วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

๑๑ แนวคิดที่ควรต้องทบทวนใหม่

     สังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมสมัยใหม่   ผู้คนต่างเร่งรีบกันทำงานเพื่อความอยู่รอด   ต่างแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ   เวลาในชีวิตดูจะเหลือน้อยลง   จนบางครั้งเราได้มองบางสิ่งอย่างผิวเผิน   แล้วนำมายึดถือเป็นแก่นสารในชีวิตมากเกินไป   ในโอกาสนี้   จะขอหยิบยกแนวคิดต่างๆที่ถูกคนในสังคมบิดเบือนจนผิดรูปไปหมดแล้ว   มานำเสนอให้ท่านลองพิจารณาดูว่า   ท่านคิดแบบนี้อยู่ด้วยหรือไม่   ดังต่อไปนี้
     ๑. คนที่ขับรถยนต์ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า   คนเรามักประเมินคุณค่าของคนจากรถยนต์ที่เขาใช้ขับขี่   ซึ่งอธิบายได้จากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมที่ทำให้คนบูชาเงิน วัตถุ และทรัพย์สินเป็นพระเจ้า   และคิดว่าคุณค่าของคนอยู่ที่จำนวนเงิน หรือทรัพย์สินที่มี   ผนวกเข้ากับความคิดที่ว่า   คนที่มีเงินมากจึงจะสามารถซื้อรถยนต์ราคาแพงมาใช้ได้   ดังนั้น   จึงตีความกันได้ว่า   คนที่มีรถยนต์ราคาแพงใช้เป็นคนมีคุณค่า   ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นการมองเพียงด้านเดียว   เพราะว่าคนที่ขับรถยนต์ราคาแพงนั้นเป็นไปได้หลายกรณี   ดังนี้
     ๑.๑. มีเงินมากจริง   และหาเงินมาด้วยวิธีการที่สุจริต   แต่น่าเสียดายที่ใช้เงินไม่เป็น   กล่าวคือ   เขาควรนำเงินไปซื้อสิ่งของจำเป็นอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมากกว่านี้ได้อีกหลายอย่าง  แล้วซื้อรถยนต์ที่มีราคาถูกกว่านี้
     ๑.๒.มีเงินมากจริง   แต่หามาด้วยวิธีการที่ทุจริต   เช่น   คดโกง   ฉ้อราษฎร์บังหลวง   ลักขโมย   ปล้น   ขายสินค้าผิดกฎหมาย   หลีกเลี่ยงภาษี   เป็นต้น
     ๑.๓.ไม่ได้มีเงินมากจริง   และซื้อรถด้วยการชำระโดยใช้ระบบเงินผ่อน
     ๑.๔.ไม่ได้มีเงินมากจริง   และใช้รถยนต์มือสองซึ่งมีราคาถูกกว่ารถยนต์ใหม่
     ๑.๕.ขโมยรถยนต์มา
     เท่าที่นึกมาได้ ๕ ข้อ   ก็ยังหาไม่เจอว่า   มีกรณีใดบ้างที่เราควรจะสรรเสริญคนที่ใช้รถยนต์ราคาแพง
     ๒.คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง   คนที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า
กรณีเช่นนี้ก็ไม่จริงเสมอไป   แนวคิดก็จะคล้ายคลึงกับข้อ๑.   ที่ว่าเป็นการเชื่อมโยงจากวัตถุที่มีไปสู่จำนวนเงินที่หามาได้   ซึ่งถ้าหาเงินมาด้วยวิธีที่สุจริต   ก็นับว่าเป็นการบริหารค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม   เพราะเสื้อผ้าที่มีคุณภาพนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นยี่ห้อที่หรูหรา หรือราคาแพงเสมอไป   ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงนั้นคงขึ้นอยู่กับเหตุผลในการใช้งานว่า   จำเป็นต้องใช้เพื่อธุระโทรออก หรือรับสายเท่านั้น   หรือจำเป็นต้องใช้งานที่มากกว่านั้น   เช่น   ถ่ายรูป   อินเตอร์เน็ต   ส่งอีเมล   บันทึกเสียง   ฟังเพลง   เป็นต้น
     ๓.คนที่พูดเก่ง หรือพูดดีเป็นคนที่มีคุณภาพ     เรามักพบแนวคิดแบบนี้ได้บ่อย   เห็นได้จากในวงการ"การเมือง"ที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมชมชอบนักการเมืองที่พูดเก่ง   โดยคิดเอาเองว่า   คนที่มีความคิดดีจะเป็นคนที่พูดเก่ง   ซึ่งไม่จริงเสมอไป   คนที่มีความคิดดีไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง   ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆมากมาย   เช่น   นิสัยใจคอ   บุคลิกภาพ   ทัศนคติ   เป็นต้น
     คุณภาพของคนนั้น   วัดได้จากผลงานซึ่งเกิดจาก"การกระทำ" ซึ่งเป็นผลผลิตจาก"ความคิด" มากกว่า"น้ำลาย" ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอกอันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพภายนอกเท่านั้น
     ๔.คนที่ไปเรียนที่สถาบันการศึกษาในต่างประเทศเป็นคนมีคุณภาพมากกว่าคนที่เรียนในประเทศไทย   แนวคิดนี้เป็นจริงแค่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อย   มีหลายคนอ้างเหตุผลว่า...
     ๔.๑.หลักสูตรของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศได้มาตรฐานมากกว่าในประเทศไทย  
     ๔.๒.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้เก่งภาษาต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทย
     ๔.๓.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้รู้จักรับผิดชอบในชีวิตของตัวเองมากกว่า
     จะเห็นว่า   การที่คุณจะได้มาซึ่ง ๓ ข้อนี้นั้น   คุณไม่จำเป็นต้องไปศึกษาที่ต่างประเทศ   และคนที่ไปต่างประเทศก็ไม่ได้ครบทั้ง ๓ ข้อนี้เสมอไป   เรื่องนี้มักขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้เรียนมากกว่า   ที่สำคัญกว่านั้นคือ   ตอนนี้   คนไทยกำลังหลับหูหลับตาเรียนตามหลักวิชาการของต่างประเทศล้วนๆ   โดยไม่ทันคิดว่า   ประเทศไทยก็มีภูมิปัญญาตะวันออก   และภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งน่าจะเข้ากันได้กับประเทศไทยมากกว่าที่จะไปเลียนแบบชาติตะวันตกมาทั้งหมด
     ๕.คนที่เรียนหนังสือเก่งจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่เรียนไม่เก่ง   ในประเด็นนี้   ขึ้นอยู่กับว่า   จะให้คำนิยามของคำว่า"ความสำเร็จ"ว่าอย่างไร   ถ้าความสำเร็จหมายถึง   เงินและทรัพย์สินแล้ว   คนเรียนเก่งอาจได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี   มีเงินเดือนสูง   ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จแบบหนึ่ง   แต่อย่าลืมว่า   มีคนที่เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ   แต่ได้ทำธุรกิจบางประเภทอย่างมุ่งมั่นจนธุรกิจเติบโตกลายเป็นธุรกิจร้อยล้านจนถึงพันล้านหมื่นล้าน   ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายแล้ว  
     นอกจากนั้นแล้ว   ถ้าเราให้คำนิยามความสำเร็จว่าหมายถึง   การมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว    เราคงจะต้องเอ่ยถึงคำทั้ง ๓ คำนี้กันสักหน่อย   ดังนี้
     1. I.Q.(Intelligent Quotient)
     2. E.Q.(Emotional Quotient)
     3. M.Q.(Moral Quotient)
     ซึ่งทั้ง ๓ คำนี้เป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากในการประเมินว่า   คนแต่ละคนจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากน้อยเพียงใด   โดยเฉพาะ E.Q.และ M.Q.นั้นดูจะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จมากกว่า I.Q. ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างผู้ประสบความล้มเหลวในชีวิตหลายต่อหลายคนนั้นมีประวัติเคยเป็นคนเรียนเก่งมาก่อน
     ๖.ผู้ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเป็นคนที่มีคุณค่า   นั่นเป็นแนวคิดที่เกิดจากการมองสิ่งต่างๆแบบแยกส่วน   กระแสหลักที่เกิดขึ้นชัดเจนในขณะนี้คือ   การใช้คอมพิวเตอร์   รถยนต์   โทรศัพท์เคลื่อนที่(โดยเฉพาะแบบสมาร์ทโฟน)   ตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์อันทันสมัย   เช่น   CT SCAN,MRI เป็นต้น  ซึ่งเราไม่ควรไปภาคภูมิใจกับสิ่งเหล่านี้มากนัก   เพราะสิ่งที่เราใช้อยู่นั้น   ไม่ได้เกิดจากมันสมองของคนไทยเลย   เราเอาของเขามาใช้ทั้งนั้น   เราไม่คิดค้นเทคโนโลยี   แต่กลับสนุกสนานในการใช้เทคโนโลยีที่คนอื่นเขาคิดขึ้นมาอย่างไม่ได้ไตร่ตรอง หรือใช้วิจารณญาณอย่างเหมาะสม   มันไม่น่าภูมิใจหรอกครับ
     ๗.ยิ่งมีเงินหรือทรัพย์สินมาก   ก็ยิ่งมีความสุขมาก   คนส่วนใหญ่ต้องการมีเงินทองทรัพย์สินมากๆ   เพื่อจะได้ซื้อของทุกอย่างที่อยากได้   แต่ถ้าสังเกตุให้ดีแล้ว   จะเห็นว่าความต้องการของมนุษย์เราไม่มีที่สิ้นสุด   เพราะเมื่อเราได้ในสิ่งที่อยากได้สักอย่างหนึ่งแล้ว  เราก็จะมีสิ่งใหม่ที่อยากได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ   ถึงจะรวยล้นฟ้า   แต่เงินก็ไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้   โดยเฉพาะซื้อ"ใจคน"
     ดังนั้น   ถ้าเราไม่ลดความอยากลงบ้าง   รับรองว่าไม่มีวันพบกับ"ความสุขที่แท้จริง"ได้   อย่าคิดว่าคนจนจะทุกข์ทรมานมากกว่าคนรวยเสมอไป   เพราะคนรวยมักจะชอบสนองความอยากของตนจนเคยตัว   ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ   โดยเฉพาะเมื่อพบว่า   เงินไม่สามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้   ก็จะเกิดภาวะสะเทือนใจอย่างรุนแรง   จนทำให้ตัดสินใจทำสิ่งร้ายแรงบางอย่างได้   เช่น   ฆ่าตัวตาย   ฆ่าคนตาย   เป็นต้น
     ๘.คนที่มีทัศนคติและการกระทำสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในสังคม   ถือว่าเป็นผู้มีคุณค่า   เนื่องจากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย   แนวคิดนี้จึงค่อนข้างมีอิทธิพลสูง   และเมื่อมองลงไปในเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์แล้ว   มนุษย์เป็นสัตว์สังคม   และมีความกลัวต่อการอยู่โดดเดี่ยว   ดังนั้น   มนุษย์จึงต้องไขว่ขว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวให้ตัวเองด้วยการพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนกลุ่มใหญ่   ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ   รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับของคนกลุ่มใหญ่
     ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะได้พบคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ   การพัฒนาจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และเต็มไปด้วยการเอาของคนอื่นมาใช้เสียเป็นส่วนใหญ่
     ๙.สิ่งที่เรามองเห็น คือ สิ่งที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ   แนวคิดแบบนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป   แต่คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อสายตาตัวเองเสียเหลือเกิน   จะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่สนับสนุนว่า   เราไม่ควรเชื่อสายตาตัวเองเสมอไป   คือ   "แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอก" ซึ่งเป็นตัวอย่างสนับสนุนที่ดีว่า   สิ่งของที่เราเห็นว่ามันวางอยู่นิ่งๆของมันอย่างนั้น   และคงรูปร่างอยู่ได้อย่างนั้น   แท้จริงแล้ว   กลับไร้ซึ่งความเสถียรโดยสิ้นเชิง   ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ที่ตกอยู่ตามข้างถนน   หรือรถยนต์ราคา ๒๐ กว่าล้านบาทก็ตาม   ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จิรังยั่งยืน   และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยซ้ำ   เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับกฎแห่งไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)ได้เป็นอย่างดี   และจากประวัติศาสตร์ของโครงสร้างอะตอมในอดีตจนถึงปัจจุบัน   สสารประกอบด้วยอะตอม   โดยในอะตอมมีนิวเคลียสซึ่งมีอิเลคตรอนวิ่งวนอยู่รอบๆ   เหตุการณ์นี้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งของอิเลคตรอนในทุกขณะเวลา   และในยุคต่อมา   แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอกยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอน(เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการกล่าวถึงความน่าจะเป็นของตำแหน่งของอนุภาคในตำแหน่งต่างๆภายในอะตอม   โดยที่อะตอมเป็นองค์ประกอบย่อยของทุกสิ่งในโลก   ซึ่งทำให้กล่าวได้ว่า   สรรพสิ่งในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง   แต่ทว่ามนุษย์กลับไปสนใจแต่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงหยาบๆ   เช่น   เมื่อพบว่ารถยนต์ของตัวเองถูกชนบุบเล็กน้อย   ก็มัวแต่มานั่งเสียอกเสียใจอยู่หลายวัน   โดยหารู้ไม่ว่า   จริงๆแล้ว   รถคันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเสี้ยววินาที   อย่างนี้เป็นต้น
     ๑๐.ทุกสิ่งทุกอย่างมีความแตกต่างกัน   ไม่เกี่ยวข้องกัน   และไม่มีผลกระทบต่อกัน   แนวคิดนี้ไม่จริงเสมอไป   ด้วยเหตุผลสนับสนุน ๒ ประการ ดังนี้
     ๑.จากทฤษฎีที่กล่าวว่า   จักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของจุดเล็กๆซึ่งมีความหนาแน่นสูงมากๆหรือที่เรียกว่า "บิกแบง"   จากเหตุการณ์นี้   เราสามารถกล่าวได้ว่า   ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในจักรวาล   ล้วนกำเนิดจากวัตถุธาตุชนิดเดียวกันที่อยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวก่อนที่จะเกิด"บิกแบง"   จึงอนุมานต่อไปได้ว่า   ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์นั้น   ล้วนเคยอยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น   ดังนั้น   จึงกล่าวได้ว่า   ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์และจักรวาลล้วนเป็นวัตถุธาตุชนิดเดียวกันทั้งสิ้น
     ๒.อะตอมประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน   นิวตรอน   อิเลคตรอน   และอนุภาคอื่นๆที่เพิ่งถูกค้นพบในภายหลัง   ซึ่งทุกสิ่งในจักรวาลล้วนประกอบด้วยอนุภาคย่อยคือ อะตอม เหมือนกัน
     ๑๑.มีคนจำนวนมากที่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้น   คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า   มีคนเป็นจำนวนมากในโลกที่มีจิตใจงดงาม   และตั้งมั่นในการเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก   แต่ในความเป็นจริงนั้น   มนุษย์มีความปรารถนาอยู่ลึกๆในจิตใจในการที่จะทำให้ตนเองเป็นผู้ที่มีคุณค่าเหนือผู้อื่น   ซึ่งการแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวนั้น   เป็นไปได้ ๒ รูปแบบ คือ
     ๑.ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างโจ่งแจ้ง   ซึ่งถือว่าเป็น"คนเห็นแก่ตัว"
     ๒.ทำทุกสิ่งทุกอย่าง(หรือบางสิ่งบางอย่าง)   เพื่อแสดงให้เห็นว่า   ตนเป็นผู้เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม(โดยที่ไม่ได้สนใจในผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง)   บุคคลเหล่านี้ต้องการได้รับความนิยมชมชอบจากคนในสังคม   เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า   ตนเองมีคุณค่ามากขึ้น   ซึ่งเมื่อเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว   ความคิดแบบนี้ถือว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนตนแบบหนึ่ง

     จากเนื้อหาทั้ง ๑๑ ข้อที่ผ่านตาท่านไปแล้วนั้น   อาจพอจะไปกระตุ้นเตือนใครบางคนทีเผลอใจ   หลงใหลไปกับความคิดโดยไม่ทันได้สังเกตจิตใจตัวเองให้ละเอียดถี่ถ้วน   ขอเพียงแค่ตั้งใจมองให้ลึกซึ้งกว่าที่เคย   ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น