ในวันหนึ่ง ผมได้รับรู้ว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ ๖ บรรทัดจากสิ่งตีพิมพ์ฉบับหนึ่ง! ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ และน่าเศร้าใจไม่น้อย ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้ คำตอบที่พอจะเกิดขึ้นในหัวสมองของผม คือ...
๑.เป็นเพราะราคาของหนังสือแพงเกินไปหรือเปล่า? เท่าที่ได้คุยกับบรรดาหนอนหนังสือหลายๆคน ส่วนใหญ่จะบอกว่า ราคาหนังสือในปัจจุบันนี้แพงเกินไป นอกจากนี้ คอลัมนิสต์ประจำนิตยสารบางฉบับก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ถึงราคาหนังสือในปัจจุบันว่าแพงเกินไปเช่นกัน สำหรับในมุมมองของผมนั้น ถ้าให้เลือกระหว่างการรับประทานอาหารจนอิ่ม(พอสมควร)สัก ๑ มื้อ กับการเลือกหนังสือสัก ๑ เล่มแล้ว ผมคงต้องเลือกรับประทานอาหาร เพราะว่า ราคาอาหารสำหรับ ๑ มื้อนั้นอยู่ที่ประมาณ ๓๐-๕๐ บาท(ในกรณีที่ซื้ออาหารรับประทาน ไม่ได้ทำอาหารรับประทานเอง) ซึ่งเงินจำนวน ๓๐-๕๐ บาทนั้นในสมัยนี้ยังไม่พอที่จะซื้อนิตยสารรายเดือนที่วางขายอยู่ตามแผงหนังสือทั่วไปด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีหนังสือดีๆที่เขียนโดยนักเขียนที่มีคุณภาพ ซึ่งมีทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย กาพย์กลอน บทความสารคดีต่างๆอันทรงคุณค่า แต่เมื่อมองราคาแล้วก็แทบจะหงายหลัง เพราะหนังสือดีๆเหล่านั้น ส่วนใหญ่มักจะมีราคามากกว่า ๑๕๐ บาทแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะบางเล่มที่มีขนาดใหญ่และมีความหนาหลายร้อยหน้ากระดาษ ก็มักจะมีราคาสูงถึง ๒๐๐-๓๐๐กว่าบาทก็มี ดังนั้น จะเห็นว่า ราคาหนังสือในปัจจุบันก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำรงชีวิตของพวกหนอนหนังสือ รวมทั้งชาวบ้านตาดำๆด้วยครับ
๒.เป็นเพราะห้องสมุดมีน้อยเกินไปหรือเปล่า? เรายังไม่ควรเอาราคาของหนังสือมาเป็นข้อกล่าวอ้างที่จะทำให้ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ จริงๆแล้ว เรายังมีทางเลือกอยู่อีกทางหนึ่ง คือการใช้บริการห้องสมุด อย่างไรก็ตาม ถ้าลองมาคิดกันดูว่า ถ้าคุณไม่มีบ้าน หรือที่พักอยู่ในเขตจังหวัดกรุงเทพฯแล้ว คุณจะไปเข้าห้องสมุดที่ไหน? ผมขออนุญาตที่จะไม่กล่าวถึงห้องสมุดที่มีอยู่มากมายหลายแห่งในจังหวัดกรุงเทพฯ แต่ผมจะขอเน้นถึงเฉพาะห้องสมุดที่มีอยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งผมเคยมีประสบการณ์ในการเข้าไปใช้บริการในห้องสมุดเหล่านี้ และถ้าให้วิจารณ์กันตามเนื้อผ้าแล้ว จำนวนห้องสมุดในต่างจังหวัดนั้นมีอยู่น้อยมาก ถ้าไม่นับรวมห้องสมุดที่จำเป็นต้องมีอยู่ในโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็พอจะนึกถึงห้องสมุดเพิ่มขึ้นมาได้อีกเล็กน้อย นั่นคือ ห้องสมุดประชาชน ซึ่งก็มีอยู่แค่อำเภอละไม่กี่แห่งเท่านั้น
ทีนี้ เราลองมาสำรวจดูหนังสือในห้องสมุดประชาชนกันบ้างว่า มีหนังสือประเภทใดอยู่บ้าง ซึ่งก็พบว่า หนังสือในห้องสมุดประชาชนส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก่าๆที่ได้รับบริจาคจากประชาชน และองค์กรของภาครัฐและเอกชนต่างๆ สัดส่วนของหนังสือใหม่มีน้อยมาก โดยรวมแล้วขาดซึ่งความน่าดึงดูดใจให้ประชาชนทั่วไปอยากเข้าไปใช้บริการ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าให้เปรียบเทียบห้องสมุดประชาชน กับร้านหนังสือขนาดใหญ่ในตัวจังหวัดที่มีปริมาณหนังสือและนิตยสารใหม่ๆหลากหลาย และมีจำนวนมากแล้ว จะเห็นได้ชัดว่ามีประชาชนไปยืนอ่าน(รวมทั้งนั่งอ่าน)หนังสือมากกว่าประชาชนที่ไปใช้บริการห้องสมุดประชาชนเสียอีก
๓.เป็นเพราะคนไทยขาดวัฒนธรรมการอ่านหรือเปล่า? มีข้อสังเกตง่ายๆคือ เวลาที่คนไทยมีช่วงเวลาที่ว่างนั้น คนไทยส่วนน้อยมากจะเอาเวลานั้นมาอ่านหนังสือ ซึ่งสังเกตได้จากช่วงเวลาว่างระหว่างรอรถโดยสาร หรือรถไฟออกจากสถานี รอเครื่องบินออก รอภาพยนตร์ฉาย รอเพื่อนที่นัดไว้ รอตรวจกับแพทย์ที่คลินิก หรือโรงพยาบาล รอคิวเพื่อทำธุระต่างๆในสถานที่ราชการ รวมทั้งธนาคาร เป็นต้น เท่าที่สังเกตได้นั้น คนไทยส่วนใหญ่จะมีกิจกรรมขณะรอได้แก่ การคุยโทรศัพท์มือถือ การเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน การพูดคุย(รวมทั้งนินทาชาวบ้าน) การดูโทรทัศน์(สาธารณะ) การกิน...กิน...และกิน รวมทั้งการนั่งเฉยๆ(ไม่รู้จะทำอะไรดี) จนกระทังนั่งหลับ(ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆแล้วนะจ๊ะ) ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้แตกต่างจากประเทศแถบเอเชียบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อมีเวลาว่างเมื่อไหร่แล้ว คนญี่ปุ่นจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทันที
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ คงสืบเนื่องมาจากรากเหง้าวัฒนธรรมไทยที่ขาดส่วนกระตุ้น หรือส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่าน คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจและความเชื่อว่า การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมตลอดจนหน้าที่ของนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น คนไทยส่วนใหญ่ยังให้คุณค่าแก่การอ่านหนังสือค่อนข้างต่ำ บ้างก็มองว่าการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมของ"เด็กเรียนผู้ซื่อบื้อ" บ้างก็มองว่าเป็นกิจกรรมที่ดูไม่โก้เก๋ และเทียบไม่ได้กับความโก้เก๋อันเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การอ่านหนังสือทำให้เกิดภาพลักษณ์ต่อผู้อ่านในเชิงลบได้อย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือ ทำให้ผู้อ่านหนังสือดูขาดความเท่ ความโก้เก๋ และขาดความทันสมัย ใช่แล้วครับ... สมัยนี้ เขาค้นคว้าหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตกันแล้ว ห้องสมุดดูมีคุณค่าน้อยลง แล้วยังมีบางคนทำนายว่า หนังสือกำลังจะสูญพันธุ์! เพราะมีซีดีรอมและดีวีดีรอมซึ่งมีความจุข้อมูลมากกว่าหนังสือหลายร้อยเท่าตัว รวมทั้งมี"อีบุคส์"เผยแพร่และจำหน่ายในอินเตอร์เน็ตมากมาย แต่ถ้ามองกันให้ถ้วนถี่และลึกซึ้งแล้ว เราควรจะตระหนักว่า "คุณค่า" ไม่จำเป็นต้องคู่กับ"ความทันสมัย" "ความเท่" และ "เทคโนโลยี" เสมอไป ในมุมมองของผมนั้น "หนังสือ"ยังเป็นสื่อที่คลาสสิคและมีความ"ขลัง"ในตัวของมันเองเสมอ และจะทรงคุณค่าอยู่คู่โลกนี้ตลอดไปครับ
๔.เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่หรือเปล่า? ความยากจนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอ่านหนังสือ กล่าวคือ
๔.๑. คนยากจนส่วนใหญ่มักมีการศึกษาต่ำ และมีอัตราการไม่รู้หนังสือสูง ดังนั้น คนไม่รู้หนังสือย่อมไม่อ่านหนังสือเป็นธรรมดา
๔.๒. คนยากจนส่วนใหญ่ก็ต้องทำงานใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ ถึงจะรู้หนังสือ แต่ก็คงไม่มีเวลามาอ่านหนังสือ เพราะใช้เวลาจนหมดไปกับการทำมาหากินเป็นส่วนใหญ่(แต่ก็ยังไม่ค่อยจะพอกินอยู่ดี)
๔.๓. คนยากจนส่วนใหญ่ไม่สามารถส่งเสียให้บุตรหลานของตน เรียนหนังสือในระบบการศึกษาภาคบังคับได้ เพราะว่าไม่มีเงินพอจะซื้อข้าวของรวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนได้ เช่น ค่าตำราเรียน ค่าชุดนักเรียน ค่าเครื่องเขียน ค่าทัศนศึกษา เป็นต้น ทำให้เกิดการสืบทอด"วัฒนธรรมการไม่รู้หนังสือและการไม่อ่านหนังสือ" ไปสู่รุ่นลูกและรุ่นหลานต่อไปได้ไม่รู้จบ
๔.๔.แนวคิดแบบ"บริโภคนิยม"ทำให้คนที่มีฐานะพออยู่พอกินนั้นสนใจแต่การแสวงหาวัตถุอันแสดงฐานะของตนเองและครอบครัว เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า เป็นต้น จนแทบไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อ"หนังสือดีๆ"สักเล่ม
และเมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมีข้อเสนอที่อาจจะช่วยให้คนไทยอ่านหนังสือกันมากกว่านี้ โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ
๑.ในส่วนของ"หนังสือ"
๑.๑. ลดราคาหนังสือให้ถูกลงกว่านี้ ไม่ใช่มาลดราคากันเป็นพิเศษเฉพาะในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเท่านั้น
๑.๒. เพิ่มจำนวนหนังสือในห้องสมุดประชาชน และเพิ่มจำนวนห้องสมุดประชาชนให้มากกว่านี้
๑.๓. จัดให้มีโครงการควบคุมคุณภาพของห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ
๑.๔. กำหนดให้มีนโยบายระดับชาติเพื่อส่งเสริมและช่วยเหลืออาชีพนักเขียนและผู้ผลิตหนังสือให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อช่วยในการลดต้นทุนในการผลิตหนังสือและนิตยสาร
๑.๕. ...(ให้ท่านผู้อ่านช่วยคิดและเติมข้อความให้ด้วยครับ)...
๒.ในส่วนของ"คนไทย"
๒.๑. ปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยให้รักการอ่านจนเป็นนิสัย และเป็นกิจวัตรประจำวัน
๒.๒. ส่งเสริมให้มีการมอบหนังสือให้เป็นของขวัญแทนสิ่งของอย่างอื่นในช่วงเทศกาลสำคัญ
๒.๓. ปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาของคนไทยให้ครูอาจารย์ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเองจากการอ่านให้มากขึ้น ไม่ใช่เน้นแต่การป้อนความรู้ให้นักเรียนนักศึกษา จนกระทั่งเกิดความคิดที่ว่า "เพียงแค่ตั้งใจเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวก็เรียนเก่งได้โดยไม่ต้องอ่านตำราเพิ่มเติมอีก"(เอ!...เคยได้ยินคำพูดนี้จากที่ไหนนะ?)
๒.๔. แก้ปัญหาความยากจนของคนไทย และส่งเสริมระบบการศึกษาภาคบังคับ
๒.๕. ...(ให้ท่านผู้อ่านช่วยคิดและเติมข้อความให้ด้วยครับ)...
ผมอยากให้ท่านทั้งหลายช่วยกันเติมข้อความให้มากที่สุด แล้วช่วยกันนำไปปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยอ่านหนังสือกันปีละมากกว่า ๖ บรรทัดแล้ว ประเทศไทยคงจะเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านวัตถุและจิตวิญญาณมากกว่านี้แน่นอนครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น