สังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมสมัยใหม่ ผู้คนต่างเร่งรีบกันทำงานเพื่อความอยู่รอด ต่างแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เวลาในชีวิตดูจะเหลือน้อยลง จนบางครั้งเราได้มองบางสิ่งอย่างผิวเผิน แล้วนำมายึดถือเป็นแก่นสารในชีวิตมากเกินไป ในโอกาสนี้ จะขอหยิบยกแนวคิดต่างๆที่ถูกคนในสังคมบิดเบือนจนผิดรูปไปหมดแล้ว มานำเสนอให้ท่านลองพิจารณาดูว่า ท่านคิดแบบนี้อยู่ด้วยหรือไม่ ดังต่อไปนี้
๑. คนที่ขับรถยนต์ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า คนเรามักประเมินคุณค่าของคนจากรถยนต์ที่เขาใช้ขับขี่ ซึ่งอธิบายได้จากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมที่ทำให้คนบูชาเงิน วัตถุ และทรัพย์สินเป็นพระเจ้า และคิดว่าคุณค่าของคนอยู่ที่จำนวนเงิน หรือทรัพย์สินที่มี ผนวกเข้ากับความคิดที่ว่า คนที่มีเงินมากจึงจะสามารถซื้อรถยนต์ราคาแพงมาใช้ได้ ดังนั้น จึงตีความกันได้ว่า คนที่มีรถยนต์ราคาแพงใช้เป็นคนมีคุณค่า ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นการมองเพียงด้านเดียว เพราะว่าคนที่ขับรถยนต์ราคาแพงนั้นเป็นไปได้หลายกรณี ดังนี้
๑.๑. มีเงินมากจริง และหาเงินมาด้วยวิธีการที่สุจริต แต่น่าเสียดายที่ใช้เงินไม่เป็น กล่าวคือ เขาควรนำเงินไปซื้อสิ่งของจำเป็นอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมากกว่านี้ได้อีกหลายอย่าง แล้วซื้อรถยนต์ที่มีราคาถูกกว่านี้
๑.๒.มีเงินมากจริง แต่หามาด้วยวิธีการที่ทุจริต เช่น คดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ลักขโมย ปล้น ขายสินค้าผิดกฎหมาย หลีกเลี่ยงภาษี เป็นต้น
๑.๓.ไม่ได้มีเงินมากจริง และซื้อรถด้วยการชำระโดยใช้ระบบเงินผ่อน
๑.๔.ไม่ได้มีเงินมากจริง และใช้รถยนต์มือสองซึ่งมีราคาถูกกว่ารถยนต์ใหม่
๑.๕.ขโมยรถยนต์มา
เท่าที่นึกมาได้ ๕ ข้อ ก็ยังหาไม่เจอว่า มีกรณีใดบ้างที่เราควรจะสรรเสริญคนที่ใช้รถยนต์ราคาแพง
๒.คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง คนที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า
กรณีเช่นนี้ก็ไม่จริงเสมอไป แนวคิดก็จะคล้ายคลึงกับข้อ๑. ที่ว่าเป็นการเชื่อมโยงจากวัตถุที่มีไปสู่จำนวนเงินที่หามาได้ ซึ่งถ้าหาเงินมาด้วยวิธีที่สุจริต ก็นับว่าเป็นการบริหารค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม เพราะเสื้อผ้าที่มีคุณภาพนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นยี่ห้อที่หรูหรา หรือราคาแพงเสมอไป ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงนั้นคงขึ้นอยู่กับเหตุผลในการใช้งานว่า จำเป็นต้องใช้เพื่อธุระโทรออก หรือรับสายเท่านั้น หรือจำเป็นต้องใช้งานที่มากกว่านั้น เช่น ถ่ายรูป อินเตอร์เน็ต ส่งอีเมล บันทึกเสียง ฟังเพลง เป็นต้น
๓.คนที่พูดเก่ง หรือพูดดีเป็นคนที่มีคุณภาพ เรามักพบแนวคิดแบบนี้ได้บ่อย เห็นได้จากในวงการ"การเมือง"ที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมชมชอบนักการเมืองที่พูดเก่ง โดยคิดเอาเองว่า คนที่มีความคิดดีจะเป็นคนที่พูดเก่ง ซึ่งไม่จริงเสมอไป คนที่มีความคิดดีไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆมากมาย เช่น นิสัยใจคอ บุคลิกภาพ ทัศนคติ เป็นต้น
คุณภาพของคนนั้น วัดได้จากผลงานซึ่งเกิดจาก"การกระทำ" ซึ่งเป็นผลผลิตจาก"ความคิด" มากกว่า"น้ำลาย" ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอกอันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพภายนอกเท่านั้น
๔.คนที่ไปเรียนที่สถาบันการศึกษาในต่างประเทศเป็นคนมีคุณภาพมากกว่าคนที่เรียนในประเทศไทย แนวคิดนี้เป็นจริงแค่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อย มีหลายคนอ้างเหตุผลว่า...
๔.๑.หลักสูตรของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศได้มาตรฐานมากกว่าในประเทศไทย
๔.๒.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้เก่งภาษาต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทย
๔.๓.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้รู้จักรับผิดชอบในชีวิตของตัวเองมากกว่า
จะเห็นว่า การที่คุณจะได้มาซึ่ง ๓ ข้อนี้นั้น คุณไม่จำเป็นต้องไปศึกษาที่ต่างประเทศ และคนที่ไปต่างประเทศก็ไม่ได้ครบทั้ง ๓ ข้อนี้เสมอไป เรื่องนี้มักขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้เรียนมากกว่า ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตอนนี้ คนไทยกำลังหลับหูหลับตาเรียนตามหลักวิชาการของต่างประเทศล้วนๆ โดยไม่ทันคิดว่า ประเทศไทยก็มีภูมิปัญญาตะวันออก และภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งน่าจะเข้ากันได้กับประเทศไทยมากกว่าที่จะไปเลียนแบบชาติตะวันตกมาทั้งหมด
๕.คนที่เรียนหนังสือเก่งจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่เรียนไม่เก่ง ในประเด็นนี้ ขึ้นอยู่กับว่า จะให้คำนิยามของคำว่า"ความสำเร็จ"ว่าอย่างไร ถ้าความสำเร็จหมายถึง เงินและทรัพย์สินแล้ว คนเรียนเก่งอาจได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีเงินเดือนสูง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จแบบหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า มีคนที่เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ แต่ได้ทำธุรกิจบางประเภทอย่างมุ่งมั่นจนธุรกิจเติบโตกลายเป็นธุรกิจร้อยล้านจนถึงพันล้านหมื่นล้าน ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายแล้ว
นอกจากนั้นแล้ว ถ้าเราให้คำนิยามความสำเร็จว่าหมายถึง การมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว เราคงจะต้องเอ่ยถึงคำทั้ง ๓ คำนี้กันสักหน่อย ดังนี้
1. I.Q.(Intelligent Quotient)
2. E.Q.(Emotional Quotient)
3. M.Q.(Moral Quotient)
ซึ่งทั้ง ๓ คำนี้เป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากในการประเมินว่า คนแต่ละคนจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะ E.Q.และ M.Q.นั้นดูจะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จมากกว่า I.Q. ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างผู้ประสบความล้มเหลวในชีวิตหลายต่อหลายคนนั้นมีประวัติเคยเป็นคนเรียนเก่งมาก่อน
๖.ผู้ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเป็นคนที่มีคุณค่า นั่นเป็นแนวคิดที่เกิดจากการมองสิ่งต่างๆแบบแยกส่วน กระแสหลักที่เกิดขึ้นชัดเจนในขณะนี้คือ การใช้คอมพิวเตอร์ รถยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่(โดยเฉพาะแบบสมาร์ทโฟน) ตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์อันทันสมัย เช่น CT SCAN,MRI เป็นต้น ซึ่งเราไม่ควรไปภาคภูมิใจกับสิ่งเหล่านี้มากนัก เพราะสิ่งที่เราใช้อยู่นั้น ไม่ได้เกิดจากมันสมองของคนไทยเลย เราเอาของเขามาใช้ทั้งนั้น เราไม่คิดค้นเทคโนโลยี แต่กลับสนุกสนานในการใช้เทคโนโลยีที่คนอื่นเขาคิดขึ้นมาอย่างไม่ได้ไตร่ตรอง หรือใช้วิจารณญาณอย่างเหมาะสม มันไม่น่าภูมิใจหรอกครับ
๗.ยิ่งมีเงินหรือทรัพย์สินมาก ก็ยิ่งมีความสุขมาก คนส่วนใหญ่ต้องการมีเงินทองทรัพย์สินมากๆ เพื่อจะได้ซื้อของทุกอย่างที่อยากได้ แต่ถ้าสังเกตุให้ดีแล้ว จะเห็นว่าความต้องการของมนุษย์เราไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเมื่อเราได้ในสิ่งที่อยากได้สักอย่างหนึ่งแล้ว เราก็จะมีสิ่งใหม่ที่อยากได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงจะรวยล้นฟ้า แต่เงินก็ไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้ โดยเฉพาะซื้อ"ใจคน"
ดังนั้น ถ้าเราไม่ลดความอยากลงบ้าง รับรองว่าไม่มีวันพบกับ"ความสุขที่แท้จริง"ได้ อย่าคิดว่าคนจนจะทุกข์ทรมานมากกว่าคนรวยเสมอไป เพราะคนรวยมักจะชอบสนองความอยากของตนจนเคยตัว ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อพบว่า เงินไม่สามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ ก็จะเกิดภาวะสะเทือนใจอย่างรุนแรง จนทำให้ตัดสินใจทำสิ่งร้ายแรงบางอย่างได้ เช่น ฆ่าตัวตาย ฆ่าคนตาย เป็นต้น
๘.คนที่มีทัศนคติและการกระทำสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในสังคม ถือว่าเป็นผู้มีคุณค่า เนื่องจากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แนวคิดนี้จึงค่อนข้างมีอิทธิพลสูง และเมื่อมองลงไปในเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์แล้ว มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และมีความกลัวต่อการอยู่โดดเดี่ยว ดังนั้น มนุษย์จึงต้องไขว่ขว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวให้ตัวเองด้วยการพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับของคนกลุ่มใหญ่
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะได้พบคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ การพัฒนาจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และเต็มไปด้วยการเอาของคนอื่นมาใช้เสียเป็นส่วนใหญ่
๙.สิ่งที่เรามองเห็น คือ สิ่งที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ แนวคิดแบบนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป แต่คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อสายตาตัวเองเสียเหลือเกิน จะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่สนับสนุนว่า เราไม่ควรเชื่อสายตาตัวเองเสมอไป คือ "แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอก" ซึ่งเป็นตัวอย่างสนับสนุนที่ดีว่า สิ่งของที่เราเห็นว่ามันวางอยู่นิ่งๆของมันอย่างนั้น และคงรูปร่างอยู่ได้อย่างนั้น แท้จริงแล้ว กลับไร้ซึ่งความเสถียรโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ที่ตกอยู่ตามข้างถนน หรือรถยนต์ราคา ๒๐ กว่าล้านบาทก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จิรังยั่งยืน และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยซ้ำ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับกฎแห่งไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)ได้เป็นอย่างดี และจากประวัติศาสตร์ของโครงสร้างอะตอมในอดีตจนถึงปัจจุบัน สสารประกอบด้วยอะตอม โดยในอะตอมมีนิวเคลียสซึ่งมีอิเลคตรอนวิ่งวนอยู่รอบๆ เหตุการณ์นี้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งของอิเลคตรอนในทุกขณะเวลา และในยุคต่อมา แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอกยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอน(เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการกล่าวถึงความน่าจะเป็นของตำแหน่งของอนุภาคในตำแหน่งต่างๆภายในอะตอม โดยที่อะตอมเป็นองค์ประกอบย่อยของทุกสิ่งในโลก ซึ่งทำให้กล่าวได้ว่า สรรพสิ่งในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง แต่ทว่ามนุษย์กลับไปสนใจแต่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงหยาบๆ เช่น เมื่อพบว่ารถยนต์ของตัวเองถูกชนบุบเล็กน้อย ก็มัวแต่มานั่งเสียอกเสียใจอยู่หลายวัน โดยหารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว รถคันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเสี้ยววินาที อย่างนี้เป็นต้น
๑๐.ทุกสิ่งทุกอย่างมีความแตกต่างกัน ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่มีผลกระทบต่อกัน แนวคิดนี้ไม่จริงเสมอไป ด้วยเหตุผลสนับสนุน ๒ ประการ ดังนี้
๑.จากทฤษฎีที่กล่าวว่า จักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของจุดเล็กๆซึ่งมีความหนาแน่นสูงมากๆหรือที่เรียกว่า "บิกแบง" จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในจักรวาล ล้วนกำเนิดจากวัตถุธาตุชนิดเดียวกันที่อยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวก่อนที่จะเกิด"บิกแบง" จึงอนุมานต่อไปได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์นั้น ล้วนเคยอยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์และจักรวาลล้วนเป็นวัตถุธาตุชนิดเดียวกันทั้งสิ้น
๒.อะตอมประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน นิวตรอน อิเลคตรอน และอนุภาคอื่นๆที่เพิ่งถูกค้นพบในภายหลัง ซึ่งทุกสิ่งในจักรวาลล้วนประกอบด้วยอนุภาคย่อยคือ อะตอม เหมือนกัน
๑๑.มีคนจำนวนมากที่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้น คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า มีคนเป็นจำนวนมากในโลกที่มีจิตใจงดงาม และตั้งมั่นในการเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงนั้น มนุษย์มีความปรารถนาอยู่ลึกๆในจิตใจในการที่จะทำให้ตนเองเป็นผู้ที่มีคุณค่าเหนือผู้อื่น ซึ่งการแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวนั้น เป็นไปได้ ๒ รูปแบบ คือ
๑.ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งถือว่าเป็น"คนเห็นแก่ตัว"
๒.ทำทุกสิ่งทุกอย่าง(หรือบางสิ่งบางอย่าง) เพื่อแสดงให้เห็นว่า ตนเป็นผู้เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม(โดยที่ไม่ได้สนใจในผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง) บุคคลเหล่านี้ต้องการได้รับความนิยมชมชอบจากคนในสังคม เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า ตนเองมีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งเมื่อเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว ความคิดแบบนี้ถือว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนตนแบบหนึ่ง
จากเนื้อหาทั้ง ๑๑ ข้อที่ผ่านตาท่านไปแล้วนั้น อาจพอจะไปกระตุ้นเตือนใครบางคนทีเผลอใจ หลงใหลไปกับความคิดโดยไม่ทันได้สังเกตจิตใจตัวเองให้ละเอียดถี่ถ้วน ขอเพียงแค่ตั้งใจมองให้ลึกซึ้งกว่าที่เคย ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น