หมายเหตุ บทความนี้เหมาะกับประชาชนชาวไทยทุกเพศ ทุกวัย และไม่ต้องให้ผู้ปกครองท่านใดพิจารณาด้วยครับ
โรงพยาบาลและสถานพยาบาลใดๆก็ตาม ประกอบด้วยบุคคลากรทางการแพทย์มากมายหลายแผนก บุคคลากรทุกคนนั้น อย่างน้อยที่สุดมักจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่จะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่า บุคคลากรผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งใด หรือรับผิดชอบงานประเภทใด
มนุษย์แต่ละคนย่อมมีนิสัยและบุคลิกภาพที่แตกต่างกันไป สำหรับการทำงานแล้ว บุคลิกภาพและนิสัยย่อมมีความสัมพันธ์กับงานที่รับผิดชอบ กล่าวคือ งานประเภทหนึ่งย่อมเหมาะสำหรับผู้ที่มีบุคลิกภาพและนิสัยแบบหนึ่ง แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีบุคลิกภาพและนิสัยอีกแบบหนึ่ง สำหรับประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายร้ายแรงแต่อย่างใด ในกรณีที่บุคลากรทางการแพทย์ผู้หนึ่งรับผิดชอบงานที่ไม่สอดคล้องกับบุคลิกภาพและนิสัยของตน
แต่ทว่ามีคุณลักษณะทางจิตใจที่บุคลากรทางการแพทย์ควรนำมายึดถือ และซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในจิตสำนึกร่วมกัน ก็คือ"การเอาใจเขามาใส่ใจเรา" บุคลากรทางการแพทย์จะมีความเห็นอกเห็นใจในผู้ป่วยและญาติเพียงใดนั้น ไม่ใช่เรื่องที่มีมาแต่กำเนิด แต่เป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้ เพียงแต่ว่า คุณจำเป็นต้องฝึกคิดบ่อยๆว่า สมมุติว่า ถ้าคุณเป็นผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วยแล้ว คุณจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเจอกับสถานการณ์ต่างๆที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกสักเท่าใด แต่นั่นเป็นมุมมองของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจริงๆแล้ว คุณจะไปเหมาว่า ผู้ป่วยและญาติจะเข้าใจอย่างที่คุณอยากให้เข้าใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ในที่นี้ ผมใคร่ขอสร้างจิตสมมุติของผู้ป่วยและญาติ อันเป็นจิตที่อ่อนไหวมากกว่าคนทั่วไป แล้วให้บุคคลเหล่านั้นมาตั้งขอเสนอกับบุคลากรทางการแพทย์ว่า ควรจะคิด พูด หรือปฏิบัติอย่างไรกับพวกเขาบ้าง และข้อเสนอทั้ง ๑๐ ข้อนี้อาจเคยอยู่ในความคิดของคุณมาก่อนแล้วก็เป็นได้
๑. ไม่พูดจาหยอกล้อ หรือหัวเราะต่อหน้าผู้ป่วย หรือญาติ เพราะจะทำให้ผู้ป่วย หรือญาติคิดว่า คุณไม่ได้มีความเอาจริงเอาจังในการดูแล และให้การรักษาต่อเขาเลย โปรดทราบว่า ถ้าคุณยังหัวเราะเล่นๆกับความเป็นความตายของชีวิตคนแล้ว คุณจะสามารถเอาจริงเอาจังกับเรื่องไหนได้อีกในโลกนี้?
๒. กรุณาสละเวลาสักนิด เพื่ออธิบายเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น ทั้งในส่วนของสาเหตุของโรค ตลอดจนแนวทางการรักษาอย่างคร่าวๆพอสังเขป รับรองได้ว่า มันไม่ได้ผลาญเวลาในชีวิตคุณไปมากมายหรอก แต่คุณควรทราบว่า ความทรมานแสนสาหัสของมนุษย์อย่างหนึ่งก็คือ การไม่สามารถตอบคำถามที่ตนเองสงสัยอย่างยิ่งยวดได้ ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับโรคของเขาได้ ...เขาคงรู้สึกทรมานน่าดู ซึ่งคุณก็สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานใจของเขาได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
๓. ใช้คำว่า"มัน"ให้น้อยลง เพราะถ้าคุณใช้คำว่า"มัน"บ่อยๆแล้ว ผู้ป่วยและญาติอาจสับสนได้ว่า"มัน"ที่คุณพูดถึงนั้นหมายถึงพวกเขาหรือไม่? ซึ่งผมมีตัวอย่างที่บุคลากรทางการแพทย์ได้พูดกันเองว่า"ขามันบวมมากเลยนะ" ซึ่งผู้ป่วยจะเข้าใจได้ ๒ แบบ คือ
ก. "มัน" เป็นสรรพนามแทน"ขา"ของผู้ป่วย
ข. "มัน"เป็นสรรพนามแทน"ผู้ป่วย"(!)
ซึ่งในประเด็นนี้ ผมกล้าพูดได้เลยว่า มีบุคลากรทางการแพทย์หลายคนที่ไม่เคยตระหนักถึงเรื่องนี้เลย
๔. ถ้าเกิดสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดต่อผู้ป่วย(แย่ที่สุดคือเสียชีวิต) ให้ชี้แจงต่อญาติผู้ป่วย โดยพูดตามเหตุการณ์ที่นำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ไม่พูดในจุดที่สถานการณ์สุกงอมในทันที ซึ่งแบ่งได้เป็น ๒ กรณี คือ
๔.๑. ถ้าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดแบบทันทีทันใด ให้คุยกับญาติโดยเรียงตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อมีญาติมาติดต่อขอเยี่ยมผู้ป่วยที่ถูกรถชนเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ญาติยังไม่รู้ว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว แพทย์อาจเล่าตามลำดับเหตุการณ์ดังนี้ ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวตั้งแต่รับเข้ามาที่แผนกฉุกเฉิน ความดันโลหิตต่ำมาก มีภาวะช็อค ประเมินแล้วว่า ผู้ป่วยเสียเลือดมาก คาดว่าอวัยวะภายในช่องท้องถูกกระทบกระเทือนรุนแรง และมีเลือดออกในช่องท้อง ได้พาผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉิน พบว่าตับและม้ามฉีกขาด ผู้ป่วยเสียเลือดมากในระหว่างผ่าตัด แพทย์ได้ระดมให้เลือดอย่างเร่งด่วน แต่ภาะช็อคไม่ดีขึ้น หัวใจหยุดเต้นในที่สุด ทีมแพทย์พยายามกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าและยา แต่หัวใจไม่กลับมาเต้น ผู้ป่วยจึงเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ ๓.๓๐ น. ...ผมหวังว่า คุณคงจะไม่พูดกับญาติในทันทีที่ได้เจอว่า" อ๋อ...คนนั้นเหรอ... ตายไปแล้วครับ"
๔.๒. ถ้าเป็นสถานการณ์ที่แย่ลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็ให้ค่อยๆทยอยเล่าเหตุการณ์ในแต่ละวันให้ญาติรับทราบโดยตลอด เพื่อญาติจะค่อยๆเริ่มปรับจิตใจ และทำใจได้ในที่สุด เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดสมองแตก ซึ่งต่อมาได้เกิดภาะแทรกซ้อนเป็นโรคปอดอักเสบ และต่อมาเชื้อได้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายอย่าง และสุดท้ายก็เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
๕. เลือกใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ให้ผลต่อความรู้สึกที่ต่างกัน เรื่องนี้ค่อนข้างอธิบายลำบาก แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน หรืออ่อนไหวแล้ว คุณจะเข้าใจมันได้ไม่ยากนัก ตัวอย่างเช่น ถ้าตรวจพบว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นโรคมะเร็ง คุณน่าจะพูดกับญาติของเขาว่า "สำหรับเนื้องอกชนิดนี้ แนวโน้มไม่ดี สำหรับเขาแล้ว คงเหลือเวลาอีกไม่มากนัก " ซึ่งคงจะดีกว่าพูดว่า "มะเร็งแบบนี้น่ะเหรอ... ตายแน่ๆ... ไม่เกิน ๖ เดือนหรอก..."
๖. บอกผู้ป่วยและญาติทุกครั้งว่า คุณจะทำอะไร และทำเพื่ออะไร เช่น คุณจะทำเอกซ์เรย์ หรือเจาะเลือดตรวจ เป็นต้น ถ้าคุณไม่บอกผู้ป่วยเลย ก็เหมือนกับเป็นการลดคุณค่าของผู้ป่วยลงจนเทียบเท่ากับวัตถุสิ่งของ เพราะว่าเวลาคุณอยากจะหยิบข้าวของไปใช้ คุณก็ไม่เคยขออนุญาตต่อของชิ้นนั้นเลย...ใช่ไหมครับ?
๗.ชี้แจงให้ผู้ป่วยและญาติทราบทุกครั้งเมื่อคุณพูดถึงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็นต่อหน้าผู้ป่วยและญาติ โดยเฉพาะข้อมูลที่มีผลในแง่ลบต่อความรู้สึกของผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจผิดว่า สิ่งที่กำลังพูดอยู่นั้นเป็นเรื่องของตัวผู้ป่วยเองโดยเฉพาะ เช่น ถ้าคุณพูดกับเพื่อนแพทย์ด้วยกันเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต คุณก็ควรชี้แจงให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่คุณกำลังตรวจอยู่นั้นทราบด้วยว่า คุณกำลังพูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยทั่วไป ไม่ได้หมายถึงตัวผู้ป่วยคนนี้ แบบนี้เป็นต้น
๘.ในบางเรื่อง เราควรพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาจะดีกว่า เช่น ถ้าผู้ป่วยถามคุณว่า ฉีดยาเข็มนี้เจ็บหรือไม่? คุณก็ควรตอบไปตามตรงว่า"เจ็บพอสมควร" ดีกว่าไปบอกว่า"เจ็บแค่นิดเดียวเอง" เพราะถ้าผู้ป่วยรายนี้เป็นคนที่ไม่ค่อยอดทนต่อความเจ็บปวดแล้ว เขาจะรู้สึกว่าเจ็บมาก และคิดว่าคุณโกหก
๙. ลดการใช้คำว่า"ทำไม"ลง เพราะคำนี้มีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยค่อนข้างมาก จริงๆแล้ว ข้อนี้คล้ายกับข้อ ๕. เพียงแต่อยากจะเน้นคำนี้เป็นพิเศษ ซึ่งคุณสามารถใช้คำอื่นๆที่มีความหมายคล้ายกันแทนได้ เช่น ในผู้ป่วยที่มาตรวจที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก แต่ผู้ป่วยมาผิดนัด(มาช้ากว่าวันนัด) คุณก็ไม่ควรจะพูดว่า"ทำไมคุณถึงไม่มาตรวจตามนัดล่ะครับ?" แต่น่าจะพูดว่า "คุณมีเหตุขัดข้องอะไรหรือเปล่าครับ? ถึงไม่ได้มาตรวจตามนัด" คุณลองคิดดูนะครับว่า ถ้าคุณเป็นผู้ป่วยแล้ว คุณอยากได้ยินประโยคไหนมากกว่ากัน
๑๐. จงสร้างทัศนคติที่ว่า"คนเราทุกคนล้วนมีคุณค่า และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไม่มีใครดีเด่น หรือวิเศษไปกว่าใคร ทุกคนล้วนแต่มีสิ่งดีๆอยู่ในตัว ไม่มีใครเลว หรือชั่วร้ายไปทั้งหมด" มีบุคลากรทางการแพทย์(โดยเฉพาะตัวแพทย์เอง)เป็นจำนวนมากที่สนทนากับผู้ป่วย และญาติด้วยความรู้สึกที่ว่า "เราอยู่เหนือกว่าเขา" "เราเป็นบุคคลที่พิเศษกว่าเขา" และรวมไปถึง "เราเป็นบุคคลที่มีคุณค่ามากกว่าเขา" แต่อย่าลืมว่า คุณกำลังติดอยู่ในภาพมายาซึ่งคุณสร้างเอาไว้หลอกหลอนตัวเองจนวันตาย คุณอย่าลืมว่า ถึงผู้ป่วยเป็นชาวนาก็ตาม ถ้าไม่มีชาวนาแล้วละก็ หมออย่างคุณก็ไม่มีข้าวจะรับประทาน หมอก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีชาวนา... และข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุดที่ช่วยส่งเสริมให้เกิด ๙ ข้อก่อนหน้านี้ทั้งหมด ถ้าขาดข้อนี้ ก็จะมีข้ออื่นๆได้ยากลำบากขึ้นมาก
เมื่ออ่านมาแล้วครบ ๑๐ ข้อ คุณอาจจะคิดว่า ของแบบนี้มันก็รู้ๆกันอยู่แล้ว แต่ผมก็อยากถามเหมือนกันว่า ที่คุณคิดว่ารู้อยู่แล้วนั้น แต่คุณได้ตระหนักถึงความสำคัญ และได้นำไปปฏิบัติจริงแล้วหรือยัง? ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้ว(และเลยเวลามามากแล้ว)ที่เราจำเป็นต้องนำทั้ง ๑๐ ข้อนี้ไปปฏิบัติกันอย่างจริงจังเสียที มิฉะนั้น สังคมไทยคงจะดำเนินเรื่อยไปในรูปแบบของชีวิตอันโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านเป็นแน่แท้ เป็นสังคมที่ขาดความอบอุ่นทางใจ ซึ่งดูแล้วน่าเศร้าเกินบรรยายครับ
-------------------------------------------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น