วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ห้องหมายเลข ๔

     คำแนะนำก่อนการอ่าน
     ๑.ถ้าผู้อ่านมีอายุน้อยกว่า ๑๕ ปี   ผู้ปกครองควรพิจารณาให้คำแนะนำในการอ่าน
     ๒.ข้อความที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวหนาและถูกขีดฆ่า   คือ   สิ่งที่ตัวละครคิดและอยากพูด   แต่ไม่กล้าพูดออกมา  
     ๓.กรุณาอย่าหลอกตัวเอง   และควรทำใจให้ยอมรับความเป็นจริงในสังคมกันบ้าง    แต่ถ้าคุณไม่สามารถยอมรับได้แล้วละก็... ให้อ่านเฉพาะข้อความตรงที่ไม่ถูกขีดฆ่าก็ได้
     ๔.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น   ตัวละครทั้งหมดในเรื่องเป็นตัวละครที่ถูกสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น  


     วันที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๘
     เวลา ๑๔.๓๘ น.
     ณ บริเวณหน้าห้องสอบสัมภาษณ์หมายเลข ๔ ของคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่ง   "สมชาย"คือผู้โชคดีคนหนึ่งที่ใช้ความมานะบากบั่นฝ่าฟันการสอบอันแสนหฤโหด จนสอบได้คณะแพทยศาสตร์แห่งนี้   ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันที่มีคนอยากเรียนมากเป็นอันดับที่ ๑ ของประเทศไทย   สีหน้าและท่าทางของเขาแสดงออกถึงความมั่นใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเกิน ๑๐๐ เปอร์เซนต์
     เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปในห้องหมายเลข ๔    เขาเดินเข้าไปในห้องด้วยอาการอันสงบ   เอาละครับ...คุณไม่ต้องรู้ว่า"ผม"คือใคร...   ขอแต่เพียงให้รับทราบว่า   "ผม"รู้และเห็นในทุกสิ่งที่มนุษย์โลกคิด   พูด   และทำ   ไม่มีใครหลอกผมได้    เชิญคุณอ่านต่อเอาเองเถอะครับว่า   เขาคุยอะไรกัน   เพื่อจะได้เอาเนื้อหาที่ได้รับไปแนะนำน้องๆ หรือลูกๆหลานๆที่กำลังจะสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ให้ได้ทราบแนวทางในการสอบสัมภาษณ์   ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเขาต่อไป

     สมชาย-      สวัสดีครับ
     อาจารย์๑-   เชิญนั่งครับ   ตามสบายเลยนะ
     สมชาย-      ขอบคุณครับ
     อาจารย์๒-  หมอเรียนจบจากไหนครับ?
     สมชาย-      โรงเรียน***ครับ
     อาจารย์๓-   เกรดเฉลี่ยตลอดชั้นม.ปลายได้เท่าไหร่คะ?
     สมชาย-      เป็นแบบนี้กันทุกทีเลยนะครับ   เอะอะก็ถามแต่เรื่องเกรดก่อน   ผมสงสัยจริงๆเลยว่า   ไอ้ตัวเลขพวกนี้มันบอกคุณภาพหรือคุณค่าของคนแต่ละคนได้มากน้อยแค่ไหนกัน    หรือว่าคนในสังคมเขาวัดคุณค่าความเป็นคนด้วยเกรดเฉลี่ย
     สมชาย-      ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ   แค่๓.๙๓
     อาจารย์๒-   ผมว่า  ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าโรงเรียน***มีชื่อเสียงมาก   และมีแต่นักเรียนเก่งๆทั้งนั้น   แล้วโรงเรียนของหมอสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ทั้งหมดกี่คนครับ?
     สมชาย-       ผมคิดว่า   โรงเรียนที่มีชื่อเสียงนั้นไม่สำคัญมากมายนักหรอกครับ   ขึ้นอยู่กับว่า    เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานทางวิชาการที่ดีเพียงใด   และตั้งใจเรียนแค่ไหน   และที่ผมรู้สึกรำคาญใจมาตลอดก็คือ   ทำไมพ่อแม่ของเด็กถึงต้องมีอาการ"บ้าสถาบัน"กันเกินกว่าเหตุ   ทุ่มเงินให้ลูกเรียนพิเศษ   บำรุงบำเรอตามใจลูกทุกอย่าง   เพื่อให้ลูกสอบเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงให้ได้   เสร็จแล้วก็เอาไปคุยโม้กับเพื่อนบ้าน   ญาติๆ   และเพื่อนๆที่ทำงานเดียวกัน   จนพวกเขาพากันเหม็นน้ำลายกันไปหมดแล้ว   ขณะเดียวกันก็ยกย่องคุณลูกทั้งหลายให้เป็น"ลูกบังเกิดเกล้า"   หรือจนถึงขั้นเป็น"เทวดาประจำครอบครัว"   ซึ่งนำไปสู่การเอาอกเอาใจและตามใจลูกทุกอย่างจน"เสียเด็ก"
     สมชาย-       สอบได้ ๑๓๙ คนครับ
     อาจารย์๑-    โอ้โห!   ได้ข่าวว่ามากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
     สมชาย-       ใช่ครับ
     อาจารย์๔-    รู้สึกอย่างไรบ้างคะที่สอบได้ที่นี่?
     สมชาย-        คำถามแบบนี้น่าเบื่อมากเลยครับ   เหมือนกับที่นักข่าวถามนักแสดงที่ได้รับรางวัลใหญ่จากการแสดงว่ารู้สึกอย่างไร   ซึ่งมันก็แน่อยู่แล้วครับว่า   เขาต้องดีใจมาก   เขาคงไม่เสียใจ  หรือหวั่นวิตกอะไรหรอกครับ
      สมชาย-        ดีใจมากเลยครับ
      อาจารย์๒-     เลือกเรียนหมอเพราะอะไรครับ?
      สมชาย-         จริงๆแล้ว   ผมอยากเรียนหมอเพราะ...
๑.ไม่ต้องคอยลำบากเดินหางานตามบริษัทห้างร้าน    ซึ่งในที่สุดก็อาจต้อง"ทำวิจัยฝุ่น"   อาชีพหมอนี่แหละครับ   หางานง่าย   โดยเฉพาะในหน่วยงานของราชการ
๒.ได้เงินเยอะดี   ไอ้เรื่องนี้ก็แปลกดีนะครับ   สมัยนี้เวลาเพื่อนฝูงนัดพบปะสังสรรค์กันเมื่อใด   ก็มักจะชอบถามกันว่าทำงานอะไรเป็นอันดับแรก   และคำถามต่อมาก็คือ   ได้เงินเดือนเท่าไหร่   สุดท้ายแล้ว   คนที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างบอกไม่ถูก   คนที่ได้เงินเดือนเยอะกว่าก็รู้สึกว่า   ตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น   สังคมทุนนิยมและบริโภคนิยมทำให้คนเราหน้ามืดตามัวได้ถึงเพียงนี้   จนกระทั่งมองเห็นแต่เฉพาะสีของธนบัตร   แล้วเดินเหยียบย่ำคุณธรรมที่ตกหล่นอยู่ตามพื้นจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
๓.เอาไว้ส่งเสริมสถานะทางสังคมไงล่ะครับ   พอคนอื่นๆเขารู้ว่าคุณเป็นหมอแล้วนะครับ   ท่าทีของเขาจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย   เขาจะปฏิบัติต่อคุณอย่างกับราชา   และคุณจะรุ้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า   คราวนี้   ระบบเส้นสายแบบอภิสิทธิ์ชนก็จะพรั่งพรูตามมา   เกิดเป็นความอยุติธรรมในสังคมที่เห็นกันดาษดื่น
๔.ก็ต่อเนื่องจากข้อ๓.นั่นแหละครับ   เพราะว่าเมื่อคุณเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาล   คราวนี้แหละครับ   ใครก็อยากเป็นญาติของคุณทั้งนั้น(ถึงแม้บางครั้งอาจจะเป็นแค่ญาติปลอมๆก็ตาม)   เพราะถ้าญาติของหมอเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา   ก็จะใช้เส้นสายของหมอเข้าไปนอนป่วยได้อย่างสง่าผ่าเผยในห้องพิเศษซึ่งง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ   ในขณะที่ชาวบ้านตาดำๆต้องรอคิวยาวกว่าจะได้เข้าไปนอน หรือบางครั้งก็ไม่ได้นอนด้วยซ้ำไป
๕.เพื่อที่จะเอาตำแหน่ง"แพทย์"ไปยืนยันกับคนอื่นๆว่า   ตนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ   และเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือเป็นที่สุด   ซึ่งในจุดนี้เอง   เราจำเป็นต้องใคร่ครวญให้ดีว่า    ในสังคมย่อยๆทุกสังคม   ไม่เว้นแม้แต่สังคมของแพทย์เอง   ย่อมมีคนที่ดีและเลวอยู่ปะปนกัน   ไม่มีสังคมใดที่มีเฉพาะแต่คนดี หรือคนเลวไปทั้งหมด   เพราะฉะนั้น   คนที่เป็น"หมอ" ก็มีดีและเลวปะปนกันไป   คำว่า"พ.บ."  "น.พ."   หรือ "พ.ญ." ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันความดีของคนครับ
     สมชาย-         เพราะหมอได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์   ทำให้คนเจ็บป่วยมีอาการดีขึ้น   หรือหายเป็นปกติ   ซึ่งในจุดนั้นจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น   และถ้าเขาเป็นที่พึ่งสำคัญของครอบครัวแล้ว   ก็มีผลช่วยให้ชีวิตของคนในครอบครัวดีขึ้นด้วยครับ   นอกจากนั้น   อาชีพหมอยังทำให้เพื่อนมนุษย์มีความสุขด้วย   เพราะกายและใจเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน   ถ้ากายป่วยแล้ว   ใจก็จะป่วยด้วย   จิตใจอันเต็มไปด้วยความห่วงใยของหมอ   ตลอดจนการรักษาที่ได้มาตรฐาน   จะทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นทั้งกายและใจ
     อาจารย์๓-      แล้วทำไมถึงเลือกเรียนแพทยศาสตร์   และไม่เลือกเรียนทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์  ซึ่งก็เป็นหมอเหมือนกัน
     สมชาย-         คืออย่างนี้นะครับ   ตั้งแต่ผมเกิดมาและใช้ชีวิตมาตลอด ๑๗ ปี   สังคมได้สอนอะไรๆให้กับผมไว้มากมาย   แต่สอนกันแบบผิดๆทั้งนั้น   และผมก็ไม่แน่ใจว่า   ผู้ใหญ่คนไหนสอนผมไว้บ้าง   รวมทั้งทำไมถึงสอนกันแบบนี้   ตอนที่ผมยังเด็กอยู่   มีผู้ใหญ่หลายคนได้สอนให้ผมยกย่องเชิดชูทุกๆอาชีพที่สุจริต   แต่ในตอนนี้   ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น   รู้สึกเหมือนถูกล้างสมองให้นิยมชมชอบแต่อาชีพที่ทำรายได้สูงๆ   แล้วก็เป็นอาชีพที่บ่งบอกว่า   ผู้นั้นเป็นคนฉลาด   มีภูมิปัญญาอันล้ำเลิศและเป็นพวกหัวกะทิ   อาชีพเหล่านั้นก็คือ   แพทย์ และวิศวกร   ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ได้   และคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่   และถ้าให้ผมตอบคำถามนี้   ก็คงต้องบอกตามตรงว่า   สังคมทำให้ผมเกิดความคิดว่า   แพทย์เก่งกว่าทันตแพทย์ และสัตวแพทย์   ทั้งๆที่ต้องเรียน ๖ ปีเท่ากัน   มันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่ามากๆ   แต่ผมก็เห็นคนที่มีการศึกษาสูงๆคิดแบบนี้เต็มไปหมด
      สมชาย-        แพทย์สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากกว่าทันตแพทย์และสัตวแพทย์ครับ   แพทย์เรียนรู้ทุกระบบในร่างกายมนุษย์   และสามารถแก้ปัญหาได้ทั่วร่างกายมนุษย์   ในขณะที่ทันตแพทย์จะแก้ปัญหาได้เฉพาะที่เกี่ยวกับช่องปาก และระบบทางเดินอาหารเท่านั้น   ส่วนสัตวแพทย์ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในร่างกายมนุษย์ได้เลยครับ
     อาจารย์๓-     ทำไมถึงเลือกเรียนที่นี่เป็นอันดับ๑คะ?
     สมชาย-         เพราะอยู่ใกล้บ้านที่สุดครับ   นั่งรถเมล์ไม่กี่ป้ายก็ถึงแล้วครับ   เหตุผลมีแค่นั้นจริงๆครับ
     สมชาย-         เพราะมหาวิทยาลัย****เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมายาวนานแล้ว   มีศิษย์เก่าที่จบจากคณะแพทยศาสตร์ไปทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมายหลายต่อหลายท่าน   นอกจากนั้นยังเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมารับการรักษามากที่สุดในประเทศ   และมีเทคโนโลยีทางการแพทย์อันทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียครับ
     อาจารย์๑-      ถ้าหมอเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตหลักสูตร ๖ ปีแล้ว   อยากจะเรียนต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไหนครับ?
     สมชาย-         ก็คงจะเรียนในสาขาที่ได้ค่าตอบแทนมากๆ   ทำงานน้อยๆ   อยู่เวรน้อยๆ   แปลกนะครับ   ตอนผมเป็นเด็ก   ผมก็ไม่ได้คิดแบบนี้นะครับ   แต่แปลกใจเหมือนกันว่า   ใครสอนให้ผมคิดแบบนี้   หรือว่าผมคิดแบบนี้ขึ้นมาเอง(!?!)
     สมชาย-         ตอนนี้   ผมยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนต่อในสาขาใดครับ   คงต้องขอเวลาศึกษาลักษณะงานของแต่ละสาขาดูก่อน   แล้วจึงค่อยตัดสินใจอีกทีครับ
     อาจารย์๒-     หมอรู้จักคุณ ชยา   รุ่งสุวรรณไหมครับ?(อาจารย์จะทดสอบความรู้รอบตัว)
     สมชาย-         อ๋อ!   ไอ้เศรษฐีหมื่นล้านที่ทำธุรกิจเปลี่ยนอวัยวะจากมนุษย์โคลนนิ่งมาใส่ในคนไข้โรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะใช่ไหมครับ   ผมว่ามันไร้คุณธรรมสิ้นดี   มันตกเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของระบบทุนนิยมลวงโลกที่เห็นว่า   เงินทองสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดๆ...แม้กระทั่งชีวิตคน...   มันฆ่ามนุษย์โคลนนิ่งเพื่อเอาอวัยวะไปแลกกับเงินอย่างเลือดเย็นที่สุด
     สมชาย-         ผมคิดว่า   คุณชยาเป็นผู้ให้ความหวังกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะเพื่อต่อชีวิตให้ยืนยาวต่อไป   ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านั้นสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ต่อไป   นับเป็นก้าวใหม่ในวงการแพทย์ และวงการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะเลยทีเดียวครับ
     อาจารย์๔-     หมอมีงานอดิเรกอะไรบ้างคะ?
     สมชาย-         กินกับนอนครับ
     สมชาย-         ผมชอบฟังเพลงกับเล่นดนตรีครับ
     อาจารย์๔-     ชอบเพลงแนวไหนคะ?   เล่นดนตรีด้วยหรือเปล่าคะ?
     สมชาย-         ผมชอบแนว death metal กับ metal coreครับ   ผมชอบคณะ Napalm Death,Deicide, แล้วก็ Carnibal Corpseครับ   อ้อ! เกือบลืมBioharzard กับ Limp Bizkitซะแล้ว   ส่วนเครื่องดนตรีนั้น   ผมใช้กีตาร์ไฟฟ้าของ Jackson กับ ESP ครับ   แล้วก็ใช้แอมป์ของMesa-Boogie กับ Marshall ครับ
     สมชาย-         ถ้าเป็นวงดนตรีของไทย   ผมชอบคณะ"ฟองน้ำ" กับ "บอยไทย"ครับ  เพราะเป็นวงที่ผสมผสานระหว่างแนวดนตรีฝั่งตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด   แต่ถ้าเป็นศิลปินต่างประเทศแล้ว   ผมชอบ Miles Davisครับ   ท่านเป็นบิดาแห่งแนวดนตรีฟิวชั่นที่หาตัวจับยากมาก   มีน้อยคนนักที่จะเล่นดนตรีและแต่งเพลงได้เก่งกาจอย่างท่าน   ส่วนเครื่องดนตรีที่ผมชอบ คือ เปียโนครับ
     อาจารย์๑-     หมอชอบดูภาพยนตร์หรือเปล่าครับ?
     สมชาย-        ชอบมากครับ   หนังในดวงใจของผมคือเรื่องPsychoครับ   ผมชอบฉากที่ตัวละครเอกของเรื่องคือนอร์แมนฆ่าหญิงสาวในห้องน้ำ   มันช่างเป็นฉากที่สุดคลาสสิกและแสนงดงามจริงๆครับ   ส่วนเรื่องโปรดอีกเรื่องหนึ่งคือ   Halloween ครับ  ผมชอบฉากที่ไมเคิลเอามีดผ่าตัดจ้วงแทงเข้าไปในสันหลังของพยาบาลสาว...แล้วยกตัวเธอจนลอยขึ้นจากพื้น   มันช่างเป็นฉากที่สวยสุดๆเลยครับ
     สมชาย-        ผมชอบ The sound of music ครับ   พอดีคุณแม่เอาเรื่องนี้มาให้ดูตอนเด็กๆ   ฉากที่ร้องเพลงกันบนภูเขาช่างน่ารักและสดใสจริงๆ   ...อ้อ!   แล้วก็ E.T.ครับ  เป็นเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆ
     อาจารย์๒-    เอาละครับ   เมื่อหมอมาถึงจุดนี้แล้ว   ภูมิใจไหมครับ?   ที่สามารถฝ่าฟันเข้ามาจนได้เป็นว่าที่คุณหมอในอนาคต
     สมชาย-        ผมไม่ค่อยภูมิใจสักเท่าไหร่หรอกครับ   เพราะกว่าที่ผมจะมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้   ผมก็ต้อง"เหยียบหัวคนอื่น"ขึ้นมาตั้งมากมาย   ซึ่งจริงๆแล้ว   ผมไม่อยากทำแบบนี้เลย   คนทึ่ทำแบบนี้ได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยนั้น   คงจะต้องมีจิตใจที่เหี้ยมเกรียม   และเลือดเย็นมากพอดู   พร้อมกับพกพาความเห็นแก่ตัวแบบสุดๆเลยทีเดียว   จึงจะมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้   มีน้อยคนนักที่มีทั้งคุณธรรม และสติปัญญาควบคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
     สมชาย-        ภูมิใจมากๆเลยครับ   โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ของผม
     อาจารย์๔-    หมอคิดอย่างไรบ้างกับหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ๖ ปีในเมืองไทย   คิดว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอไหมคะ?
     สมชาย-        พอดี   ผมรู้จักรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าคนหนึ่งซึ่งสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้   และตอนนี้เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๖ แล้ว   เขาเคยคุยให้ฟังเกี่ยวกับหลักสูตร   ผมคิดว่า   ระยะเวลา๖ปีทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้   ทักษะ   และความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น   แต่ยังไม่สมบูรณ์พอ   และถึงแม้จะเพิ่มระยะเวลาที่เรียนเป็น ๑๐ปี   หรือ๑๕ปี   ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น   เพราะประเทศไทยเสพติดการป้อนความรู้ให้นักศึกษามากเกินไป   ไม่ค่อยได้กระตุ้นให้นักศึกษาคิดแก้ปัญหาเอง   เปรียบได้กับการป้อนข้าวให้เด็กที่ไม่รู้จักโตเสียที   ในที่สุด   เด็กก็หาข้าวกินเองไม่เป็น   เกิดเป็นความพิการทางองค์ความรู้   และตามมาด้วยความล้าหลังทางวิชาการและวิทยาการ   นอกจากนั้น   หลักสูตรแพทยศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเน้นในคุณธรรมและจริยธรรมเท่าที่ควร   ทำให้นักศึกษาแพทย์ที่เรียนจบออกไปใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่มุ่งเน้นไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก   ซึ่งในปัจจุบัน   ถึงแม้ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อแก้ไขปัญหาทางคุณธรรมและจริยธรรมไปบ้างแล้ว   ก็ยังไม่เห็นว่าสถานการณ์จะดีขึ้น   ผมคิดว่า   เราควรจะต้องหันไปใส่ใจแก้ปัญหากันที่"สถาบันครอบครัว"ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสังคม
     สมชาย-        ผมคิดว่าระยะเวลา ๖ ปีน่าจะเพียงพอที่จะทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้  ทักษะ  และความมั่นใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานทางการแพทย์ครับ
     อาจารย์๓-    คิดอย่างไรบ้างคะกับคำว่า"หมอ"
     สมชาย-        ผมรู้สึกว่า   ในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมี"หมอ"ในประเทศไทยครับ   ผมมักจะเห็นแต่"พ่อค้า"ทำงานรักษาผู้ป่วยเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทองมาบำรุงบำเรอความสุขส่วนตัว   คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ผมไม่เคยเห็นหมอที่ร่ำรวยจนมีรถยนต์ราคาหลายล้านบาทขับ   มีบ้านหลังใหญ่เหมือนปราสาทราชวัง   ใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพง   กินอาหารตามภัตตาคารหรูๆสัปดาห์ละหลายครั้ง   ก็มีรุ่นผมนี่แหละครับที่เริ่มเห็นหมอรวยๆแบบนี้   พวกเขาคงเอารัดเอาเปรียบคนไข้ไว้เยอะจนมั่งคั่งร่ำรวยกันขนาดนี้
     สมชาย-        หมอเป็นผู้ที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัยไข้เจ็บ   ช่วยชุบชีวิตผู้ป่วยที่กำลังจะตาย   เป็นพ่อพระแม่พระผู้มีความเมตตากรุณา   และปรารถนาดีต่อผู้ป่วย   เป็นผู้เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขของสังคมครับ
     อาจารย์๑-    ถ้าหมอเจอคน ๓คน คือ   เด็กอายุ ๓ ปี   สตรีมีครรภ์   และชายชราอายุ ๗๐ ปี   กำลังจะจมน้ำตายพร้อมๆกัน   หมอจะเลือกช่วยคนไหนก่อนครับ?
     สมชาย-       ตามหลักจริยธรรมแล้ว   ควรจะต้องเข้าไปช่วยสตรีมีครรภ์ก่อน   เพราะว่าเปรียบได้กับการช่วยคนถึง ๒ คน   แต่ถ้าโชคร้ายที่ชายชราเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์กับเราแล้ว   เราก็คงต้องเลือกช่วยชายชราก่อน      ซึ่งในสังคมปัจจุบันก็มักจะทำกันแบบนี้จริงๆ   มันทำให้ผมรู้สึกสับสนกับแนวความคิดของคนสมัยนี้มากว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่   คนสมัยนี้มักมีหลักการและเหตุผลอันสวยหรูเอาไว้พูดเพื่อให้ตนเองดูดี   มีคุณค่า   และน่าเชื่อถือ   แต่เวลาปฏิบัติจริงแล้ว   เขาก็ทำลายหลักการที่พูดไว้จนป่นปี้หมด   แล้วต่อไป   เด็กไทยจะยึดถืออะไรเป็นกฎเกณฑ์ในชีวิตได้ในเมื่อผู้ใหญ่ในสังคมยังประพฤติตัวกันแบบนี้
     สมชาย-       ช่วยสตรีมีครรภ์ก่อนครับ   เพราะในอนาคตข้างหน้า   เธอผู้นั้นจะได้ให้กำเนิดบุตรที่เป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป   และเธอก็อาจจะให้กำเนิดบุตรคนต่อๆไปได้อีก
     อาจารย์๑-    มีอาจารย์ท่านใดมีคำถามอีกไหมครับ?
     ..............
     อาจารย์๑-    ถ้าอย่างนั้นคงพอเท่านี้ครับ   ผลการสอบสัมภาษณ์เป็นอย่างไร   ทางเราจะติดต่อหมอเพื่อแจ้งให้ทราบอีกที   เชิญหมอไปพักผ่อนได้ครับ
      สมชาย-       ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ

      เป็นอย่างไรบ้างครับ   คุณคงเห็นแล้วว่า   สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เราพูดออกไปนั้น   ไม่จำเป็นต้องตรงกัน   ทำไมเหรอครับ?   ผมคิดว่า   คุณคงจะตอบได้เองว่าเพราะเหตุใด...คนเราถึงเป็นแบบนี้   ใครกันทำให้เขาเป็นแบบนี้   แต่สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ   ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนในสังคมแสดงออกในสิ่งที่เขาเป็นอยู่จริงๆ   ไม่เสแสร้งหลอกลวงไปเรื่อยๆ   เพราะถ้าการเสแสร้งยังไม่หมดไป   การแก้ไขก็ยังคงไม่ตรงจุดตรงประเด็นเสียที
     คนในสังคมถูกจำกัดสิทธิในการแสดงออกมากเกินไปหรือไม่?   คนเรามักถูกกำหนดให้แสดงออกในสิ่งที่ทำให้"ผู้รับสาร"ถูกใจ   แต่น่าเสียดายที่เป็นการหลอกลวง   และไร้ซึ่งตัวตนอันแท้จริง
     ตอนนี้   คุณนั่นแหละ   ต้องตัดสินใจว่า   อยากได้ความถูกใจแต่หลอกลวง   หรือว่าอยากได้ "ความจริงแท้"กันแน่

                                         ------------------------------------------------------
    
                   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น