"แพทย์" เป็นอาชีพที่มีเกียรติในสังคมไทย และเป็นอาชีพที่มีโอกาสในการช่วยเหลือผู้คนในสังคมได้มากกว่าอาชีพอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ"ชีวิต"มากกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าคนดีไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ก็จะไม่สามารถประกอบคุณงามความดีเพื่อส่วนรวมได้อีกต่อไป ถ้าคนเห็นแก่ตัวไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ก็จะไม่สามารถสะสมทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ และเสพสุขจากสิ่งเหล่านั้นได้อีกต่อไป ดังนั้น "ชีวิต"สำคัญมากเหลือเกิน
ผู้ที่จะมาเป็นแพทย์ได้นั้น จะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความเป็นความตายของคน ดังนั้น แพทย์คงจะต้องมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่าคนทั่วๆไปบ้าง กล่าวคือ
๑.ต้องมีความรู้ดี จึงจะสามารถวินิจฉัย และรักษาโรคได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
๒.ต้องมีคุณธรรมหลายประการ ได้แก่ ความเมตตากรุณา ความขยันหมั่นเพียร ความเสียสละ ความอดทนอดกลั้น ความไม่โลภ ความใส่ใจใฝ่ศึกษา ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เป็นต้น
ในอดีต ประชาชนได้มองเห็นและตระหนักถึงความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมของแพทย์ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อกังขา เราจะได้พบเห็นแพทย์ผู้มีความสามารถสูงได้อุทิศตัวทำงานให้กับโรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยในท้องที่ทุรกันดารอยู่นานหลายสิบปี โดยได้ค่าตอบแทนเพียงเดือนละไม่กี่พันบาท และได้ทุ่มเททำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมง แม้ว่าจะเป็นการทำงานนอกเวลาราชการ ก็ไม่เคยพร่ำบ่นเรียกร้องถึงค่าตอบแทนที่ควรได้เพิ่มเติมตามจำนวนชิ้นงานที่ตนเองทำ ไม่มีการพูดถึงตัวเลขเงินในบัญชีธนาคาร รถยนต์หรู บ้านหลังใหญ่โต การท่องเที่ยวในต่างประเทศ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ประดับกายอันจะเสริมความเป็นสง่าราศรีให้แก่ตนเอง
เมื่อเวลาผ่านไป แพทย์รุ่นใหม่ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และประชาชนได้เริ่มสังเกตเห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทางด้านความคิด ทัศนคติ และจิตวิญญาณในตัวแพทย์ส่วนใหญ่ กล่าวคือ ในแง่ของความรู้ความสามารถนั้น เนื่องจากในปัจจุบันได้มีวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ความรู้ของแพทย์ในปัจจุบันจึงมากกว่าในอดีตอย่างแน่นอน แต่ในแง่ของคุณธรรมในจิตใจนั้นแตกต่างกัน โดยมีแนวโน้มว่า จากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น คุณธรรมในจิตใจของแพทย์ค่อยๆลดน้อยลงจนเห็นได้ชัด
เราคงจะต้องมาร่วมกันค้นหาว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณธรรมในจิตใจแพทย์ค่อยๆลดลง โดยจะพิจารณาเป็นประเด็นๆไปดังนี้
๑. การคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์
สำหรับประเทศไทยนั้น การคัดเลือกนักศึกษาแพทย์จะคัดเลือกจาก"ผลการเรียน"เป็นหลัก ในอดีต ผู้ที่จะเรียนแพทย์จะต้องเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ก่อน แล้วจึง"ข้ามฟาก"ไปเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ต่อ ซึ่งเมื่อเรียนแพทย์จบแล้ว ก็จะได้รับปริญญาบัตร ๒ ใบ คือ วิทยาศาสตรบัณฑิต และแพทยศาสตรบัณฑิต
ในปัจจุบัน การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ ก็ยังเป็นการคัดเลือกคนที่"เรียนเก่ง"เข้ามาเรียน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างระบบการคัดเลือกในอดีตและปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าล้วนเป็นระบบที่ไม่ได้ยืนยันว่า ได้คัด"คนดีแท้"เข้ามาเรียนแพทย์ ถึงแม้ในปัจจุบัน จะมีข้อสอบวัดความถนัดทางการแพทย์ และระบบการสอบสัมภาษณ์ของแต่ละสถาบันเพื่อคัดกรองบุคคลแล้วก็ตาม แต่ก็คงเป็นได้แค่การคัดกรองแบบหยาบๆเพื่อไม่ให้"คนไม่ดี" รวมไปถึง"ผู้ป่วยโรคจิต"เข้ามาเรียนแพทย์ได้ อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ก็ยังไม่สามารถคัดกรองได้ลึกลงไปถึง"คุณธรรรมระดับละเอียดอ่อน"ได้ เช่น ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ความมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ความเกรงกลัวและละอายต่อบาป ความเรียบง่ายสมถะ ความเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นต้น ดังนั้น นักศึกษาแพทย์จึงมีทั้งผู้ที่มีจิตใจใฝ่คุณธรรม และไม่ใส่ใจในคุณธรรมปะปนกันไป ซึ่งรูปแบบนี้คงไม่แตกต่างกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ทำไมสัดส่วนของแพทย์ที่มีคุณธรรมในอดีตจึงมีมากกว่าในปัจจุบัน... หรืออาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แตกต่างกันอาจจะอยู่ที่ช่วงเวลาที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ก็เป็นได้
๒. แนวทางในการอบรมเพื่อให้นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรมสูง
จากข้อ๑. เราจะเห็นแล้วว่า ในแง่ของคุณธรรมนั้น นักศึกษาแพทย์แต่ละคนจะมีระดับคุณธรรมในจิตใจที่แตกต่างกันไป ดังนั้น หลักสูตรแพทยศาสตร์ที่ดีต้องเป็นหลักสูตรที่เสริมสร้างให้นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งได้ทุกคน ซึ่งนั่นคืออุดมคติ ได้มีผู้กล่าวโทษหลักสูตรแพทยศาสตร์ในปัจจุบันว่า ไม่สามารถทำให้นักศึกษาแพทย์จบออกมาเป็น"แพทย์ที่ดี"ได้ แต่เป็นได้เพียง"แพทย์ผู้มีความรู้ความสามารถดี"เท่านั้นเอง ซึ่งต่างจากหลักสูตรในอดีตที่ผลิต"แพทย์ที่ดี"ออกมาในสัดส่วนที่มากกว่ายุคปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ซึ่งก็พบว่า หลักสูตรในอดีตก็ไม่ได้เน้นเรื่องคุณธรรมให้เป็นเรื่องเป็นราวชัดเจนแต่อย่างใด แล้วทำไมสัดส่วนของ"แพทย์ทีดี"จึงน้อยลงในปัจจุบัน? เป็นไปได้หรือไม่ว่า การปลูกฝังคุณธรรมให้แก่นักศึกษาแพทย์นั้นไม่จำเป็นต้องทำเป็นหลักสูตรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่อาจเป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้ค่อยๆซึมซับเข้าไปในจิตใจของนักศึกษาแพทย์ทุกเมื่อเชื่อวันจนเป็นวิถีชีวิตกันไปเลย สำหรับวิธีการปลูกฝังที่ดีที่สุด และเป็นรูปธรรมที่สุดนั้นก็คือ การมีตัวอย่างของ"แพทย์ที่ดี"ให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็น พอถึงตรงนี้แล้ว ผมกำลังจะบอกว่า โรงเรียนแพทย์ในยุคปัจจุบันมีอาจารย์แพทย์ที่เป็นตัวอย่างที่ดีน้อยลงใช่หรือไม่? ซึ่งผมคงจะต้องตอบตามตรงว่า"ใช่" แต่เป็นเพราะเหตุใดนั้น คงต้องมาพิจารณากันในข้อ ๓. กันต่อไป
๓.ทัศนคติและมุมมองเรื่องคุณธรรมของคนในสังคมไทย
คนไทยในยุคหลังๆให้ความสำคัญต่อ"คุณธรรม"น้อยกว่า"สิ่งอื่น" ซึ่งคำว่า"สิ่งอื่น"ในที่นี้ หมายถึง ทรัพย์สิน เงินทอง ชื่อเสียง ตำแหน่ง อำนาจ ตลอดจนภาพพจน์ และรูปลักษณ์ภายนอก ถ้าให้ลองไล่ดูความปรารถนาอันดับต้นๆของคนไทยในยุคหลังๆแล้ว ก็ล้วนแต่วนเวียนอยู่กับ"สิ่งอื่น"แทบทั้งสิ้น โดยที่"สิ่งอื่น"นี้ล้วนมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดอันฝักใฝ่ในวัตถุนิยมของคนไทย(รวมทั้งชาวโลกด้วย) ส่วนคุณธรรมนั้นเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบต่อ"สิ่งอื่น"ตรงที่คุณธรรมไม่แสดงคุณสมบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบ หรือชั่งตวงวัดปริมาณได้ อีกทั้งยังไม่เห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว คุณธรรมให้ผลตอบแทนเสมอ เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นเอง
สาเหตุของเรื่องนี้เกิดจากการที่คนไทยไปรับเอาแนวคิดของระบบ"ทุนนิยม" "บริโภคนิยม" และ "วัตถุนิยม" จากประเทศตะวันตกมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งอาจารย์แพทย์ แพทย์ และนักศึกษาแพทย์ ก็ติดอยู่ในกระแส"ทุนนิยม" "วัตถุนิยม" และ"บริโภคนิยม" เช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อเราได้พิจารณามาถึงจุดนี้แล้ว เราจะมองเห็นภาพของสังคมใหญ่สังคมหนึ่งซึ่งมี"วัฒนธรรมวัตถุนิยม"เป็นเสมือนอาจารย์ของสถาบันสังคมและวัฒนธรรมโลก หรือ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" โดยมีอาจารย์แพทย์ แพทย์ และนักศึกษาแพทย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกศิษย์ตัวน้อยๆผู้ว่านอนสอนง่ายของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" และแล้ว... ทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอน กล่าวคือ อาจารย์แพทย์ก็มัวแต่วิ่งวุ่นเพื่อเรียนรู้และปฏิบัติตาม"กระแสโลก"ตามคำสอนของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" จนไม่ได้มาใส่ใจในเรื่องคุณธรรมของตนเอง และของลูกศิษย์ ส่งผลให้ตัวอย่างอาจารย์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งซึ่งพอจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาแพทย์ได้ก็มีจำนวนลดน้อยถอยลงไปทุกทีๆ(ในขณะที่มีอาจารย์แพทย์ที่มีความเก่งกาจทางวิชาการมากขึ้นเรื่อยๆ)
จริงๆแล้ว ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงด้วยในที่นี้ คือ บิดามารดา หรือผู้ปกครองของนักศึกษาแพทย์นั่นเอง เพราะบุคคลเหล่านี้มีอิทธิพลสูงในการเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่คุณธรรม แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว บิดามารดา ตลอดจนผู้ปกครองของนักศึกษาแพทย์ ก็ล้วนแต่ประกาศตัวเป็นลูกศิษย์ของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก"ไปแล้วแทบทั้งสิ้น อาจจะมีบางคนที่พยายาม"สวนกระแสโลก"จนมาเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็กๆได้ แต่ทว่าเราหาตัวอย่างที่ดีแบบนั้นได้ยากเย็นเหลือเกิน
๔.ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมคุณธรรมและสนับสนุนผู้มีคุณธรรมในองค์กร
การสร้างระบบใดๆในองค์กรนั้น เกิดจากแนวคิดของกลุ่มบุคคลเพียงกลุ่มหนึ่งในองค์กร ซึ่งได้แก่กลุ่มผู้บริหารนั่นเอง ซึ่งกลุ่มผู้บริหารนั้นมาจาก ๒ วิธีการ คือ การเลือกตั้ง และการแต่งตั้งโดยกลุ่มผู้บริหารเดิมนั่นเอง
เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มผู้บริหารเดิม เพราะฉะนั้น แนวคิด และทัศนคติของผู้บริหารรุ่นใหม่และเก่าก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก อาจกล่าวได้ว่า "เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย"ด้วยซ้ำไป และเป็นธรรมดาที่นโยบายขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรมในองค์กรนั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารแทบทั้งหมด ถ้าผู้บริหารใส่ใจในคุณธรรมแล้ว ผู้ที่ประสบความสำเร็จในองค์กรย่อมเป็นผู้มีคุณธรรมสูง ซึ่งบุคคลเหล่านั้นก็จะได้เป็นผู้บริหารที่มีคุณธรรมสูงต่อไปในอนาคต
แต่ปรากฏว่า สังคมไทยได้รับอิทธิพลจาก"อาจารย์แห่งกระแสโลก"ในข้อ ๓. มากเกินไป ทำให้โรงเรียนแพทย์ซึ่งจัดว่าเป็นองค์กรแบบหนึ่งถูกครอบงำโดย"กระแสโลก" ส่งผลให้โรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจแต่เรื่องงานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ และการพัฒนาคุณภาพการบริการกันมากเกินไป จนหลงลืมที่จะให้ความสำคัญกับคุณธรรมมากเท่าที่ควรจะเป็น
ในโรงเรียนแพทย์นั้น ได้มีการจัดประเมินความรู้ความสามารถของนักศึกษาแพทย์กันอย่างเข้มข้นด้วยข้อสอบหลายแบบหลายประเภทเต็มไปหมด แต่ทว่าไม่มีการออกแบบ"ข้อสอบทางคุณธรรม"ที่มีคุณภาพดีพอสำหรับนักศึกษาแพทย์ได้ สาเหตุคงเป็นจาก...
ก.ข้อสอบวัดคุณธรรมออกแบบได้ยากมาก
ข.ข้อสอบวัดคุณธรรมไม่สามารถตรวจสอบคัดกรองความเสแสร้งหลอกลวงของนักศึกษาแพทย์ที่เฉลียวฉลาด แต่ขาดคุณธรรมได้
ดังนั้น ในปัจจุบัน นักศึกษาแพทย์ที่สอบตกด้วยสาเหตุทางคุณธรรมนั้น มักเกิดจากการกระทำความผิดที่เห็นได้ชัด เช่น ไม่เข้าเรียนในห้องเรียน ไม่ไปตรวจผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยนอกหรือตึกผู้ป่วยในตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ส่งรายงานเกี่ยวกับผู้ป่วย มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับอาจารย์ หรือเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน หนีการอยู่เวร ลอกข้อสอบเพื่อน เป็นต้น แต่เราไม่สามารถลงโทษนักศึกษาแพทย์ที่ฉลาด แต่ขาดคุณธรรมอันละเอียดอ่อนกว่านั้นได้ เพราะฉะนั้น เราจะได้พบเห็นนักศึกษาแพทย์ที่ฉลาด แต่ทว่าเห็นแก่ตัว ไม่มีความเสียสละ เห็นแก่เงิน และวัตถุสิ่งของ เดินไปเดินมาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ด้วยความภาคภูมิ และนักศึกษาแพทย์เหล่านี้ก็จะได้ดิบได้ดีในการศึกษาเล่าเรียนกันแทบทุกคน และเรียนจบออกไปด้วยผลการเรียนอันยอดเยี่ยม เป็นที่ชื่นชมของญาติพี่น้องและอาจารย์ และเป็นหน้าเป็นตาให้กับสถาบัน
จากสถานการณ์ดังกล่าว นักศึกษาแพทย์ทั้งหลายก็จะเริ่มเรียนรู้ว่า "คุณธรรม" ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าใดนักในโรงเรียนแพทย์ ดังนั้น แค่ทำข้อสอบให้ได้คะแนนมากๆเข้าไว้ และไม่ทำความผิดร้ายแรงก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตนเองเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตได้ ซึ่งจัดได้ว่า เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งของมนุษย์...และสัตว์โลก
และเมื่อได้นำหลายๆประเด็นที่ได้กล่าวมาทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกันแล้ว จะเห็นว่า คนไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งให้ความสำคัญกับระบบ"ทุนนิยม" "บริโภคนิยม" และ "วัตถุนิยม" มากกว่าคุณธรรมซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ แนวคิดแบบนี้ได้มีผลกระทบต่อระดับปัจเจกบุคคล และครอบครัว รวมทั้งขยายตัวไปถึงองค์กรในสังคมจนถึงระดับประเทศ สำหรับการแก้ไขนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดระดับปัจเจกบุคคล แต่ก็คงต้องเริ่มกันที่หน่วยย่อยไปจนถึงหน่วยใหญ่ของสังคม ดังนี้
๑. บิดามารดาต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการยึดมั่นในคุณธรรมให้บุตรเห็นเป็นแบบอย่าง
๒. ครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษา(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการยึดมั่นในคุณธรรม
๓. องค์กร(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องมีนโยบายสร้างเสริมคุณธรรมในองค์กร และส่งเสริมให้กำลังใจบุคลากรที่ยึดมั่นในคุณธรรม
๔. องค์กร(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องสนับสนุนให้ผู้มีคุณธรรมเข้ามาเป็นผู้บริหารองค์กร
๕. โรงเรียนแพทย์ต้องพยายามจัดหลักสูตรเพื่อส่งเสริมคุณธรรมในตัวนักศึกษาแพทย์ให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ และไม่ลดละความพยายามในการออกแบบข้อสอบ เพื่อการประเมินผลทางด้านคุณธรรมในตัวนักศึกษาแพทย์อย่างเต็มที่
๖. สังคมต้องให้คุณค่าแก่"คนดี"ให้เท่าเทียมกับ"คนเก่ง" ไม่ใช่เอาแต่ยกยอปอปั้นแต่"คนเก่ง"เพียงฝ่ายเดียว แล้วจัดหารางวัลอันกระจ้อยร่อยมามอบให้แก่"คนดี"เพียงเพื่อรักษาภาพพจน์ขององค์กรไว้แต่เพียงเท่านั้น
๗. ส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้มากขึ้น ลดการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทยมาใช้อย่างไม่ไตร่ตรองให้ดี
๘. สำหรับข้อสุดท้าย ...ยังจำกันได้ไหมครับว่า"พออยู่ พอกิน พอใช้ อย่างพอเพียง"
----------------------------------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น