วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การส่งเสริมวงจรชีวิตของหนอนหนังสือเมืองไทย

     ในวันหนึ่ง   ผมได้รับรู้ว่า   คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ ๖ บรรทัดจากสิ่งตีพิมพ์ฉบับหนึ่ง!   ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ และน่าเศร้าใจไม่น้อย   ทำให้เกิดคำถามว่า   ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้   คำตอบที่พอจะเกิดขึ้นในหัวสมองของผม คือ...
     ๑.เป็นเพราะราคาของหนังสือแพงเกินไปหรือเปล่า?   เท่าที่ได้คุยกับบรรดาหนอนหนังสือหลายๆคน   ส่วนใหญ่จะบอกว่า   ราคาหนังสือในปัจจุบันนี้แพงเกินไป   นอกจากนี้   คอลัมนิสต์ประจำนิตยสารบางฉบับก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ถึงราคาหนังสือในปัจจุบันว่าแพงเกินไปเช่นกัน   สำหรับในมุมมองของผมนั้น   ถ้าให้เลือกระหว่างการรับประทานอาหารจนอิ่ม(พอสมควร)สัก ๑ มื้อ   กับการเลือกหนังสือสัก ๑ เล่มแล้ว   ผมคงต้องเลือกรับประทานอาหาร   เพราะว่า   ราคาอาหารสำหรับ ๑ มื้อนั้นอยู่ที่ประมาณ ๓๐-๕๐ บาท(ในกรณีที่ซื้ออาหารรับประทาน   ไม่ได้ทำอาหารรับประทานเอง)   ซึ่งเงินจำนวน ๓๐-๕๐ บาทนั้นในสมัยนี้ยังไม่พอที่จะซื้อนิตยสารรายเดือนที่วางขายอยู่ตามแผงหนังสือทั่วไปด้วยซ้ำ   นอกจากนี้ยังมีหนังสือดีๆที่เขียนโดยนักเขียนที่มีคุณภาพ   ซึ่งมีทั้งเรื่องสั้น   นวนิยาย   กาพย์กลอน   บทความสารคดีต่างๆอันทรงคุณค่า   แต่เมื่อมองราคาแล้วก็แทบจะหงายหลัง   เพราะหนังสือดีๆเหล่านั้น   ส่วนใหญ่มักจะมีราคามากกว่า ๑๕๐ บาทแทบทั้งสิ้น   โดยเฉพาะบางเล่มที่มีขนาดใหญ่และมีความหนาหลายร้อยหน้ากระดาษ   ก็มักจะมีราคาสูงถึง ๒๐๐-๓๐๐กว่าบาทก็มี   ดังนั้น   จะเห็นว่า   ราคาหนังสือในปัจจุบันก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำรงชีวิตของพวกหนอนหนังสือ   รวมทั้งชาวบ้านตาดำๆด้วยครับ
     ๒.เป็นเพราะห้องสมุดมีน้อยเกินไปหรือเปล่า?   เรายังไม่ควรเอาราคาของหนังสือมาเป็นข้อกล่าวอ้างที่จะทำให้ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ   จริงๆแล้ว   เรายังมีทางเลือกอยู่อีกทางหนึ่ง   คือการใช้บริการห้องสมุด   อย่างไรก็ตาม  ถ้าลองมาคิดกันดูว่า   ถ้าคุณไม่มีบ้าน หรือที่พักอยู่ในเขตจังหวัดกรุงเทพฯแล้ว   คุณจะไปเข้าห้องสมุดที่ไหน?   ผมขออนุญาตที่จะไม่กล่าวถึงห้องสมุดที่มีอยู่มากมายหลายแห่งในจังหวัดกรุงเทพฯ   แต่ผมจะขอเน้นถึงเฉพาะห้องสมุดที่มีอยู่ในต่างจังหวัด   ซึ่งผมเคยมีประสบการณ์ในการเข้าไปใช้บริการในห้องสมุดเหล่านี้   และถ้าให้วิจารณ์กันตามเนื้อผ้าแล้ว   จำนวนห้องสมุดในต่างจังหวัดนั้นมีอยู่น้อยมาก   ถ้าไม่นับรวมห้องสมุดที่จำเป็นต้องมีอยู่ในโรงเรียน   วิทยาลัย   และมหาวิทยาลัยแล้ว   ผมก็พอจะนึกถึงห้องสมุดเพิ่มขึ้นมาได้อีกเล็กน้อย   นั่นคือ   ห้องสมุดประชาชน   ซึ่งก็มีอยู่แค่อำเภอละไม่กี่แห่งเท่านั้น
     ทีนี้   เราลองมาสำรวจดูหนังสือในห้องสมุดประชาชนกันบ้างว่า   มีหนังสือประเภทใดอยู่บ้าง   ซึ่งก็พบว่า   หนังสือในห้องสมุดประชาชนส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก่าๆที่ได้รับบริจาคจากประชาชน และองค์กรของภาครัฐและเอกชนต่างๆ   สัดส่วนของหนังสือใหม่มีน้อยมาก   โดยรวมแล้วขาดซึ่งความน่าดึงดูดใจให้ประชาชนทั่วไปอยากเข้าไปใช้บริการ   ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ   ถ้าให้เปรียบเทียบห้องสมุดประชาชน กับร้านหนังสือขนาดใหญ่ในตัวจังหวัดที่มีปริมาณหนังสือและนิตยสารใหม่ๆหลากหลาย และมีจำนวนมากแล้ว   จะเห็นได้ชัดว่ามีประชาชนไปยืนอ่าน(รวมทั้งนั่งอ่าน)หนังสือมากกว่าประชาชนที่ไปใช้บริการห้องสมุดประชาชนเสียอีก
     ๓.เป็นเพราะคนไทยขาดวัฒนธรรมการอ่านหรือเปล่า?   มีข้อสังเกตง่ายๆคือ   เวลาที่คนไทยมีช่วงเวลาที่ว่างนั้น   คนไทยส่วนน้อยมากจะเอาเวลานั้นมาอ่านหนังสือ   ซึ่งสังเกตได้จากช่วงเวลาว่างระหว่างรอรถโดยสาร หรือรถไฟออกจากสถานี   รอเครื่องบินออก   รอภาพยนตร์ฉาย   รอเพื่อนที่นัดไว้   รอตรวจกับแพทย์ที่คลินิก หรือโรงพยาบาล   รอคิวเพื่อทำธุระต่างๆในสถานที่ราชการ รวมทั้งธนาคาร   เป็นต้น   เท่าที่สังเกตได้นั้น   คนไทยส่วนใหญ่จะมีกิจกรรมขณะรอได้แก่   การคุยโทรศัพท์มือถือ   การเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน   การพูดคุย(รวมทั้งนินทาชาวบ้าน)   การดูโทรทัศน์(สาธารณะ)   การกิน...กิน...และกิน   รวมทั้งการนั่งเฉยๆ(ไม่รู้จะทำอะไรดี)   จนกระทังนั่งหลับ(ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆแล้วนะจ๊ะ)   ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้แตกต่างจากประเทศแถบเอเชียบางประเทศ   เช่น   ญี่ปุ่น   ซึ่งเมื่อมีเวลาว่างเมื่อไหร่แล้ว   คนญี่ปุ่นจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทันที
     สาเหตุที่เป็นเช่นนี้   คงสืบเนื่องมาจากรากเหง้าวัฒนธรรมไทยที่ขาดส่วนกระตุ้น หรือส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่าน   คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจและความเชื่อว่า   การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมตลอดจนหน้าที่ของนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น   คนไทยส่วนใหญ่ยังให้คุณค่าแก่การอ่านหนังสือค่อนข้างต่ำ   บ้างก็มองว่าการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมของ"เด็กเรียนผู้ซื่อบื้อ"   บ้างก็มองว่าเป็นกิจกรรมที่ดูไม่โก้เก๋   และเทียบไม่ได้กับความโก้เก๋อันเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ   ซึ่งจะเห็นได้ว่า   การอ่านหนังสือทำให้เกิดภาพลักษณ์ต่อผู้อ่านในเชิงลบได้อย่างไม่น่าเชื่อ   กล่าวคือ  ทำให้ผู้อ่านหนังสือดูขาดความเท่   ความโก้เก๋   และขาดความทันสมัย   ใช่แล้วครับ...   สมัยนี้  เขาค้นคว้าหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตกันแล้ว   ห้องสมุดดูมีคุณค่าน้อยลง   แล้วยังมีบางคนทำนายว่า   หนังสือกำลังจะสูญพันธุ์! เพราะมีซีดีรอมและดีวีดีรอมซึ่งมีความจุข้อมูลมากกว่าหนังสือหลายร้อยเท่าตัว  รวมทั้งมี"อีบุคส์"เผยแพร่และจำหน่ายในอินเตอร์เน็ตมากมาย   แต่ถ้ามองกันให้ถ้วนถี่และลึกซึ้งแล้ว   เราควรจะตระหนักว่า "คุณค่า" ไม่จำเป็นต้องคู่กับ"ความทันสมัย"   "ความเท่"   และ "เทคโนโลยี" เสมอไป   ในมุมมองของผมนั้น  "หนังสือ"ยังเป็นสื่อที่คลาสสิคและมีความ"ขลัง"ในตัวของมันเองเสมอ   และจะทรงคุณค่าอยู่คู่โลกนี้ตลอดไปครับ
     ๔.เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่หรือเปล่า?   ความยากจนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอ่านหนังสือ   กล่าวคือ
     ๔.๑. คนยากจนส่วนใหญ่มักมีการศึกษาต่ำ   และมีอัตราการไม่รู้หนังสือสูง   ดังนั้น   คนไม่รู้หนังสือย่อมไม่อ่านหนังสือเป็นธรรมดา
     ๔.๒. คนยากจนส่วนใหญ่ก็ต้องทำงานใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ   ถึงจะรู้หนังสือ   แต่ก็คงไม่มีเวลามาอ่านหนังสือ   เพราะใช้เวลาจนหมดไปกับการทำมาหากินเป็นส่วนใหญ่(แต่ก็ยังไม่ค่อยจะพอกินอยู่ดี)
     ๔.๓. คนยากจนส่วนใหญ่ไม่สามารถส่งเสียให้บุตรหลานของตน เรียนหนังสือในระบบการศึกษาภาคบังคับได้   เพราะว่าไม่มีเงินพอจะซื้อข้าวของรวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนได้   เช่น   ค่าตำราเรียน   ค่าชุดนักเรียน   ค่าเครื่องเขียน  ค่าทัศนศึกษา  เป็นต้น   ทำให้เกิดการสืบทอด"วัฒนธรรมการไม่รู้หนังสือและการไม่อ่านหนังสือ" ไปสู่รุ่นลูกและรุ่นหลานต่อไปได้ไม่รู้จบ
     ๔.๔.แนวคิดแบบ"บริโภคนิยม"ทำให้คนที่มีฐานะพออยู่พอกินนั้นสนใจแต่การแสวงหาวัตถุอันแสดงฐานะของตนเองและครอบครัว   เช่น   รถยนต์   รถจักรยานยนต์   โทรศัพท์มือถือ   ตู้เย็น   โทรทัศน์   เครื่องซักผ้า   เป็นต้น   จนแทบไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อ"หนังสือดีๆ"สักเล่ม

     และเมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว   ผมมีข้อเสนอที่อาจจะช่วยให้คนไทยอ่านหนังสือกันมากกว่านี้   โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน  คือ
     ๑.ในส่วนของ"หนังสือ"
     ๑.๑. ลดราคาหนังสือให้ถูกลงกว่านี้   ไม่ใช่มาลดราคากันเป็นพิเศษเฉพาะในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเท่านั้น
     ๑.๒. เพิ่มจำนวนหนังสือในห้องสมุดประชาชน  และเพิ่มจำนวนห้องสมุดประชาชนให้มากกว่านี้
     ๑.๓. จัดให้มีโครงการควบคุมคุณภาพของห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ
     ๑.๔. กำหนดให้มีนโยบายระดับชาติเพื่อส่งเสริมและช่วยเหลืออาชีพนักเขียนและผู้ผลิตหนังสือให้ชัดเจน   รวมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อช่วยในการลดต้นทุนในการผลิตหนังสือและนิตยสาร
     ๑.๕. ...(ให้ท่านผู้อ่านช่วยคิดและเติมข้อความให้ด้วยครับ)...
     ๒.ในส่วนของ"คนไทย"
     ๒.๑. ปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยให้รักการอ่านจนเป็นนิสัย และเป็นกิจวัตรประจำวัน
     ๒.๒. ส่งเสริมให้มีการมอบหนังสือให้เป็นของขวัญแทนสิ่งของอย่างอื่นในช่วงเทศกาลสำคัญ
     ๒.๓. ปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาของคนไทยให้ครูอาจารย์ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเองจากการอ่านให้มากขึ้น   ไม่ใช่เน้นแต่การป้อนความรู้ให้นักเรียนนักศึกษา   จนกระทั่งเกิดความคิดที่ว่า   "เพียงแค่ตั้งใจเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวก็เรียนเก่งได้โดยไม่ต้องอ่านตำราเพิ่มเติมอีก"(เอ!...เคยได้ยินคำพูดนี้จากที่ไหนนะ?)
     ๒.๔. แก้ปัญหาความยากจนของคนไทย   และส่งเสริมระบบการศึกษาภาคบังคับ
     ๒.๕. ...(ให้ท่านผู้อ่านช่วยคิดและเติมข้อความให้ด้วยครับ)...

     ผมอยากให้ท่านทั้งหลายช่วยกันเติมข้อความให้มากที่สุด   แล้วช่วยกันนำไปปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา   ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยอ่านหนังสือกันปีละมากกว่า ๖ บรรทัดแล้ว   ประเทศไทยคงจะเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านวัตถุและจิตวิญญาณมากกว่านี้แน่นอนครับ  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น