     ๒๕.อาชีพแพทย์ได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย   เพราะแพทย์ทุกคนได้ถูกฟ้องร้องจนล้มละลายกันไปหมดแล้ว
     ๒๖.ตัวแทนขายประกันชีวิตทุกคนล้วนตกงานกันหมด   เนื่องจากคนไทยทุกคนได้ทำประกันชีวิตไปแล้วคนละ ๑๐ กรมธรรม์เป็นอย่างน้อย
     ๒๗.ห้างสรรพสินค้าทุกแห่งเก็บค่าบริการจอดรถในอัตราชั่วโมงละ   ๑,๐๐๐ ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท
     ๒๘.รัฐบาลกำหนดให้ทุกหมู่บ้านต้องมีบ้านพักคนชราอย่างน้อย ๒ แห่ง
     ๒๙.นักบินอวกาศลูกครึ่งไทย-อเมริกันคนแรก   ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย   ให้มารับปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
     ๓๐.รัฐบาลไทยต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินที่อยู่นอกโลก   เพื่อมาชำระหนี้แก่สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ในโลก
     ๓๑.ออกซิเจนอัดกระป๋อง   เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มียอดขายสูงที่สุด
     ๓๒.มีชุดทดสอบการติดเชื้อไวรัสโรคเอดส์   จำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป   และหาซื้อได้ง่ายเหมือนชุดทดสอบการตั้งครรภ์
     ๓๓.พระราชบัญญัติการจราจรทางบกฉบับใหม่   ได้กำหนดโทษผู้ขับขี่รถยนต์ที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย   และผู้ขับขี่จักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย   ให้มีโทษต่ำสุด คือ จำคุกตลอดชีวิต   และโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิต ๗ ชั่วโคตร
     ๓๔.แบบสอบถามของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง   ได้เปิดเผยข้อมูลว่า   อายุต่ำสุดของคนไทยที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก   คือ   ๕ ปี
     ๓๕.รัฐบาล และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของทุกจังหวัดในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินโครงการประจำปีตามแผนที่วางไว้ได้เลย   เพราะต้องทุมเทกำลังคนและเวลาของหน่วยงานทั้งหมดไปกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภัยธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ในทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย
     ๓๖."ชุดถุงยังชีพ"   เป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในร้านสะดวกซื้อทุกแห่งในประเทศไทย
     ๓๗.บริษัทรถยนต์อย่างน้อย ๓ แห่งในประเทศไทยได้เปิดตัวรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่สามารถแล่นในน้ำได้   ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุด
     ๓๘.ดีวีดี เดี่ยวไมโครโฟน ครั้งที่ ๙๙ ของอุดม แต้พานิช เริ่มมีวางจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อทุกแห่งทั่วประเทศ
     ๓๙.บริษัทโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่งในประเทศไทยได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถถ่ายรูป,ถ่ายวีดีโอ,เล่นอินเตอร์เน็ต,ดูหนัง,ฟังเพลง,ทำกับข้าว,ซักผ้า,รีดผ้า,ตัดผม,ล้างจาน,กวาดบ้าน,เลี้ยงเด็ก,ล้างห้องน้ำ,พาสุนัขไปเดินเล่น,........................................,และแปลงร่างเป็นรถยนต์ได้...
     ๔๐.ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วละก็   ขออะไรสักอย่างนะจ๊ะ...อย่าซีเรียส...
   

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

หนังก็คือหนัง...วันยังค่ำ

      สวัสดีครับ   ท่านผู้อ่านทุกท่าน   คงไม่มีใครปฏิเสธว่า   การดูหนังหรือภาพยนตร์นั้นเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่   เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย   ไม่เสียค่าใช้จ่ายมากเกินไป   แถมยังสนุกและมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการอยู่แล้ว   สำหรับท่านที่ดูหนังมากๆ และสม่ำเสมอ คงจะเริ่มสังเกตุเห็นบางสิ่งบางอย่างที่หนังยอดนิยมมีร่วมกัน   โดยที่ปัจจัยบางอย่างก็ขึ้นอยู่กับยุคสมัยด้วย
     เอาละครับ...เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าหนังยอดนิยมทั้งหลาย มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างไรบ้าง   ซึ่งผมคิดว่าถ้าหนังขาดเอกลักษณ์เหล่านี้ไปแล้ว   ก็อาจจะทำให้ดูไม่ค่อยเหมือน"หนัง"สักเท่าไหร่   อย่างไรก็ตาม   ถ้าหนังเหล่านี้มีความเป็น"หนัง"มากเกินไปแล้ว   ก็คงจะทำให้น่าเบื่อหน่ายได้เหมือนกัน
     ๑. พระเอกกับนางเอกมักจะมีฐานะแตกต่างกัน   เช่น   พระเอกเป็นลูกชายประธานบริษัท   และนางเอกมาสมัครงานเป็นลูกจ้างบริษัท   เป็นต้น(หนังไทย)
     ๒. ถ้าเป็นหนังที่พระเอกมีฐานะต่ำต้อย   และมารู้จักกับนางเอก   แล้วในฉากสุดท้ายของเรื่อง   พระเอกมักจะเปิดเผยตัวจริง ว่าตนเองเป็นตำรวจปลอมตัวมา   และมักจะมียศอย่างต่ำเป็นร้อยตำรวจตรีขึ้นไป(หนังไทย)
     ๓. หนังมักจะเริ่มต้นด้วยการที่นางเอกและพระเอกไม่ชอบหน้ากัน   และจบลงด้วยการหลงรักและแต่งงานอยู่ร่ำไป(หนังไทยและฝรั่ง)
     ๔. ในฉากการต่อสู้ในตอนท้ายๆของเรื่อง   ไม่ว่าพระเอกกับผู้ร้ายจะมีอาวุธในมือกันมากมายเพียงใดก็ตาม   แต่ในที่สุดก็จะทิ้งอาวุธทั้งหมด   และใช้มือเปล่าเข้าต่อสู้ตะลุมบอนกันทุกที   โดยไม่ทราบสาเหตุว่า   โยนอาวุธทิ้งไปทำไม?(หนังทุกประเทศ)
     ๕. หัวหน้าผู้ร้ายมักจะตายยากกว่าลูกน้อง   และมักจะตายหลังลูกน้องคนอื่นๆ   ซึ่งจริงๆแล้ว   ในบางครั้ง   การต่อสู้กันด้วยปืนในช่วงชุลมุนนั้น   หัวหน้าผู้ร้ายอาจถูกลูกหลงและตายไปก่อนที่ลูกน้องจะตายกันหมดก็เป็นได้   แต่ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน   และหัวหน้าผู้ร้ายมักจะถูกพระเอกยิงหลายนัด   ถึงจะยอมตายกันได้   ไม่รู้ว่าจะหนังเหนียวไปถึงไหน(หนังทุกประเทศ)
     ๖. ถ้าเป็นเรื่องของคดีฆาตกรรมที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน   ซึ่งเรามักจะคาดเดาลำบากว่า   ใครคือฆาตกรตัวจริงกันแน่   แต่แล้ว...เมื่อถึงช่วงสถานการณ์สุกงอมเข้าขั้นวิกฤต   ฆาตกรก็มักจะออกมาสารภาพต่อหน้าพระเอก หรือนางเอกเสียเอง   แถมยังเล่าเหตุการณ์โดยละเอียดว่า   เหตุการณ์เป็นอย่างไรมาอย่างไรบ้าง   คงเป็นเพราะเกรงว่า   พระเอก หรือนางเอกจะไม่เข้าใจสิ่งที่ตนเล่า(หนังฝรั่ง)
     ๗. ผู้ร้ายในหนังมักจะประมาท   สังเกตุได้จาก   เวลาที่มีฉากยิงต่อสู้กัน   ผู้ร้ายมักจะโผล่ออกมาจากที่กำบัง   และยืนจังก้ายิงต่อสู้อย่างไม่ระมัดระวัง   ไม่ยอมนอนราบยิงอย่างที่ควรจะทำ   สุดท้ายก็เลยได้ตายสมใจ ซึ่งเป็นการตายที่ง่ายเกินไป(หนังทุกประเทศ)
     ๘. ในหนังที่มี"สัตว์ประหลาด"(รวมทั้งปีศาจและมนุษย์ต่างดาว)   พระเอก หรือนางเอกมักจะสะเพร่าเลินเล่อในการกำจัดสัตว์ประหลาดพวกนี้ให้สิ้นซากจริงๆ   ทำให้มีสัตว์ประหลาดที่ยังไม่ตายหลงเหลืออยู่เพื่อไปอาละวาดในหนังภาคต่อไป(หนังฝรั่ง)
     ๙. รสนิยมของพระเอก หรือนางเอกในเรื่องรถยนต์นั้น   จะวนเวียนอยู่แค่รถสปอร์ตเปิดประทุน กับรถขับเคลื่อนสี่ล้อ(SUV)เป็นส่วนใหญ่(หนังฝรั่ง)
     ๑๐.พระเอก หรือนางเอกมักเป็นคนไม่รักทรัพย์สมบัติของตัวเอง   ซึ่งสังเกตุได้จากเวลาลงจากรถทีไรไม่เคยล็อคประตูรถเลย(หนังฝรั่ง)
     ๑๑.ไม่ว่าสถานการณ์จะแย่เพียงใด   พระเอก หรือนางเอกก็มักจะ"รอดตัว"ได้เสมอ(หนังทุกประเทศ)
     ๑๒.ตัวละครหลายตัวมักตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างขาดเหตุผลที่เหมาะสม   เช่น   ทีมค้นหาไดโนเสาร์ในเรื่อง THE LOST WORLD ประสบปัญหารถคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ตกเหว   และแก้ปัญหาด้วยการเอารถMercedes Benz M-classคันเล็กๆไปพยายามลากรถคอนเทนเนอร์ขึ้นมา...สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ(หนังฝรั่ง)
     ๑๓.ในหนังผี   ตุ่มน้ำมักจะมีปริมาตรมากกว่าปกติ   สังเกตได้จากคนไม่น้อยกว่า ๑๐ คนวิ่งหนีผี(โดยเฉพาะผีปอบ)ไปลงในตุ่มใบเดียวกันได้หมด(หนังไทย)
     ๑๔.เวลาตัวละครที่แสดงเป็นสามีกลับจากที่ทำงานมาถึงบ้าน   มักมาเจอภรรยากำลังทำกับข้าวอยู่ทุกทีไป   และมักจะมีการกอดจูบกันจนถึงขั้นเต้นรำด้วยกัน   ทำให้สงสัยว่า   ภรรยาคงมัวแต่ทำกับข้าวทั้งวัน(หนังฝรั่ง)
     ๑๕.พระเอกมักจะขับขี่ยานพาหนะได้หลายอย่าง   ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน   มอเตอร์ไซค์   รถบรรทุก   รถแทรกเตอร์   เรือยนต์   เจทสกี   เฮลิคอปเตอร์   เครื่องบินไอพ่น...จนกระทั่ง...ยานอวกาศ   ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปฝึกมาจากไหน   นอกจากนั้นยังสามารถใช้อาวุธทุกประเภท   อุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์  และคอมพิวเตอร์ได้ชำนาญอย่างไม่มีที่ติ(หนังฝรั่ง)
     ๑๖.ตัวละครสำคัญที่รู้ความลับว่า   ผู้ร้ายคือใคร   มักจะถูกทำร้ายจนปางตาย   และก็มักจะเหลือลมหายใจรวยรินในเวลาที่พระเอก หรือนางเอกไปพบเข้า   จากนั้น   พระเอก หรือนางเอกก็จะพยายามถามว่า   ใครคือผู้ร้าย   เขาผู้นั้นก็ไม่ยอมปริปากบอกเสียที   ได้แต่ส่งเสียงอึกอักเหมือนกำลังจะขาดใจ   และสุดท้าย   เขาก็ไม่เคยบอกได้ทันเลยว่า   ใครคือผู้ร้าย   เพราะจะขาดใจตายไปก่อนทุกที(หนังทุกประเทศ)
     ๑๗.คุณหมอมักไม่ค่อยใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยที่มีอาการหนักมาก   ส่วนใหญ่จะจัดให้แค่หน้ากากออกซิเจนเท่านั้น(หนังไทยและหนังฝรั่งบางเรื่อง)
     ๑๘.ตัวละครที่ถูกยิงมักจะมีเลือดออกทางปาก   รวมทั้งจอมยุทธ์ที่ถูกพลังฝ่ามือกระแทกบริเวณหน้าอกหรือหน้าท้องด้วย   ซึ่งชวนให้สงสัยเหมือนกันว่า   เลือดออกมาจากเส้นเลือดเส้นไหน?(หนังทุกประเทศ)
     ๑๙.พระเอกกับนางเอกมักมีรสนิยมชอบวิ่งไล่กันบนเนินเขาที่มีทุ่งหญ้า   รวมทั้งชอบวิ่งหลอกล่อกันตามต้นไม้ใหญ่(หนังอินเดีย)
     ๒๐.ไม่ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของรังที่อยู่ของผู้ร้ายจะแน่นหนามากเพียงใดก็ตาม   พระเอกก็มักจะมีช่องทางแอบบุกเข้าไปในรังของผู้ร้ายได้สำเร็จทุกทีไป(หนังฝรั่ง)
     ๒๑.ผู้ที่แสดงเป็น"หมอ"ในสมัยก่อนมักจะ"อาวุโส"และ"อ้วนลงพุง"   แต่ในหนังยุคหลังๆมานี้   หมอมักจะดู"หนุ่มและผอม"กว่าเดิม   ก็เลยทำให้สงสัยว่า   หมออาวุโสและอ้วนไปอยู่ที่ไหนกันหมด(หนังไทย)
     ๒๒.ตัวละครในหนังมักจะมีฐานะร่ำรวยเป็นส่วนใหญ่   ซึ่งสังเกตุได้จากเวลาที่เจ็บป่วยมักจะได้นอนพักรักษาตัวที่"ห้องพิเศษ"ของโรงพยาบาลเอกชนทุกทีไป(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๒๓.ในหนังสมัยก่อน   บ้านพระเอก หรือนางเอกมักจะใหญ่โตเหมือนปราสาทราชวัง   และมีคนรับใช้นับสิบคน   แต่ในยุคหลังๆมานี้   บ้านมักจะมีขนาดเล็กลง   และมีคนรับใช้แค่ ๑ คน หรือไม่มีเลย(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๒๔.ละครมักจะมีฉากหลักอยู่แค่ ๓ ฉาก   คือ ฉากเจ้านายกินข้าว   ฉากคนรับใช้จับกลุ่มนินทาเจ้านาย   และฉากไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๒๕.นางเอกมักจะดื่มนมสดก่อนนอน   และมักจะดื่มน้ำส้มคั้นเวลารับประทานอาหารในร้านอาหารนอกบ้าน(ละครโทรทัศน์ไทย)  
     ๒๖.ถ้ามีฉากงานเลี้ยงสังสรรค์ใกล้สระว่ายน้ำแล้วมักจะมีคนอย่างน้อย ๑ คนพลัดตกลงไปในสระว่ายน้ำ   ซึ่งมักเป็น"ตัวอิจฉา"(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๒๗."ตัวอิจฉา"มักจะใจร้อน   พูดเสียงดัง   และสวยน้อยกว่านางเอก(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๒๘.ในการแข่งขันกีฬา   ฝ่ายพระเอก หรือนางเอกมักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ก่อนในช่วงแรกของเกมส์  แต่ในที่สุดก็สามารถพลิกกลับมาเอาชนะได้แม้กระทั่งในนาทีสุดท้าย   จากนั้น   พระเอก หรือนางเอก หรือโคช ก็จะถูกกลุ่มนักกีฬาพากันจับโยนขึ้นลงๆด้วยความดีใจ(หนังทุกประเทศ)
     ๒๙.พระเอกมักจะยิงปืนแม่นกว่าผู้ร้าย   ในขณะที่ผู้ร้ายยิงกี่นัดๆก็ไม่ค่อยจะโดนพระเอกเลย(หนังทุกประเทศ)
     ๓๐.ในหนังประเภทเขย่าขวัญสั่นประสาท   เมื่อตัวละครที่เป็น"เหยื่อ"เดินเข้าไปในสถานที่ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกฆ่า   หนังมักจะกระตุกอารมณ์คนดูด้วยการหาคนอื่น หรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ฆาตรกรเข้าไปประชิดตัว"เหยื่อ"เสียก่อนพอเป็นออร์เดิฟ   เช่น   ให้เพื่อนของเหยื่อเอามือตะปบไหล่ของเหยื่อ   ให้แมวกระโดดผ่านหน้าเหยื่อ   เป็นต้น   หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงที่"เหยื่อ"จะถูกฆ่าจริงๆ(หนังฝรั่ง)
     ๓๑.เวลาที่ตัวละครในบ้านทะเลาะกันรุนแรง   ตัวละครอาวุโสที่มักแสดงเป็นพ่อแม่ของพระเอก หรือนางเอก   มักจะเกิดความเครียดอย่างรุนแรงจนกระทั่งมีอาการเจ็บหน้าอก   หรือเป็นลมหมดสติ   จนต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล...ประมาณว่าโรคหัวใจกำเริบ(ละครโทรทัศน์ไทย)
     ๓๒.ในหนังมักจะมีชาวอเมริกัน-เอเชียมาร่วมแสดงเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานใหญ่ๆอย่างน้อย ๑ คน(หนังฝรั่ง)
     ๓๓.ถ้ามีเหตุการณ์วิกฤติ   เช่น   ระเบิดเวลากำลังจะระเบิด   พระเอก หรือนางเอกมักจะไม่สามารถถอดสลักระเบิดได้ภายในเวลาอันรวดเร็วนัก   แต่มักจะถอดสลักระเบิดได้สำเร็จในเวลาที่"จวนเจียน"จริงๆทุกทีไป   ซึ่งก็คือ   ไม่เกิน ๕ วินาทีก่อนระเบิด(หนังฝรั่ง)
     ๓๔.ในหนังแอคชั่นที่มีปฏิบัติการชั่วร้ายที่สำคัญ   และมีการนัดพบกันในสถานที่ลับสุดยอด   ในช่วงเวลาที่พบกันมักจะเป็นเวลาที่ฝนตกหนักทุกทีไป...ทำไมไม่รอให้ฝนหยุดก่อนก็ไม่ทราบเหมือนกัน(หนังฝรั่ง)
     ๓๕.พระเอก หรือนางเอก...รวมทั้งผู้ร้ายด้วยนั่นแหละ มักใช้รถไม่ค่อยทะนุถนอม   ออกรถเร็ว   เลี้ยวรถด้วยความเร็วสูงจนท้ายรถปัดไปปัดมา(หนังฝรั่งและจีน)
     ๓๖.พระเอกคนเดียวมักจะสู้กับผู้ร้ายได้ทั้งฝูง(หนังฝรั่งและจีน)
     ๓๗.ผีไทยมักจะมีหน้าตาที่อัปลักษณ์กว่าผีประเทศอื่นๆ   ส่วนผีสัตว์เป็นผีที่หาดูยากมากทั้งๆที่ในแต่ละวันมีสุนัขถูกรถชนตายเป็นเบือ
     ๓๘.ถ้าผู้ร้ายอยู่ใกล้หน้าต่าง   หรืออยู่ริมแม่น้ำ   แล้วถูกพระเอกยิง   ร่างกายของผู้ร้ายมักจะกระเด็นกระดอนไปไกลจนหลุดออกจากหน้าต่าง   หรือตกจากราวสะพานลงไปในแม่น้ำ(หนังทุกประเทศ)
     ๓๙.ตำรวจมักจะมาถึงที่เกิดเหตุหลังจากการต่อสู้ได้ยุติลงไปแล้ว(หนังทุกประเทศ)
     ๔๐.ตำรวจทางหลวงที่เรียกรถของผู้ร้ายให้หยุด   มักจะถูกผู้ร้ายฆ่าตายเป็นประจำ(หนังฝรั่ง)
     ๔๑.เวลาที่พระเอก หรือนางเอก หรือ"เหยื่อ"วิ่งหนีผู้ร้ายในอาคารต่างๆ   มักจะวิ่งหนีไปเจอแต่ประตูที่ล็อคไว้อยู่เรื่อยเลย   หรือพอจะหนีไปทางลิฟต์   ลิฟต์ก็ดันไม่มาสักที(หนังทุกประเทศ)
     ๔๒.เหตุการณ์สำคัญในหนังมักเกิดในอเมริกา   และวีรบุรุษที่ช่วยกู้สถานการณ์อันวิกฤติมักจะเป็นชาวอเมริกันซึ่งจะเห็นได้ชัดจากเรื่อง ID4,MARS ATTACKS เป็นต้น(หนังฮอลลีวูด)
     ๔๓.ในหนังชีวิต หรือDRAMAมักจะมีเหตุการณ์ที่พระเอก หรือนางเอกมายืนพูดคำคม หรือสุนทรพจน์ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากในแง่ของความเป็นธรรมในสังคม   ซึ่งมักจะเป็นฉากที่ซาบซึ้งกินใจ หรือเรียกน้ำตาผู้ชมได้มาก   และสุดท้ายก็จบลงด้วยชัยชนะของความถูกต้อง   ซึ่งจะพบฉากนี้ได้ใน A TIME TO KILL,SCENT OF A WOMEN,PATCH ADAM เป็นต้น(หนังฝรั่ง)
     ๔๔.พระเอก หรือนางเอกตายยากจริงๆ(หนังทุกประเทศ)
     ๔๕.ยังมีอีกเยอะเลย...
     ดูๆแล้ว   จะเห็นว่า   การทำภาพยนตร์ หรือหนังก็มีสูตรสำเร็จที่คล้ายคลึงกัน   ซึ่งมีทั้งสูตรสำเร็จประจำชาติ   และสูตรสำเร็จสากลที่หลายๆชาติใช้เหมือนๆกัน   สำหรับ"คนทำหนัง"ที่ต้องการให้หนัง"ขายได้"ก็คงต้องย่ำตามรอยเดิมกันต่อไปตามสูตรสำเร็จพวกนี้   แต่สำหรับคนทำหนังที่ต้องการมุมมองใหม่ๆ   ไม่ซ้ำซากจำเจ   ก็คงต้องพยายามหลีกเลี่ยงสูตรสำเร็จเหล่านี้   และคงต้องยอมเจ็บตัวกันสักหน่อยนะครับ   สวัสดีครับ

                                             -------------------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

แผนพัฒนาตนเอง เพื่อก้าวสู่ความเป็นบุคคลร่วมสมัย

     คำแนะนำก่อนการใช้แผนฯ
     ๑. ใช้ได้เฉพาะคนไทยเท่านั้น
     ๒. บิดามารดาต้องมีส่วนร่วมในการใช้แผนด้วย สำหรับในช่วงชีวิต ๒๐ ปีแรกของบุตรธิดา
     ๓. ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ในกรณีที่บุคคลใดไม่ใส่ใจในการปฏิบัติตามแผนนี้   แต่ต้องยอมรับว่า  อาจถูก "ดูหมิ่น"   "ดูถูก"   "กระแนะกระแหน"   '"เหยียดหยาม"   ฯลฯ   จากผู้คนรอบข้างส่วนใหญ่ในสังคม และอาจถูกตีตราว่าเป็นพวก "แอ๊บ" (Abnormal person)ได้
     ๔. ผู้เขียนไม่แน่ใจในคุณประโยชน์อันแท้จริงของแผนนี้   คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย ในการเข้าสังคมจอมปลอมอย่างเช่นสังคมไทยในปัจจุบัน (โดยเฉพาะในกลุ่มพวกไฮโซไซตี้)
     ๕. เป็นตัวคุณเองนั่นแหละ.....ดีที่สุด
     ๖. กิ้งก่าเปลี่ยนสีได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
     ๗.กิ้งก่าเปลี่ยนสีช่วยหลอกศัตรู   แต่มนุษย์เปลี่ยนสี ทำได้แค่ "หลอกตัวเอง" เท่านั้น


     สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน   ในครั้งนี้   ผมมี "แผน" ที่น่าสนใจมาเสนอต่อท่านเป็นแผนที่มีประโยชน์ไม่มากก็น้อย   ก่อนอื่นนั้น   ท่านควรต้องรู้จักคำว่า "กระแส" และ "ร่วมสมัย" เสียก่อน
     "กระแส" มีความสำคัญมากในสังคมไทย   เพราะการปฏิบัติตัว "ตามกระแส" จะทำให้ท่านเป็นที่ยอมรับในสังคม  เพราะการ "ตามกระแส" เป็นการกระทำของ "ชนกลุ่มใหญ่" ในสังคม   แต่ถ้าท่านปฏิบัติตัว "ทวนกระแส" แล้ว   ท่านก็อาจจะดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความยากลำบากมากยิ่งขึ้น
     ส่วนการเป็นบุคคลร่วมสมัย  หมายถึง   การปฏิบัติตัวได้กลมกลืนกับผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในยุคสมัยนั้น   ดังนั้น   อาจกล่าวได้ว่า   คำว่า "ร่วมสมัย" นั้นใกล้เคียงกับคำว่า "ตามกระแส" มาก   เราลองมาดูกันว่า   ควรปฏิบัติตัวอย่างไร   จึงจะได้ชื่อว่าเป็น "บุคคลร่วมสมัย"

     หมวดที่ ๑.   ข้อปฏิบัติสำหรับบิดามารดา เพื่อให้บุตรธิดาเป็นบุคคลร่วมสมัย
     ๑.๑. คลอดบุตรโดยการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องที่โรงพยาบาลเอกชน
     ๑.๒. ให้ลูกดื่มน้ำนมแม่น้อยๆ   และดื่มนมผสมมากๆ 
     ๑.๓. จ้างพี่เลี้ยงเด็กมาเลี้ยงลูก   และให้เวลาในการเลี้ยงลูกตัวเองน้อยกว่าพี่เลี้ยง
     ๑.๔. ให้ลูกเรียนพิเศษก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาล
     ๑.๕. เลือกโรงเรียนอนุบาลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศให้ลูกเข้าเรียน
     ๑.๖. เริ่มฝึกให้ลูกเล่นกีฬาในช่วงก่อนอายุ ๕ ปี เฉพาะประเภทต่อไปนี้
             ก.ว่ายน้ำ
             ข.เทนนิส
     ๑.๗. เริ่มฝึกให้ลูกเรียนดนตรีหรือการแสดงในช่วงก่อนอายุ ๕ ปี เฉพาะประเภทต่อไปนี้
             ก. เปียนโน
             ข. อิเลคโทน
             ค. บัลเลต์
     ๑.๘. บำรุงบำเรอลูกด้วยของเล่นราคาแพง
     ๑.๙. ให้ลูกเรียนพิเศษก่อนเข้าโรงเรียนระดับประถมศึกษา
     ๑.๑๐.เลือกโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ให้ลูกเข้าเรียน และยิ่งถ้าเป็นโรงเรียนนานาชาติได้ก็ยิ่งดี
     ๑.๑๑.เริ่มฝึกให้ลูกเล่นกีฬาในช่วงอายุ ๕-๑๕ ปี เฉพาะประเภทต่อไปนี้
               ก. ขี่ม้า
               ข. กอล์ฟ
               ค. เจทสกี
     ๑.๑๒.ให้ลูกเรียนพิเศษก่อนเข้าโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา
     ๑.๑๓.เลือกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับประเทศให้ลูกเข้าเรียน และยิ่งถ้าเป็นโรงเรียนนานาชาติได้ก็ยิ่งดี
     ๑.๑๔.ถ้าไม่เลือกข้อ ๑.๑๓.แล้ว   ก็ต้องส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับ high school โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา   อังกฤษ   หรือ ออสเตรเลีย
     ๑.๑๕.ให้ลูกเรียนพิเศษก่อนเข้ามหาวิทยาลัย
     ๑.๑๖.เลือกมหาวิทยาลัยปิดที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ   และคณะที่เป็นที่นิยมให้ลูกเข้าเรียน
     ๑.๑๗.ถ้าเลือกมหาวิทยาลัยเอกชน   ให้เลือกเฉพาะมหาวิทยาลัยกรุงเทพ   มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย   มหาวิทยาลัยรังสิต   และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต
     ๑.๑๘.ถ้าไม่เลือกข้อ ๑.๑๖. หรือ ๑.๑๗.แล้ว   ก็ต้องส่งลูกไปเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ และพยายามประกาศให้คนอื่นรู้ด่วยว่า   ลูกตัวเองไปเรียนต่างประเทศแล้ว

     หมวดที่ ๒   ข้อปฏิบัติสำหรับบุตรธิดา เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
     ๒.๑. เลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์   อักษรศาสตร์   บริหารธุรกิจ   และถ้าเป็นหลักสูตรนานาชาติแล้ว จะดีมาก
     ๒.๒. ถ้าผู้ใหญ่ถามเกี่ยวกับการเลือกสาขาที่เรียน   ก็ต้องตอบว่า   เลือกสาขาด้วยตัวเองเสมอ   ไม่ได้เลือกตามที่พ่อแม่ขอ หรือสั่งให้เลือก
     ๒.๓. เลือกเรียนสาขาที่ทำเงินได้มาก   แต่เป็นงานที่สบาย
     ๒.๔. เลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวเฉพาะยี่ห้อ BMW, HONDA และ TOYOTA
     ๒.๕. ผู้หญิงต้องใส่ชุดนักศึษาเป็นเสื้อรัดรูปแขนสั้นๆ   กระโปรงรัดรูปสั้นเหนือเข่า ย้อมผมสีอื่นที่ไม่ใช่สีดำ   ไม่ใส่แว่นตา   ใช้เลนส์สัมผัส หรือไม่ก็ทำเลสิกไปเลย  ใส่รองเท้าส้นตึก หรือรองเท้าแตะพื้นบางๆ   มือขวา หรือไหล่ขวาให้ถือ หรือสะพายกระเป๋าใบละ ๓๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป   มือซ้ายถือโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด   และพยายามใช้โทรศัพท์ในบริเวณที่มีคนพลุกพล่านให้มากที่สุด   ยิ่งเดินไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วยแล้ว จะเท่สุดสุด    และขอย้ำว่า  ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างต้องแบรนด์เนมเท่านั้น
     ๒.๖. ผู้ชายต้องใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว   กางเกงสแลคเนื้อผ้าและลายเท่ๆ   รองเท้าคัตชูขัดมัน   และนาฬิกาแบบสปอร์ต   เสื้อผ้าให้ใช้แบรนด์แนมทุกชิ้น
     ๒.๗. ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟน   และพยายามใช้โทรศัพท์ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน
     ๒.๘. ต้องขับรถยนต์ให้เป็น   โดยที่แก้ปัญหาเกี่ยวกับรถไม่เป็นเลยก็ไม่เป็นไร   และไม่ควรขี่จักรยานเป็น
     ๒.๙. เลือกฟังเพลงไทยเฉพาะของค่ายแกรมมี่   และอาเอสโปรโมชั่นเท่านั้น   ส่วนเพลงสากล   ให้ฟังเฉพาะอัลบั้มรวมฮิตทั้งหลาย,LADY GAGA, TAYLOR SWIFT,BRITNEY SPEAR,ERIC CLAPTON,THE EAGLE   และวงบอยแบนด์ของเกาหลี
     ๒.๑๐.ดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์เฉพาะเรื่องที่คนส่วนใหญ่เขาดูกันในแต่ละช่วงเวลา
     ๒.๑๑.เวลามีนัดกับเพื่อนๆ   ให้นัดกันที่สยามสแควร์  สยามเซ็นเตอร์   หรือสยามพารากอน   และไม่ควรไปตรงเวลา(ให้ไปสายเสมอ)
     ๒.๑๒.เลือกชอปปิ้งเฉพาะสถานที่ต่อไปนี้
               ก. สยามสแควร์   สยามดิสคัฟเวอร์รี่เซนเตอร์   สยามพารากอน  และเซนทรัลเวิร์ลเซนเตอร์
               ข. เซนทรัลลาดพร้าว   และเมเจอร์ซินีเพล็กซ์รัชโยธิน
               ค. เซนทรัลปิ่นเกล้า   และเมเจอร์ซินีเพล็กซ์ปิ่นเกล้า
               ง. ดิเอ็มโพเรี่ยม
     ๒.๑๓.เลือกรับประทานมื้อหลัก และอาหารว่างที่...
               ก.โออิชิ   ฟูจิ   หรือร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า
               ข. พิซซ่าฮัท   หรือพิซซ่าคัมพานี
               ค. เอ็มเคสุกี้
               ง. เคเอฟซี
               จ. แมคโดนัล
               ฉ. เอสแอนพี
               ช. กัลปพฤกษ์
               ซ.คริสปี้ครีม
     ๒.๑๔.เวลาคุยกับคนทั่วๆไป ให้บอกว่า   ตัวเองชอบฟุตบอลมาก   แต่ถ้าคุยกับพวกไฮโซ   ให้บอกว่าตัวเองชอบขี่ม้า   หรือตีกอล์ฟ   หรือดำน้ำมากเลยหล่ะ
     ๒.๑๕.ต้องใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็น  และใช้คอมพิวเตอร์ให้พอรู้แค่งูๆปลาๆก็พอ...ไม่ต้องรู้จริง
     ๒.๑๖.ใช้บริการสปอร์ตคลับ หรือฟิตเนส   ไม่ใช้สนามกีฬาธรรมดา
     ๒.๑๗.ใช้แต่ลิฟต์   ไม่เดินขึ้นบันได.
     ๒.๑๘.ข้ามถนนใต้สะพานลอย
     ๒.๑๙.อ่านหนังสือที่มีแต่รูปภาพ   และมีตัวอักษรไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซนต์ของพื้นที่หน้ากระดาษทั้งหมด
     ๒.๒๐.เมื่อมีเวลาว่าง  ให้ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู   อย่าอ่านหนังสือ
     ๒.๒๑.สำหรับการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด  ให้ไปพัทยา,เกาะเสม็ด,หัวหิน หรือเชียงใหม่ เท่านั้น
     ๒.๒๒.ถ้าคุยกับวัยรุ่น   ให้บอกว่าชอบดื่มสมูตตี้ หรือชาไข่มุก   ถ้าคุยกับผู้ใหญ่   ให้บอกว่าชอบดื่มไวน์
     ๒.๒๓.มีบัตรเครดิตอย่างน้อย ๑ ใบ
     ๒.๒๔.เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทขายตรงอย่างน้อย ๑ บริษัท
     ๒.๒๕.สมัครเข้าประกวดนางแบบ นายแบบ หรือนางงาม อย่างน้อย ๑ งาน(เฉพาะผู้ที่รู้ว่าตัวเองหล่อหรือสวย) 
     ๒.๒๖.ถ้าประสบความสำเร็จจากข้อ ๒.๒๕.แล้ว   ให้พยายามออกอัลบั้มเพลงให้ได้อย่างน้อย ๑ อัลบั้ม(ถึงร้องเพลงไม่เก่ง ก็ไม่เป็นไร)
     ๒.๒๗.ขยันไปเดินตามสถานที่สำคัญ เช่น   สยามเซ็นเตอร์   สยามสแควร์   เซนทรัลเวิร์ลเซ็นเตอร์ ฯลฯ   เพื่อให้'แมวมอง'เห็น
     ๒.๒๘.เข้าสู่วงการบันเทิงตามลำดับขั้นตอน   ดังนี้
               ก.นางแบบ หรือนายแบบโฆษณา
               ข.พระเอก หรือนางเอกมิวสิควิดีโอ
               ค.ประกวดนายแบบ หรือนางแบบ หรือนางงาม
               ง.ดารานักแสดง(ละครโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์)
               จ.นักร้อง(ที่ร้องเพลงไม่เป็น)
     ๒.๒๙.หัดใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อยตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา
     ๒.๓๐.ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใดก็ตาม   ให้บอกผู้ใหญ่ว่า   การเรียนต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
     ๒.๓๑.ฝึกร้องเพลงคาราโอเกะให้คล่อง
     ๒.๓๒.รายชื่อหนังสือในดวงใจต้องเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเท่านั้น
     หมวดที่๓   ข้อปฏิบัติสำหรับคนวัยทำงาน
     ๓.๑. ทำงานน้อยๆ   เสนอหน้าต่อเจ้านายมากๆ
     ๓.๒. พยายามทำให้คนที่ทำงานเห็นว่า   เราเก่งคอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ
     ๓.๓. ถ้ามีเวลาว่าง   ให้หยิบเฉพาะหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านเท่านั้น
     ๓.๔. ในช่วงพักผ่อนในวันหยุดยาวหลายวัน   ให้ไปเที่ยวต่างประเทศ   และเมื่อกลับมาแล้ว   ให้มาเล่าให้คนในที่ทำงานฟังทุกคน   รวมทั้งใส่ภาพลงใน'เฟสบุค'ของตัวเองด้วย
     ๓.๕. พยายามไต่เต้าไปให้ถึงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการให้ได้   เพราะจะมีนิตยสารดังๆมาขอสัมภาษณ์ลงหนังสือ(เขามักจะขอสัมภาษณ์เฉพาะผู้มีตำแหน่งสูงๆ)
     ๓.๖. จัดบ้านตัวเองให้ดูหรูหรา และดูมีรสนิยมวิไล   เพราะวันดีคืนดี อาจจะมีนิตยสารเกี่ยวกับบ้านมาขอถ่ายรูปบ้านไปลงในนิตยสาร และขอสัมภาษณ์เจ้าของบ้านด้วย
     ๓.๗. หัดทำกับข้าวสูตรพิเศษเฉพาะของตัวเอง   และควรเป็นอาหารฝรั่ง   เพราะจะได้ดูเท่เวลาที่มีนิตยสารดังๆมาขอสัมภาษณ์  เพื่อเอาสูตรไปลงในนิตยสาร
     ๓.๘. ไปถ่ายรูปตัวเองที่สตูดิโอที่ทำให้รูปออกมาดูสวยหรือหล่อกว่าตัวจริง
     ๓.๙. ใช้สมุดบันทึก หรือออแกไนเซอร์ราคาแพงๆ
     ๓.๑๐.ต้องพูดได้อย่างน้อย ๒ ภาษา
     ๓.๑๑.ต้องมีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุค หรือแทบเบล็ต เป็นของตัวเอง   และใช้มันบ่อยๆ เวลาอยู่ต่อหน้าผู้คนมากๆ
     ๓.๑๒.ใช้ talking dictionary เท่านั้น
     ๓.๑๓.รับประทานอาหารในร้านอาหารหรูๆย่านสุขุมวิท และเพลินจิต   หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในฟูตเซ็นเตอร์ตามห้างสรรพสินค้า   และเมื่อรับประทานเสร็จแล้ว   ก็ให้ไปนั่งฟังเพลงต่อที่ผับ หรือเต้นรำต่อที่ดิสโกเท็ค   แล้วจบลงด้วยข้าวต้มมื้อดึก
     ๓.๑๔.อยู่คอนโดมีเนียมจะดูเท่กว่าอยู่บ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮาส์
     ๓.๑๕.สะสมเฉพาะข้าวของที่มีราคาแพง   เช่น   อัญมณี   รถยนต์   นาฬิกา   เป็นต้น
     ๓.๑๖.ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถไฟฟ้าบีทีเอส   ไม่ใช้บริการรถโดยสารประจำทาง
     ๓.๑๗.ไปวัดไม่เกินปีละ ๑ ครั้ง
     ๓.๑๘.ไม่ต้องเรียนรู้ หรือสนใจเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีไทย   มารยาทไทย   และศาสนา
     ๓.๑๙.สนุกสนานกับตลาดเปิดท้ายขายของ   รวมทั้งซุ้ม หรือกระบะสินค้าลดราคาในห้างสรรพสินค้า
     ๓.๒๐.มีวีรบุรุษในดวงใจ คือ บิล เกต หรือ สตีฟ จอบส์
     ๓.๒๑.พยายามทำงานหาเงินให้ได้มากที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่า จะเอาเงินมากมายไปทำอะไรกัน
     ๓.๒๒.นินทาลับหลังให้เคยชิน   หลีกเลี่ยงการพูดวิจารณ์ต่อหน้าบุคคล
     ๓.๒๓.จัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต และหรูหรา
     ๓.๒๔.มีลูกแค่คนเดียว...หรืออย่างมากไม่เกิน ๒ คน
     ๓.๒๕.สามีแอบมีภรรยาน้อย
     ๓.๒๖.ภรรยาแอบมีชู้
     ๓.๒๗.ปฏิบัติตามข้อ ๑.๑.-๑.๑๘. กับลูกหลานของท่าน

     หมวดที่๔ ข้อปฏิบัติสำหรับบุคคลหลังเกษียณอายุ
     ๔.๑. เริ่มรู้สึกว่า   ตัวเองทำแต่เรื่องไร้สาระมาตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา
     ๔.๒. เริ่มรู้สึกว่า   เพื่อนแท้เป็นบุคคลที่หายาก
     ๔.๓. เริ่มรู้สึกว่า   เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้
     ๔.๔. เริ่มรู้สึกว่า   "เปลือก" หรือ"ภาพพจน์" เป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน
     ๔.๕. สอนลูกหลานว่า   อย่าทำตัวแบบตนเองในอดีต
     ๔.๖. สอนลูกหลานว่า   ตายไปแล้ว ก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้

     เมื่อคุณปฏิบัติตามแผนนี้ไปแล้วสักระยะหนึ่ง   คุณอาจจะเริ่มสงสัยว่า   เราคือใคร และมีจุดยืนอยู่ที่ไหนกันแน่?   ทำไมเราถึงต้องทำตามแผนนี้ ทั้งๆที่ไม่ได้ถูกบังคับให้ทำสักหน่อย   เรากลัวอะไรหรือเปล่า?...กลัวความรู้สึกที่ว่าจะไม่ถูกยอมรับในสังคมใช่หรือไม่?   แล้วเราเป็นตัวของเราเองอยู่หรือไม่?   ในที่สุด...ก็จะรู้ว่า   ตัวเราเองได้หายไปจากโลกนี้   และเหลือไว้เพียงแค่ "หุ่นยนต์" ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ใช้ชีวิตอย่างมีรูปแบบชีวิตที่เหมือนกันหมด   ไร้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง   ความเป็นมนุษย์ถูกลดลงจนเหลือเพียง"เครื่องจักร"ที่มีโปรแกรมสำเร็จรูปเหมือนกันหมด   ความหลากหลายในโลกนี้ได้เลือนหายไป   คุณชอบแบบนี้หรือไม่?   อย่างไรก็ตาม   มนุษย์ทุกคนสามารถเลือกแนวทางชีวิตให้ตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องไปดิ้นรนเลียนแบบ หรือทำตามผู้อื่น   ขอเพียงแค่มีความสุข และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็ถือว่าน่าจะเพียงพอแล้ว

                                                      ---------------------------------