วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิวัฒนาการแห่งจิตวิญญาณความเป็นแพทย์

     "แพทย์" เป็นอาชีพที่มีเกียรติในสังคมไทย   และเป็นอาชีพที่มีโอกาสในการช่วยเหลือผู้คนในสังคมได้มากกว่าอาชีพอื่นๆ   ที่เป็นเช่นนี้   เพราะผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ"ชีวิต"มากกว่าสิ่งอื่นใด   ถ้าคนดีไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้   ก็จะไม่สามารถประกอบคุณงามความดีเพื่อส่วนรวมได้อีกต่อไป   ถ้าคนเห็นแก่ตัวไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้   ก็จะไม่สามารถสะสมทรัพย์สิน   เงินทอง   อำนาจ   และเสพสุขจากสิ่งเหล่านั้นได้อีกต่อไป   ดังนั้น "ชีวิต"สำคัญมากเหลือเกิน
     ผู้ที่จะมาเป็นแพทย์ได้นั้น   จะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความเป็นความตายของคน   ดังนั้น   แพทย์คงจะต้องมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่าคนทั่วๆไปบ้าง   กล่าวคือ
     ๑.ต้องมีความรู้ดี   จึงจะสามารถวินิจฉัย และรักษาโรคได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
     ๒.ต้องมีคุณธรรมหลายประการ   ได้แก่   ความเมตตากรุณา   ความขยันหมั่นเพียร   ความเสียสละ   ความอดทนอดกลั้น   ความไม่โลภ   ความใส่ใจใฝ่ศึกษา   ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน   เป็นต้น
     ในอดีต   ประชาชนได้มองเห็นและตระหนักถึงความรู้ ความสามารถ   และคุณธรรมของแพทย์ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อกังขา   เราจะได้พบเห็นแพทย์ผู้มีความสามารถสูงได้อุทิศตัวทำงานให้กับโรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยในท้องที่ทุรกันดารอยู่นานหลายสิบปี   โดยได้ค่าตอบแทนเพียงเดือนละไม่กี่พันบาท   และได้ทุ่มเททำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมง  แม้ว่าจะเป็นการทำงานนอกเวลาราชการ   ก็ไม่เคยพร่ำบ่นเรียกร้องถึงค่าตอบแทนที่ควรได้เพิ่มเติมตามจำนวนชิ้นงานที่ตนเองทำ   ไม่มีการพูดถึงตัวเลขเงินในบัญชีธนาคาร   รถยนต์หรู  บ้านหลังใหญ่โต   การท่องเที่ยวในต่างประเทศ   ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ประดับกายอันจะเสริมความเป็นสง่าราศรีให้แก่ตนเอง
     เมื่อเวลาผ่านไป   แพทย์รุ่นใหม่ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   และประชาชนได้เริ่มสังเกตเห็นว่า   มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทางด้านความคิด   ทัศนคติ   และจิตวิญญาณในตัวแพทย์ส่วนใหญ่   กล่าวคือ   ในแง่ของความรู้ความสามารถนั้น   เนื่องจากในปัจจุบันได้มีวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ   ดังนั้น   ความรู้ของแพทย์ในปัจจุบันจึงมากกว่าในอดีตอย่างแน่นอน   แต่ในแง่ของคุณธรรมในจิตใจนั้นแตกต่างกัน   โดยมีแนวโน้มว่า   จากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น   คุณธรรมในจิตใจของแพทย์ค่อยๆลดน้อยลงจนเห็นได้ชัด
     เราคงจะต้องมาร่วมกันค้นหาว่า   อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณธรรมในจิตใจแพทย์ค่อยๆลดลง   โดยจะพิจารณาเป็นประเด็นๆไปดังนี้
     ๑. การคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์  
     สำหรับประเทศไทยนั้น   การคัดเลือกนักศึกษาแพทย์จะคัดเลือกจาก"ผลการเรียน"เป็นหลัก   ในอดีต   ผู้ที่จะเรียนแพทย์จะต้องเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ก่อน   แล้วจึง"ข้ามฟาก"ไปเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ต่อ   ซึ่งเมื่อเรียนแพทย์จบแล้ว   ก็จะได้รับปริญญาบัตร ๒ ใบ คือ  วิทยาศาสตรบัณฑิต   และแพทยศาสตรบัณฑิต
     ในปัจจุบัน   การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์   ก็ยังเป็นการคัดเลือกคนที่"เรียนเก่ง"เข้ามาเรียน   และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างระบบการคัดเลือกในอดีตและปัจจุบันแล้ว   จะเห็นว่าล้วนเป็นระบบที่ไม่ได้ยืนยันว่า   ได้คัด"คนดีแท้"เข้ามาเรียนแพทย์   ถึงแม้ในปัจจุบัน   จะมีข้อสอบวัดความถนัดทางการแพทย์ และระบบการสอบสัมภาษณ์ของแต่ละสถาบันเพื่อคัดกรองบุคคลแล้วก็ตาม   แต่ก็คงเป็นได้แค่การคัดกรองแบบหยาบๆเพื่อไม่ให้"คนไม่ดี" รวมไปถึง"ผู้ป่วยโรคจิต"เข้ามาเรียนแพทย์ได้   อย่างไรก็ตาม   ระบบนี้ก็ยังไม่สามารถคัดกรองได้ลึกลงไปถึง"คุณธรรรมระดับละเอียดอ่อน"ได้   เช่น   ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม   ความมีวุฒิภาวะทางอารมณ์   ความเกรงกลัวและละอายต่อบาป   ความเรียบง่ายสมถะ   ความเอาใจเขามาใส่ใจเรา   เป็นต้น   ดังนั้น   นักศึกษาแพทย์จึงมีทั้งผู้ที่มีจิตใจใฝ่คุณธรรม และไม่ใส่ใจในคุณธรรมปะปนกันไป   ซึ่งรูปแบบนี้คงไม่แตกต่างกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน   ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว   ทำไมสัดส่วนของแพทย์ที่มีคุณธรรมในอดีตจึงมีมากกว่าในปัจจุบัน...   หรืออาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า   ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แตกต่างกันอาจจะอยู่ที่ช่วงเวลาที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ก็เป็นได้
     ๒. แนวทางในการอบรมเพื่อให้นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรมสูง
     จากข้อ๑.   เราจะเห็นแล้วว่า   ในแง่ของคุณธรรมนั้น   นักศึกษาแพทย์แต่ละคนจะมีระดับคุณธรรมในจิตใจที่แตกต่างกันไป   ดังนั้น   หลักสูตรแพทยศาสตร์ที่ดีต้องเป็นหลักสูตรที่เสริมสร้างให้นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งได้ทุกคน   ซึ่งนั่นคืออุดมคติ   ได้มีผู้กล่าวโทษหลักสูตรแพทยศาสตร์ในปัจจุบันว่า   ไม่สามารถทำให้นักศึกษาแพทย์จบออกมาเป็น"แพทย์ที่ดี"ได้   แต่เป็นได้เพียง"แพทย์ผู้มีความรู้ความสามารถดี"เท่านั้นเอง   ซึ่งต่างจากหลักสูตรในอดีตที่ผลิต"แพทย์ที่ดี"ออกมาในสัดส่วนที่มากกว่ายุคปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด   ทำให้ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต   ซึ่งก็พบว่า   หลักสูตรในอดีตก็ไม่ได้เน้นเรื่องคุณธรรมให้เป็นเรื่องเป็นราวชัดเจนแต่อย่างใด   แล้วทำไมสัดส่วนของ"แพทย์ทีดี"จึงน้อยลงในปัจจุบัน?   เป็นไปได้หรือไม่ว่า   การปลูกฝังคุณธรรมให้แก่นักศึกษาแพทย์นั้นไม่จำเป็นต้องทำเป็นหลักสูตรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน   แต่อาจเป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้ค่อยๆซึมซับเข้าไปในจิตใจของนักศึกษาแพทย์ทุกเมื่อเชื่อวันจนเป็นวิถีชีวิตกันไปเลย   สำหรับวิธีการปลูกฝังที่ดีที่สุด และเป็นรูปธรรมที่สุดนั้นก็คือ   การมีตัวอย่างของ"แพทย์ที่ดี"ให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็น   พอถึงตรงนี้แล้ว   ผมกำลังจะบอกว่า   โรงเรียนแพทย์ในยุคปัจจุบันมีอาจารย์แพทย์ที่เป็นตัวอย่างที่ดีน้อยลงใช่หรือไม่?   ซึ่งผมคงจะต้องตอบตามตรงว่า"ใช่"   แต่เป็นเพราะเหตุใดนั้น   คงต้องมาพิจารณากันในข้อ ๓. กันต่อไป
     ๓.ทัศนคติและมุมมองเรื่องคุณธรรมของคนในสังคมไทย
        คนไทยในยุคหลังๆให้ความสำคัญต่อ"คุณธรรม"น้อยกว่า"สิ่งอื่น"   ซึ่งคำว่า"สิ่งอื่น"ในที่นี้   หมายถึง   ทรัพย์สิน   เงินทอง   ชื่อเสียง   ตำแหน่ง   อำนาจ   ตลอดจนภาพพจน์   และรูปลักษณ์ภายนอก   ถ้าให้ลองไล่ดูความปรารถนาอันดับต้นๆของคนไทยในยุคหลังๆแล้ว   ก็ล้วนแต่วนเวียนอยู่กับ"สิ่งอื่น"แทบทั้งสิ้น   โดยที่"สิ่งอื่น"นี้ล้วนมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน   ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดอันฝักใฝ่ในวัตถุนิยมของคนไทย(รวมทั้งชาวโลกด้วย)   ส่วนคุณธรรมนั้นเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบต่อ"สิ่งอื่น"ตรงที่คุณธรรมไม่แสดงคุณสมบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน   ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบ หรือชั่งตวงวัดปริมาณได้   อีกทั้งยังไม่เห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมชัดเจน   อย่างไรก็ตาม   ในความเป็นจริงแล้ว   คุณธรรมให้ผลตอบแทนเสมอ   เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นเอง
     สาเหตุของเรื่องนี้เกิดจากการที่คนไทยไปรับเอาแนวคิดของระบบ"ทุนนิยม"   "บริโภคนิยม"   และ "วัตถุนิยม"   จากประเทศตะวันตกมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา   ซึ่งอาจารย์แพทย์   แพทย์   และนักศึกษาแพทย์ ก็ติดอยู่ในกระแส"ทุนนิยม"   "วัตถุนิยม"   และ"บริโภคนิยม" เช่นเดียวกัน    ซึ่งเมื่อเราได้พิจารณามาถึงจุดนี้แล้ว    เราจะมองเห็นภาพของสังคมใหญ่สังคมหนึ่งซึ่งมี"วัฒนธรรมวัตถุนิยม"เป็นเสมือนอาจารย์ของสถาบันสังคมและวัฒนธรรมโลก หรือ"อาจารย์แห่งกระแสโลก"  โดยมีอาจารย์แพทย์   แพทย์   และนักศึกษาแพทย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกศิษย์ตัวน้อยๆผู้ว่านอนสอนง่ายของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก"   และแล้ว...   ทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอน   กล่าวคือ   อาจารย์แพทย์ก็มัวแต่วิ่งวุ่นเพื่อเรียนรู้และปฏิบัติตาม"กระแสโลก"ตามคำสอนของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" จนไม่ได้มาใส่ใจในเรื่องคุณธรรมของตนเอง และของลูกศิษย์   ส่งผลให้ตัวอย่างอาจารย์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งซึ่งพอจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาแพทย์ได้ก็มีจำนวนลดน้อยถอยลงไปทุกทีๆ(ในขณะที่มีอาจารย์แพทย์ที่มีความเก่งกาจทางวิชาการมากขึ้นเรื่อยๆ)
     จริงๆแล้ว   ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงด้วยในที่นี้  คือ   บิดามารดา หรือผู้ปกครองของนักศึกษาแพทย์นั่นเอง   เพราะบุคคลเหล่านี้มีอิทธิพลสูงในการเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่คุณธรรม   แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว   บิดามารดา   ตลอดจนผู้ปกครองของนักศึกษาแพทย์   ก็ล้วนแต่ประกาศตัวเป็นลูกศิษย์ของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก"ไปแล้วแทบทั้งสิ้น   อาจจะมีบางคนที่พยายาม"สวนกระแสโลก"จนมาเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็กๆได้    แต่ทว่าเราหาตัวอย่างที่ดีแบบนั้นได้ยากเย็นเหลือเกิน
     ๔.ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมคุณธรรมและสนับสนุนผู้มีคุณธรรมในองค์กร      
     การสร้างระบบใดๆในองค์กรนั้น   เกิดจากแนวคิดของกลุ่มบุคคลเพียงกลุ่มหนึ่งในองค์กร   ซึ่งได้แก่กลุ่มผู้บริหารนั่นเอง   ซึ่งกลุ่มผู้บริหารนั้นมาจาก ๒ วิธีการ   คือ   การเลือกตั้ง และการแต่งตั้งโดยกลุ่มผู้บริหารเดิมนั่นเอง
     เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า   ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มผู้บริหารเดิม   เพราะฉะนั้น   แนวคิด และทัศนคติของผู้บริหารรุ่นใหม่และเก่าก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก   อาจกล่าวได้ว่า "เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย"ด้วยซ้ำไป    และเป็นธรรมดาที่นโยบายขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรมในองค์กรนั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารแทบทั้งหมด   ถ้าผู้บริหารใส่ใจในคุณธรรมแล้ว   ผู้ที่ประสบความสำเร็จในองค์กรย่อมเป็นผู้มีคุณธรรมสูง   ซึ่งบุคคลเหล่านั้นก็จะได้เป็นผู้บริหารที่มีคุณธรรมสูงต่อไปในอนาคต
     แต่ปรากฏว่า   สังคมไทยได้รับอิทธิพลจาก"อาจารย์แห่งกระแสโลก"ในข้อ ๓. มากเกินไป   ทำให้โรงเรียนแพทย์ซึ่งจัดว่าเป็นองค์กรแบบหนึ่งถูกครอบงำโดย"กระแสโลก"   ส่งผลให้โรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจแต่เรื่องงานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ และการพัฒนาคุณภาพการบริการกันมากเกินไป  จนหลงลืมที่จะให้ความสำคัญกับคุณธรรมมากเท่าที่ควรจะเป็น
     ในโรงเรียนแพทย์นั้น   ได้มีการจัดประเมินความรู้ความสามารถของนักศึกษาแพทย์กันอย่างเข้มข้นด้วยข้อสอบหลายแบบหลายประเภทเต็มไปหมด   แต่ทว่าไม่มีการออกแบบ"ข้อสอบทางคุณธรรม"ที่มีคุณภาพดีพอสำหรับนักศึกษาแพทย์ได้   สาเหตุคงเป็นจาก...
     ก.ข้อสอบวัดคุณธรรมออกแบบได้ยากมาก
     ข.ข้อสอบวัดคุณธรรมไม่สามารถตรวจสอบคัดกรองความเสแสร้งหลอกลวงของนักศึกษาแพทย์ที่เฉลียวฉลาด แต่ขาดคุณธรรมได้
     ดังนั้น   ในปัจจุบัน   นักศึกษาแพทย์ที่สอบตกด้วยสาเหตุทางคุณธรรมนั้น   มักเกิดจากการกระทำความผิดที่เห็นได้ชัด   เช่น   ไม่เข้าเรียนในห้องเรียน   ไม่ไปตรวจผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยนอกหรือตึกผู้ป่วยในตามที่ได้รับมอบหมาย   ไม่ส่งรายงานเกี่ยวกับผู้ป่วย   มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับอาจารย์ หรือเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน   หนีการอยู่เวร   ลอกข้อสอบเพื่อน   เป็นต้น   แต่เราไม่สามารถลงโทษนักศึกษาแพทย์ที่ฉลาด   แต่ขาดคุณธรรมอันละเอียดอ่อนกว่านั้นได้   เพราะฉะนั้น   เราจะได้พบเห็นนักศึกษาแพทย์ที่ฉลาด  แต่ทว่าเห็นแก่ตัว   ไม่มีความเสียสละ   เห็นแก่เงิน และวัตถุสิ่งของ   เดินไปเดินมาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ด้วยความภาคภูมิ   และนักศึกษาแพทย์เหล่านี้ก็จะได้ดิบได้ดีในการศึกษาเล่าเรียนกันแทบทุกคน   และเรียนจบออกไปด้วยผลการเรียนอันยอดเยี่ยม   เป็นที่ชื่นชมของญาติพี่น้องและอาจารย์   และเป็นหน้าเป็นตาให้กับสถาบัน
     จากสถานการณ์ดังกล่าว   นักศึกษาแพทย์ทั้งหลายก็จะเริ่มเรียนรู้ว่า   "คุณธรรม" ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าใดนักในโรงเรียนแพทย์   ดังนั้น  แค่ทำข้อสอบให้ได้คะแนนมากๆเข้าไว้   และไม่ทำความผิดร้ายแรงก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตนเองเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตได้   ซึ่งจัดได้ว่า   เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งของมนุษย์...และสัตว์โลก
    
     และเมื่อได้นำหลายๆประเด็นที่ได้กล่าวมาทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกันแล้ว   จะเห็นว่า   คนไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งให้ความสำคัญกับระบบ"ทุนนิยม"   "บริโภคนิยม"  และ "วัตถุนิยม" มากกว่าคุณธรรมซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ   แนวคิดแบบนี้ได้มีผลกระทบต่อระดับปัจเจกบุคคล และครอบครัว   รวมทั้งขยายตัวไปถึงองค์กรในสังคมจนถึงระดับประเทศ   สำหรับการแก้ไขนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดระดับปัจเจกบุคคล   แต่ก็คงต้องเริ่มกันที่หน่วยย่อยไปจนถึงหน่วยใหญ่ของสังคม   ดังนี้
     ๑. บิดามารดาต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการยึดมั่นในคุณธรรมให้บุตรเห็นเป็นแบบอย่าง
     ๒. ครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษา(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการยึดมั่นในคุณธรรม
     ๓. องค์กร(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องมีนโยบายสร้างเสริมคุณธรรมในองค์กร   และส่งเสริมให้กำลังใจบุคลากรที่ยึดมั่นในคุณธรรม
     ๔. องค์กร(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องสนับสนุนให้ผู้มีคุณธรรมเข้ามาเป็นผู้บริหารองค์กร
     ๕. โรงเรียนแพทย์ต้องพยายามจัดหลักสูตรเพื่อส่งเสริมคุณธรรมในตัวนักศึกษาแพทย์ให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้   และไม่ลดละความพยายามในการออกแบบข้อสอบ เพื่อการประเมินผลทางด้านคุณธรรมในตัวนักศึกษาแพทย์อย่างเต็มที่
     ๖. สังคมต้องให้คุณค่าแก่"คนดี"ให้เท่าเทียมกับ"คนเก่ง"   ไม่ใช่เอาแต่ยกยอปอปั้นแต่"คนเก่ง"เพียงฝ่ายเดียว   แล้วจัดหารางวัลอันกระจ้อยร่อยมามอบให้แก่"คนดี"เพียงเพื่อรักษาภาพพจน์ขององค์กรไว้แต่เพียงเท่านั้น
     ๗. ส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้มากขึ้น   ลดการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทยมาใช้อย่างไม่ไตร่ตรองให้ดี
     ๘. สำหรับข้อสุดท้าย   ...ยังจำกันได้ไหมครับว่า"พออยู่   พอกิน   พอใช้   อย่างพอเพียง"

                ----------------------------------------------------
    
         

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น