คำแนะนำก่อนการอ่าน
๑.ถ้าผู้อ่านมีอายุน้อยกว่า ๑๕ ปี ผู้ปกครองควรพิจารณาให้คำแนะนำในการอ่าน
๒.ข้อความที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวหนาและถูกขีดฆ่า คือ สิ่งที่ตัวละครคิดและอยากพูด แต่ไม่กล้าพูดออกมา
๓.กรุณาอย่าหลอกตัวเอง และควรทำใจให้ยอมรับความเป็นจริงในสังคมกันบ้าง แต่ถ้าคุณไม่สามารถยอมรับได้แล้วละก็... ให้อ่านเฉพาะข้อความตรงที่ไม่ถูกขีดฆ่าก็ได้
๔.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น ตัวละครทั้งหมดในเรื่องเป็นตัวละครที่ถูกสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น
วันที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๘
เวลา ๑๔.๓๘ น.
ณ บริเวณหน้าห้องสอบสัมภาษณ์หมายเลข ๔ ของคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่ง "สมชาย"คือผู้โชคดีคนหนึ่งที่ใช้ความมานะบากบั่นฝ่าฟันการสอบอันแสนหฤโหด จนสอบได้คณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันที่มีคนอยากเรียนมากเป็นอันดับที่ ๑ ของประเทศไทย สีหน้าและท่าทางของเขาแสดงออกถึงความมั่นใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเกิน ๑๐๐ เปอร์เซนต์
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปในห้องหมายเลข ๔ เขาเดินเข้าไปในห้องด้วยอาการอันสงบ เอาละครับ...คุณไม่ต้องรู้ว่า"ผม"คือใคร... ขอแต่เพียงให้รับทราบว่า "ผม"รู้และเห็นในทุกสิ่งที่มนุษย์โลกคิด พูด และทำ ไม่มีใครหลอกผมได้ เชิญคุณอ่านต่อเอาเองเถอะครับว่า เขาคุยอะไรกัน เพื่อจะได้เอาเนื้อหาที่ได้รับไปแนะนำน้องๆ หรือลูกๆหลานๆที่กำลังจะสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ให้ได้ทราบแนวทางในการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเขาต่อไป
สมชาย- สวัสดีครับ
อาจารย์๑- เชิญนั่งครับ ตามสบายเลยนะ
สมชาย- ขอบคุณครับ
อาจารย์๒- หมอเรียนจบจากไหนครับ?
สมชาย- โรงเรียน***ครับ
อาจารย์๓- เกรดเฉลี่ยตลอดชั้นม.ปลายได้เท่าไหร่คะ?
สมชาย-
เป็นแบบนี้กันทุกทีเลยนะครับ เอะอะก็ถามแต่เรื่องเกรดก่อน ผมสงสัยจริงๆเลยว่า ไอ้ตัวเลขพวกนี้มันบอกคุณภาพหรือคุณค่าของคนแต่ละคนได้มากน้อยแค่ไหนกัน หรือว่าคนในสังคมเขาวัดคุณค่าความเป็นคนด้วยเกรดเฉลี่ย
สมชาย- ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ แค่๓.๙๓
อาจารย์๒- ผมว่า ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าโรงเรียน***มีชื่อเสียงมาก และมีแต่นักเรียนเก่งๆทั้งนั้น แล้วโรงเรียนของหมอสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ทั้งหมดกี่คนครับ?
สมชาย-
ผมคิดว่า โรงเรียนที่มีชื่อเสียงนั้นไม่สำคัญมากมายนักหรอกครับ ขึ้นอยู่กับว่า เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานทางวิชาการที่ดีเพียงใด และตั้งใจเรียนแค่ไหน และที่ผมรู้สึกรำคาญใจมาตลอดก็คือ ทำไมพ่อแม่ของเด็กถึงต้องมีอาการ"บ้าสถาบัน"กันเกินกว่าเหตุ ทุ่มเงินให้ลูกเรียนพิเศษ บำรุงบำเรอตามใจลูกทุกอย่าง เพื่อให้ลูกสอบเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงให้ได้ เสร็จแล้วก็เอาไปคุยโม้กับเพื่อนบ้าน ญาติๆ และเพื่อนๆที่ทำงานเดียวกัน จนพวกเขาพากันเหม็นน้ำลายกันไปหมดแล้ว ขณะเดียวกันก็ยกย่องคุณลูกทั้งหลายให้เป็น"ลูกบังเกิดเกล้า" หรือจนถึงขั้นเป็น"เทวดาประจำครอบครัว" ซึ่งนำไปสู่การเอาอกเอาใจและตามใจลูกทุกอย่างจน"เสียเด็ก"
สมชาย- สอบได้ ๑๓๙ คนครับ
อาจารย์๑- โอ้โห! ได้ข่าวว่ามากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
สมชาย- ใช่ครับ
อาจารย์๔- รู้สึกอย่างไรบ้างคะที่สอบได้ที่นี่?
สมชาย-
คำถามแบบนี้น่าเบื่อมากเลยครับ เหมือนกับที่นักข่าวถามนักแสดงที่ได้รับรางวัลใหญ่จากการแสดงว่ารู้สึกอย่างไร ซึ่งมันก็แน่อยู่แล้วครับว่า เขาต้องดีใจมาก เขาคงไม่เสียใจ หรือหวั่นวิตกอะไรหรอกครับ
สมชาย- ดีใจมากเลยครับ
อาจารย์๒- เลือกเรียนหมอเพราะอะไรครับ?
สมชาย-
จริงๆแล้ว ผมอยากเรียนหมอเพราะ...
๑.ไม่ต้องคอยลำบากเดินหางานตามบริษัทห้างร้าน ซึ่งในที่สุดก็อาจต้อง"ทำวิจัยฝุ่น" อาชีพหมอนี่แหละครับ หางานง่าย โดยเฉพาะในหน่วยงานของราชการ
๒.ได้เงินเยอะดี ไอ้เรื่องนี้ก็แปลกดีนะครับ สมัยนี้เวลาเพื่อนฝูงนัดพบปะสังสรรค์กันเมื่อใด ก็มักจะชอบถามกันว่าทำงานอะไรเป็นอันดับแรก และคำถามต่อมาก็คือ ได้เงินเดือนเท่าไหร่ สุดท้ายแล้ว คนที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างบอกไม่ถูก คนที่ได้เงินเดือนเยอะกว่าก็รู้สึกว่า ตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น สังคมทุนนิยมและบริโภคนิยมทำให้คนเราหน้ามืดตามัวได้ถึงเพียงนี้ จนกระทั่งมองเห็นแต่เฉพาะสีของธนบัตร แล้วเดินเหยียบย่ำคุณธรรมที่ตกหล่นอยู่ตามพื้นจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
๓.เอาไว้ส่งเสริมสถานะทางสังคมไงล่ะครับ พอคนอื่นๆเขารู้ว่าคุณเป็นหมอแล้วนะครับ ท่าทีของเขาจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย เขาจะปฏิบัติต่อคุณอย่างกับราชา และคุณจะรุ้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า คราวนี้ ระบบเส้นสายแบบอภิสิทธิ์ชนก็จะพรั่งพรูตามมา เกิดเป็นความอยุติธรรมในสังคมที่เห็นกันดาษดื่น
๔.ก็ต่อเนื่องจากข้อ๓.นั่นแหละครับ เพราะว่าเมื่อคุณเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาล คราวนี้แหละครับ ใครก็อยากเป็นญาติของคุณทั้งนั้น(ถึงแม้บางครั้งอาจจะเป็นแค่ญาติปลอมๆก็ตาม) เพราะถ้าญาติของหมอเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็จะใช้เส้นสายของหมอเข้าไปนอนป่วยได้อย่างสง่าผ่าเผยในห้องพิเศษซึ่งง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ในขณะที่ชาวบ้านตาดำๆต้องรอคิวยาวกว่าจะได้เข้าไปนอน หรือบางครั้งก็ไม่ได้นอนด้วยซ้ำไป
๕.เพื่อที่จะเอาตำแหน่ง"แพทย์"ไปยืนยันกับคนอื่นๆว่า ตนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ และเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือเป็นที่สุด ซึ่งในจุดนี้เอง เราจำเป็นต้องใคร่ครวญให้ดีว่า ในสังคมย่อยๆทุกสังคม ไม่เว้นแม้แต่สังคมของแพทย์เอง ย่อมมีคนที่ดีและเลวอยู่ปะปนกัน ไม่มีสังคมใดที่มีเฉพาะแต่คนดี หรือคนเลวไปทั้งหมด เพราะฉะนั้น คนที่เป็น"หมอ" ก็มีดีและเลวปะปนกันไป คำว่า"พ.บ." "น.พ." หรือ "พ.ญ." ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันความดีของคนครับ
สมชาย- เพราะหมอได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทำให้คนเจ็บป่วยมีอาการดีขึ้น หรือหายเป็นปกติ ซึ่งในจุดนั้นจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น และถ้าเขาเป็นที่พึ่งสำคัญของครอบครัวแล้ว ก็มีผลช่วยให้ชีวิตของคนในครอบครัวดีขึ้นด้วยครับ นอกจากนั้น อาชีพหมอยังทำให้เพื่อนมนุษย์มีความสุขด้วย เพราะกายและใจเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน ถ้ากายป่วยแล้ว ใจก็จะป่วยด้วย จิตใจอันเต็มไปด้วยความห่วงใยของหมอ ตลอดจนการรักษาที่ได้มาตรฐาน จะทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นทั้งกายและใจ
อาจารย์๓- แล้วทำไมถึงเลือกเรียนแพทยศาสตร์ และไม่เลือกเรียนทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์ ซึ่งก็เป็นหมอเหมือนกัน
สมชาย-
คืออย่างนี้นะครับ ตั้งแต่ผมเกิดมาและใช้ชีวิตมาตลอด ๑๗ ปี สังคมได้สอนอะไรๆให้กับผมไว้มากมาย แต่สอนกันแบบผิดๆทั้งนั้น และผมก็ไม่แน่ใจว่า ผู้ใหญ่คนไหนสอนผมไว้บ้าง รวมทั้งทำไมถึงสอนกันแบบนี้ ตอนที่ผมยังเด็กอยู่ มีผู้ใหญ่หลายคนได้สอนให้ผมยกย่องเชิดชูทุกๆอาชีพที่สุจริต แต่ในตอนนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกเหมือนถูกล้างสมองให้นิยมชมชอบแต่อาชีพที่ทำรายได้สูงๆ แล้วก็เป็นอาชีพที่บ่งบอกว่า ผู้นั้นเป็นคนฉลาด มีภูมิปัญญาอันล้ำเลิศและเป็นพวกหัวกะทิ อาชีพเหล่านั้นก็คือ แพทย์ และวิศวกร ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ได้ และคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และถ้าให้ผมตอบคำถามนี้ ก็คงต้องบอกตามตรงว่า สังคมทำให้ผมเกิดความคิดว่า แพทย์เก่งกว่าทันตแพทย์ และสัตวแพทย์ ทั้งๆที่ต้องเรียน ๖ ปีเท่ากัน มันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่ามากๆ แต่ผมก็เห็นคนที่มีการศึกษาสูงๆคิดแบบนี้เต็มไปหมด
สมชาย- แพทย์สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากกว่าทันตแพทย์และสัตวแพทย์ครับ แพทย์เรียนรู้ทุกระบบในร่างกายมนุษย์ และสามารถแก้ปัญหาได้ทั่วร่างกายมนุษย์ ในขณะที่ทันตแพทย์จะแก้ปัญหาได้เฉพาะที่เกี่ยวกับช่องปาก และระบบทางเดินอาหารเท่านั้น ส่วนสัตวแพทย์ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในร่างกายมนุษย์ได้เลยครับ
อาจารย์๓- ทำไมถึงเลือกเรียนที่นี่เป็นอันดับ๑คะ?
สมชาย-
เพราะอยู่ใกล้บ้านที่สุดครับ นั่งรถเมล์ไม่กี่ป้ายก็ถึงแล้วครับ เหตุผลมีแค่นั้นจริงๆครับ
สมชาย- เพราะมหาวิทยาลัย****เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมายาวนานแล้ว มีศิษย์เก่าที่จบจากคณะแพทยศาสตร์ไปทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมายหลายต่อหลายท่าน นอกจากนั้นยังเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมารับการรักษามากที่สุดในประเทศ และมีเทคโนโลยีทางการแพทย์อันทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียครับ
อาจารย์๑- ถ้าหมอเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตหลักสูตร ๖ ปีแล้ว อยากจะเรียนต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไหนครับ?
สมชาย-
ก็คงจะเรียนในสาขาที่ได้ค่าตอบแทนมากๆ ทำงานน้อยๆ อยู่เวรน้อยๆ แปลกนะครับ ตอนผมเป็นเด็ก ผมก็ไม่ได้คิดแบบนี้นะครับ แต่แปลกใจเหมือนกันว่า ใครสอนให้ผมคิดแบบนี้ หรือว่าผมคิดแบบนี้ขึ้นมาเอง(!?!)
สมชาย- ตอนนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนต่อในสาขาใดครับ คงต้องขอเวลาศึกษาลักษณะงานของแต่ละสาขาดูก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจอีกทีครับ
อาจารย์๒- หมอรู้จักคุณ ชยา รุ่งสุวรรณไหมครับ?(อาจารย์จะทดสอบความรู้รอบตัว)
สมชาย-
อ๋อ! ไอ้เศรษฐีหมื่นล้านที่ทำธุรกิจเปลี่ยนอวัยวะจากมนุษย์โคลนนิ่งมาใส่ในคนไข้โรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะใช่ไหมครับ ผมว่ามันไร้คุณธรรมสิ้นดี มันตกเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของระบบทุนนิยมลวงโลกที่เห็นว่า เงินทองสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดๆ...แม้กระทั่งชีวิตคน... มันฆ่ามนุษย์โคลนนิ่งเพื่อเอาอวัยวะไปแลกกับเงินอย่างเลือดเย็นที่สุด
สมชาย- ผมคิดว่า คุณชยาเป็นผู้ให้ความหวังกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะเพื่อต่อชีวิตให้ยืนยาวต่อไป ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านั้นสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ต่อไป นับเป็นก้าวใหม่ในวงการแพทย์ และวงการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะเลยทีเดียวครับ
อาจารย์๔- หมอมีงานอดิเรกอะไรบ้างคะ?
สมชาย-
กินกับนอนครับ
สมชาย- ผมชอบฟังเพลงกับเล่นดนตรีครับ
อาจารย์๔- ชอบเพลงแนวไหนคะ? เล่นดนตรีด้วยหรือเปล่าคะ?
สมชาย-
ผมชอบแนว death metal กับ metal coreครับ ผมชอบคณะ Napalm Death,Deicide, แล้วก็ Carnibal Corpseครับ อ้อ! เกือบลืมBioharzard กับ Limp Bizkitซะแล้ว ส่วนเครื่องดนตรีนั้น ผมใช้กีตาร์ไฟฟ้าของ Jackson กับ ESP ครับ แล้วก็ใช้แอมป์ของMesa-Boogie กับ Marshall ครับ
สมชาย- ถ้าเป็นวงดนตรีของไทย ผมชอบคณะ"ฟองน้ำ" กับ "บอยไทย"ครับ เพราะเป็นวงที่ผสมผสานระหว่างแนวดนตรีฝั่งตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด แต่ถ้าเป็นศิลปินต่างประเทศแล้ว ผมชอบ Miles Davisครับ ท่านเป็นบิดาแห่งแนวดนตรีฟิวชั่นที่หาตัวจับยากมาก มีน้อยคนนักที่จะเล่นดนตรีและแต่งเพลงได้เก่งกาจอย่างท่าน ส่วนเครื่องดนตรีที่ผมชอบ คือ เปียโนครับ
อาจารย์๑- หมอชอบดูภาพยนตร์หรือเปล่าครับ?
สมชาย-
ชอบมากครับ หนังในดวงใจของผมคือเรื่องPsychoครับ ผมชอบฉากที่ตัวละครเอกของเรื่องคือนอร์แมนฆ่าหญิงสาวในห้องน้ำ มันช่างเป็นฉากที่สุดคลาสสิกและแสนงดงามจริงๆครับ ส่วนเรื่องโปรดอีกเรื่องหนึ่งคือ Halloween ครับ ผมชอบฉากที่ไมเคิลเอามีดผ่าตัดจ้วงแทงเข้าไปในสันหลังของพยาบาลสาว...แล้วยกตัวเธอจนลอยขึ้นจากพื้น มันช่างเป็นฉากที่สวยสุดๆเลยครับ
สมชาย- ผมชอบ The sound of music ครับ พอดีคุณแม่เอาเรื่องนี้มาให้ดูตอนเด็กๆ ฉากที่ร้องเพลงกันบนภูเขาช่างน่ารักและสดใสจริงๆ ...อ้อ! แล้วก็ E.T.ครับ เป็นเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆ
อาจารย์๒- เอาละครับ เมื่อหมอมาถึงจุดนี้แล้ว ภูมิใจไหมครับ? ที่สามารถฝ่าฟันเข้ามาจนได้เป็นว่าที่คุณหมอในอนาคต
สมชาย-
ผมไม่ค่อยภูมิใจสักเท่าไหร่หรอกครับ เพราะกว่าที่ผมจะมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้ ผมก็ต้อง"เหยียบหัวคนอื่น"ขึ้นมาตั้งมากมาย ซึ่งจริงๆแล้ว ผมไม่อยากทำแบบนี้เลย คนทึ่ทำแบบนี้ได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยนั้น คงจะต้องมีจิตใจที่เหี้ยมเกรียม และเลือดเย็นมากพอดู พร้อมกับพกพาความเห็นแก่ตัวแบบสุดๆเลยทีเดียว จึงจะมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้ มีน้อยคนนักที่มีทั้งคุณธรรม และสติปัญญาควบคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สมชาย- ภูมิใจมากๆเลยครับ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ของผม
อาจารย์๔- หมอคิดอย่างไรบ้างกับหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ๖ ปีในเมืองไทย คิดว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอไหมคะ?
สมชาย-
พอดี ผมรู้จักรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าคนหนึ่งซึ่งสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ และตอนนี้เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๖ แล้ว เขาเคยคุยให้ฟังเกี่ยวกับหลักสูตร ผมคิดว่า ระยะเวลา๖ปีทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่สมบูรณ์พอ และถึงแม้จะเพิ่มระยะเวลาที่เรียนเป็น ๑๐ปี หรือ๑๕ปี ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะประเทศไทยเสพติดการป้อนความรู้ให้นักศึกษามากเกินไป ไม่ค่อยได้กระตุ้นให้นักศึกษาคิดแก้ปัญหาเอง เปรียบได้กับการป้อนข้าวให้เด็กที่ไม่รู้จักโตเสียที ในที่สุด เด็กก็หาข้าวกินเองไม่เป็น เกิดเป็นความพิการทางองค์ความรู้ และตามมาด้วยความล้าหลังทางวิชาการและวิทยาการ นอกจากนั้น หลักสูตรแพทยศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเน้นในคุณธรรมและจริยธรรมเท่าที่ควร ทำให้นักศึกษาแพทย์ที่เรียนจบออกไปใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่มุ่งเน้นไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบัน ถึงแม้ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อแก้ไขปัญหาทางคุณธรรมและจริยธรรมไปบ้างแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ผมคิดว่า เราควรจะต้องหันไปใส่ใจแก้ปัญหากันที่"สถาบันครอบครัว"ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสังคม
สมชาย- ผมคิดว่าระยะเวลา ๖ ปีน่าจะเพียงพอที่จะทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานทางการแพทย์ครับ
อาจารย์๓- คิดอย่างไรบ้างคะกับคำว่า"หมอ"
สมชาย-
ผมรู้สึกว่า ในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมี"หมอ"ในประเทศไทยครับ ผมมักจะเห็นแต่"พ่อค้า"ทำงานรักษาผู้ป่วยเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทองมาบำรุงบำเรอความสุขส่วนตัว คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ผมไม่เคยเห็นหมอที่ร่ำรวยจนมีรถยนต์ราคาหลายล้านบาทขับ มีบ้านหลังใหญ่เหมือนปราสาทราชวัง ใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพง กินอาหารตามภัตตาคารหรูๆสัปดาห์ละหลายครั้ง ก็มีรุ่นผมนี่แหละครับที่เริ่มเห็นหมอรวยๆแบบนี้ พวกเขาคงเอารัดเอาเปรียบคนไข้ไว้เยอะจนมั่งคั่งร่ำรวยกันขนาดนี้
สมชาย- หมอเป็นผู้ที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยชุบชีวิตผู้ป่วยที่กำลังจะตาย เป็นพ่อพระแม่พระผู้มีความเมตตากรุณา และปรารถนาดีต่อผู้ป่วย เป็นผู้เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขของสังคมครับ
อาจารย์๑- ถ้าหมอเจอคน ๓คน คือ เด็กอายุ ๓ ปี สตรีมีครรภ์ และชายชราอายุ ๗๐ ปี กำลังจะจมน้ำตายพร้อมๆกัน หมอจะเลือกช่วยคนไหนก่อนครับ?
สมชาย-
ตามหลักจริยธรรมแล้ว ควรจะต้องเข้าไปช่วยสตรีมีครรภ์ก่อน เพราะว่าเปรียบได้กับการช่วยคนถึง ๒ คน แต่ถ้าโชคร้ายที่ชายชราเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์กับเราแล้ว เราก็คงต้องเลือกช่วยชายชราก่อน ซึ่งในสังคมปัจจุบันก็มักจะทำกันแบบนี้จริงๆ มันทำให้ผมรู้สึกสับสนกับแนวความคิดของคนสมัยนี้มากว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่ คนสมัยนี้มักมีหลักการและเหตุผลอันสวยหรูเอาไว้พูดเพื่อให้ตนเองดูดี มีคุณค่า และน่าเชื่อถือ แต่เวลาปฏิบัติจริงแล้ว เขาก็ทำลายหลักการที่พูดไว้จนป่นปี้หมด แล้วต่อไป เด็กไทยจะยึดถืออะไรเป็นกฎเกณฑ์ในชีวิตได้ในเมื่อผู้ใหญ่ในสังคมยังประพฤติตัวกันแบบนี้
สมชาย- ช่วยสตรีมีครรภ์ก่อนครับ เพราะในอนาคตข้างหน้า เธอผู้นั้นจะได้ให้กำเนิดบุตรที่เป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป และเธอก็อาจจะให้กำเนิดบุตรคนต่อๆไปได้อีก
อาจารย์๑- มีอาจารย์ท่านใดมีคำถามอีกไหมครับ?
..............
อาจารย์๑- ถ้าอย่างนั้นคงพอเท่านี้ครับ ผลการสอบสัมภาษณ์เป็นอย่างไร ทางเราจะติดต่อหมอเพื่อแจ้งให้ทราบอีกที เชิญหมอไปพักผ่อนได้ครับ
สมชาย- ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับ คุณคงเห็นแล้วว่า สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เราพูดออกไปนั้น ไม่จำเป็นต้องตรงกัน ทำไมเหรอครับ? ผมคิดว่า คุณคงจะตอบได้เองว่าเพราะเหตุใด...คนเราถึงเป็นแบบนี้ ใครกันทำให้เขาเป็นแบบนี้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนในสังคมแสดงออกในสิ่งที่เขาเป็นอยู่จริงๆ ไม่เสแสร้งหลอกลวงไปเรื่อยๆ เพราะถ้าการเสแสร้งยังไม่หมดไป การแก้ไขก็ยังคงไม่ตรงจุดตรงประเด็นเสียที
คนในสังคมถูกจำกัดสิทธิในการแสดงออกมากเกินไปหรือไม่? คนเรามักถูกกำหนดให้แสดงออกในสิ่งที่ทำให้"ผู้รับสาร"ถูกใจ แต่น่าเสียดายที่เป็นการหลอกลวง และไร้ซึ่งตัวตนอันแท้จริง
ตอนนี้ คุณนั่นแหละ ต้องตัดสินใจว่า อยากได้ความถูกใจแต่หลอกลวง หรือว่าอยากได้ "ความจริงแท้"กันแน่
------------------------------------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น