วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บัญญัติ ๑๐ ประการ สำหรับแพทย์ผู้ใส่ใจในความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติ

หมายเหตุ   บทความนี้เหมาะกับประชาชนชาวไทยทุกเพศ ทุกวัย และไม่ต้องให้ผู้ปกครองท่านใดพิจารณาด้วยครับ

     โรงพยาบาลและสถานพยาบาลใดๆก็ตาม   ประกอบด้วยบุคคลากรทางการแพทย์มากมายหลายแผนก   บุคคลากรทุกคนนั้น   อย่างน้อยที่สุดมักจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง   แต่จะมากน้อยเพียงใดนั้น   ขึ้นอยู่กับว่า   บุคคลากรผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งใด หรือรับผิดชอบงานประเภทใด
     มนุษย์แต่ละคนย่อมมีนิสัยและบุคลิกภาพที่แตกต่างกันไป   สำหรับการทำงานแล้ว   บุคลิกภาพและนิสัยย่อมมีความสัมพันธ์กับงานที่รับผิดชอบ   กล่าวคือ   งานประเภทหนึ่งย่อมเหมาะสำหรับผู้ที่มีบุคลิกภาพและนิสัยแบบหนึ่ง   แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีบุคลิกภาพและนิสัยอีกแบบหนึ่ง   สำหรับประเด็นนี้   ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายร้ายแรงแต่อย่างใด ในกรณีที่บุคลากรทางการแพทย์ผู้หนึ่งรับผิดชอบงานที่ไม่สอดคล้องกับบุคลิกภาพและนิสัยของตน
     แต่ทว่ามีคุณลักษณะทางจิตใจที่บุคลากรทางการแพทย์ควรนำมายึดถือ และซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในจิตสำนึกร่วมกัน ก็คือ"การเอาใจเขามาใส่ใจเรา"   บุคลากรทางการแพทย์จะมีความเห็นอกเห็นใจในผู้ป่วยและญาติเพียงใดนั้น   ไม่ใช่เรื่องที่มีมาแต่กำเนิด   แต่เป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้   เพียงแต่ว่า   คุณจำเป็นต้องฝึกคิดบ่อยๆว่า   สมมุติว่า   ถ้าคุณเป็นผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วยแล้ว   คุณจะรู้สึกอย่างไร   เมื่อเจอกับสถานการณ์ต่างๆที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกสักเท่าใด   แต่นั่นเป็นมุมมองของบุคลากรทางการแพทย์   ซึ่งจริงๆแล้ว   คุณจะไปเหมาว่า   ผู้ป่วยและญาติจะเข้าใจอย่างที่คุณอยากให้เข้าใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
     ในที่นี้   ผมใคร่ขอสร้างจิตสมมุติของผู้ป่วยและญาติ   อันเป็นจิตที่อ่อนไหวมากกว่าคนทั่วไป   แล้วให้บุคคลเหล่านั้นมาตั้งขอเสนอกับบุคลากรทางการแพทย์ว่า   ควรจะคิด พูด หรือปฏิบัติอย่างไรกับพวกเขาบ้าง   และข้อเสนอทั้ง ๑๐ ข้อนี้อาจเคยอยู่ในความคิดของคุณมาก่อนแล้วก็เป็นได้
     ๑. ไม่พูดจาหยอกล้อ หรือหัวเราะต่อหน้าผู้ป่วย หรือญาติ  เพราะจะทำให้ผู้ป่วย หรือญาติคิดว่า   คุณไม่ได้มีความเอาจริงเอาจังในการดูแล และให้การรักษาต่อเขาเลย   โปรดทราบว่า   ถ้าคุณยังหัวเราะเล่นๆกับความเป็นความตายของชีวิตคนแล้ว   คุณจะสามารถเอาจริงเอาจังกับเรื่องไหนได้อีกในโลกนี้?
     ๒. กรุณาสละเวลาสักนิด   เพื่ออธิบายเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น   ทั้งในส่วนของสาเหตุของโรค   ตลอดจนแนวทางการรักษาอย่างคร่าวๆพอสังเขป   รับรองได้ว่า   มันไม่ได้ผลาญเวลาในชีวิตคุณไปมากมายหรอก   แต่คุณควรทราบว่า   ความทรมานแสนสาหัสของมนุษย์อย่างหนึ่งก็คือ   การไม่สามารถตอบคำถามที่ตนเองสงสัยอย่างยิ่งยวดได้   ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับโรคของเขาได้   ...เขาคงรู้สึกทรมานน่าดู   ซึ่งคุณก็สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานใจของเขาได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
     ๓. ใช้คำว่า"มัน"ให้น้อยลง  เพราะถ้าคุณใช้คำว่า"มัน"บ่อยๆแล้ว   ผู้ป่วยและญาติอาจสับสนได้ว่า"มัน"ที่คุณพูดถึงนั้นหมายถึงพวกเขาหรือไม่?   ซึ่งผมมีตัวอย่างที่บุคลากรทางการแพทย์ได้พูดกันเองว่า"ขามันบวมมากเลยนะ"   ซึ่งผู้ป่วยจะเข้าใจได้ ๒ แบบ คือ
     ก. "มัน" เป็นสรรพนามแทน"ขา"ของผู้ป่วย
     ข. "มัน"เป็นสรรพนามแทน"ผู้ป่วย"(!)
     ซึ่งในประเด็นนี้   ผมกล้าพูดได้เลยว่า   มีบุคลากรทางการแพทย์หลายคนที่ไม่เคยตระหนักถึงเรื่องนี้เลย
     ๔. ถ้าเกิดสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดต่อผู้ป่วย(แย่ที่สุดคือเสียชีวิต)   ให้ชี้แจงต่อญาติผู้ป่วย   โดยพูดตามเหตุการณ์ที่นำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ   ไม่พูดในจุดที่สถานการณ์สุกงอมในทันที   ซึ่งแบ่งได้เป็น ๒ กรณี คือ
     ๔.๑. ถ้าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดแบบทันทีทันใด   ให้คุยกับญาติโดยเรียงตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   เช่น   เมื่อมีญาติมาติดต่อขอเยี่ยมผู้ป่วยที่ถูกรถชนเมื่อคืนที่ผ่านมา   แต่ญาติยังไม่รู้ว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว   แพทย์อาจเล่าตามลำดับเหตุการณ์ดังนี้   ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวตั้งแต่รับเข้ามาที่แผนกฉุกเฉิน   ความดันโลหิตต่ำมาก   มีภาวะช็อค   ประเมินแล้วว่า   ผู้ป่วยเสียเลือดมาก   คาดว่าอวัยวะภายในช่องท้องถูกกระทบกระเทือนรุนแรง   และมีเลือดออกในช่องท้อง   ได้พาผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉิน   พบว่าตับและม้ามฉีกขาด   ผู้ป่วยเสียเลือดมากในระหว่างผ่าตัด   แพทย์ได้ระดมให้เลือดอย่างเร่งด่วน   แต่ภาะช็อคไม่ดีขึ้น   หัวใจหยุดเต้นในที่สุด   ทีมแพทย์พยายามกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าและยา   แต่หัวใจไม่กลับมาเต้น   ผู้ป่วยจึงเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ ๓.๓๐ น.    ...ผมหวังว่า   คุณคงจะไม่พูดกับญาติในทันทีที่ได้เจอว่า" อ๋อ...คนนั้นเหรอ...   ตายไปแล้วครับ"
     ๔.๒. ถ้าเป็นสถานการณ์ที่แย่ลงแบบค่อยเป็นค่อยไป   ก็ให้ค่อยๆทยอยเล่าเหตุการณ์ในแต่ละวันให้ญาติรับทราบโดยตลอด   เพื่อญาติจะค่อยๆเริ่มปรับจิตใจ   และทำใจได้ในที่สุด   เช่น   ผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดสมองแตก   ซึ่งต่อมาได้เกิดภาะแทรกซ้อนเป็นโรคปอดอักเสบ และต่อมาเชื้อได้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายอย่าง  และสุดท้ายก็เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน  ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
     ๕. เลือกใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน   แต่ให้ผลต่อความรู้สึกที่ต่างกัน   เรื่องนี้ค่อนข้างอธิบายลำบาก   แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน หรืออ่อนไหวแล้ว   คุณจะเข้าใจมันได้ไม่ยากนัก  ตัวอย่างเช่น   ถ้าตรวจพบว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นโรคมะเร็ง   คุณน่าจะพูดกับญาติของเขาว่า   "สำหรับเนื้องอกชนิดนี้   แนวโน้มไม่ดี   สำหรับเขาแล้ว   คงเหลือเวลาอีกไม่มากนัก   "   ซึ่งคงจะดีกว่าพูดว่า "มะเร็งแบบนี้น่ะเหรอ...   ตายแน่ๆ...   ไม่เกิน ๖ เดือนหรอก..."
     ๖. บอกผู้ป่วยและญาติทุกครั้งว่า   คุณจะทำอะไร และทำเพื่ออะไร   เช่น   คุณจะทำเอกซ์เรย์ หรือเจาะเลือดตรวจ   เป็นต้น   ถ้าคุณไม่บอกผู้ป่วยเลย   ก็เหมือนกับเป็นการลดคุณค่าของผู้ป่วยลงจนเทียบเท่ากับวัตถุสิ่งของ   เพราะว่าเวลาคุณอยากจะหยิบข้าวของไปใช้   คุณก็ไม่เคยขออนุญาตต่อของชิ้นนั้นเลย...ใช่ไหมครับ?
     ๗.ชี้แจงให้ผู้ป่วยและญาติทราบทุกครั้งเมื่อคุณพูดถึงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็นต่อหน้าผู้ป่วยและญาติ   โดยเฉพาะข้อมูลที่มีผลในแง่ลบต่อความรู้สึกของผู้ป่วย   เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจผิดว่า   สิ่งที่กำลังพูดอยู่นั้นเป็นเรื่องของตัวผู้ป่วยเองโดยเฉพาะ   เช่น   ถ้าคุณพูดกับเพื่อนแพทย์ด้วยกันเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต   คุณก็ควรชี้แจงให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่คุณกำลังตรวจอยู่นั้นทราบด้วยว่า   คุณกำลังพูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยทั่วไป   ไม่ได้หมายถึงตัวผู้ป่วยคนนี้   แบบนี้เป็นต้น
     ๘.ในบางเรื่อง   เราควรพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาจะดีกว่า   เช่น   ถ้าผู้ป่วยถามคุณว่า   ฉีดยาเข็มนี้เจ็บหรือไม่?   คุณก็ควรตอบไปตามตรงว่า"เจ็บพอสมควร"   ดีกว่าไปบอกว่า"เจ็บแค่นิดเดียวเอง"   เพราะถ้าผู้ป่วยรายนี้เป็นคนที่ไม่ค่อยอดทนต่อความเจ็บปวดแล้ว   เขาจะรู้สึกว่าเจ็บมาก และคิดว่าคุณโกหก                                                                                                                                          
     ๙. ลดการใช้คำว่า"ทำไม"ลง    เพราะคำนี้มีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยค่อนข้างมาก   จริงๆแล้ว   ข้อนี้คล้ายกับข้อ ๕.   เพียงแต่อยากจะเน้นคำนี้เป็นพิเศษ  ซึ่งคุณสามารถใช้คำอื่นๆที่มีความหมายคล้ายกันแทนได้   เช่น   ในผู้ป่วยที่มาตรวจที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก   แต่ผู้ป่วยมาผิดนัด(มาช้ากว่าวันนัด)   คุณก็ไม่ควรจะพูดว่า"ทำไมคุณถึงไม่มาตรวจตามนัดล่ะครับ?"   แต่น่าจะพูดว่า "คุณมีเหตุขัดข้องอะไรหรือเปล่าครับ?   ถึงไม่ได้มาตรวจตามนัด"   คุณลองคิดดูนะครับว่า   ถ้าคุณเป็นผู้ป่วยแล้ว   คุณอยากได้ยินประโยคไหนมากกว่ากัน
     ๑๐. จงสร้างทัศนคติที่ว่า"คนเราทุกคนล้วนมีคุณค่า และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน   ไม่มีใครดีเด่น หรือวิเศษไปกว่าใคร   ทุกคนล้วนแต่มีสิ่งดีๆอยู่ในตัว   ไม่มีใครเลว หรือชั่วร้ายไปทั้งหมด"   มีบุคลากรทางการแพทย์(โดยเฉพาะตัวแพทย์เอง)เป็นจำนวนมากที่สนทนากับผู้ป่วย และญาติด้วยความรู้สึกที่ว่า   "เราอยู่เหนือกว่าเขา"   "เราเป็นบุคคลที่พิเศษกว่าเขา"   และรวมไปถึง "เราเป็นบุคคลที่มีคุณค่ามากกว่าเขา"   แต่อย่าลืมว่า   คุณกำลังติดอยู่ในภาพมายาซึ่งคุณสร้างเอาไว้หลอกหลอนตัวเองจนวันตาย   คุณอย่าลืมว่า   ถึงผู้ป่วยเป็นชาวนาก็ตาม   ถ้าไม่มีชาวนาแล้วละก็   หมออย่างคุณก็ไม่มีข้าวจะรับประทาน   หมอก็อยู่ไม่ได้  ถ้าไม่มีชาวนา...   และข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุดที่ช่วยส่งเสริมให้เกิด ๙ ข้อก่อนหน้านี้ทั้งหมด   ถ้าขาดข้อนี้   ก็จะมีข้ออื่นๆได้ยากลำบากขึ้นมาก
     เมื่ออ่านมาแล้วครบ ๑๐ ข้อ   คุณอาจจะคิดว่า   ของแบบนี้มันก็รู้ๆกันอยู่แล้ว   แต่ผมก็อยากถามเหมือนกันว่า   ที่คุณคิดว่ารู้อยู่แล้วนั้น   แต่คุณได้ตระหนักถึงความสำคัญ และได้นำไปปฏิบัติจริงแล้วหรือยัง?   ผมคิดว่า   ถึงเวลาแล้ว(และเลยเวลามามากแล้ว)ที่เราจำเป็นต้องนำทั้ง ๑๐ ข้อนี้ไปปฏิบัติกันอย่างจริงจังเสียที   มิฉะนั้น   สังคมไทยคงจะดำเนินเรื่อยไปในรูปแบบของชีวิตอันโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านเป็นแน่แท้   เป็นสังคมที่ขาดความอบอุ่นทางใจ   ซึ่งดูแล้วน่าเศร้าเกินบรรยายครับ

                                    -------------------------------------------------------------



























ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น