วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คุณคือนักแสดงละครมืออาชีพ

     ณ ค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว   ผมนั่งสงบนิ่งอยู่บนม้าหิน   สายตาเหม่อมองไปยังกลุ่มดาวอันไกลโพ้น   ลมหนาวพัดโชยมาปะทะใบหน้าจนชาวูบ   สุดจะทนต่อความหนาวเย็นยะเยือกในบรรยากาศ   แต่ทว่าภายในใจนั้น กลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่า
     ย้อนระลึกทบทวนกลับไป   ความเหนื่อยยากจากการงานในชีวิตคนทำงานอย่างเรา   ทำให้เราอาจหลงลืมจุดยืน   ตลอดจนหลักการและเหตุผลในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า   แต่ถ้ามีเพียงสัก ๑ นาทีที่จิตของเราสงบนิ่งแล้ว   คำถามต่างๆก็จะผุดขึ้นมามากมายพร้อมกับคำตอบอันหลากหลาย ที่ชวนให้ตัดสินใจว่า   คำตอบใดถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
     ณ ค่ำคืนนั้น  ผมเริ่มมีคำถามว่า   "สิ่งที่เราเป็นอยู่ และสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น   เกิดจากความต้องการอันแท้จริงของเราหรือไม่?"   แน่นอนครับ...   คำตอบย่อมมีทั้งใช่ และไม่ใช่
     เมื่อนึกย้อนกลับไปในวันเวลาที่เราลืมตาขึ้นมองโลกเป็นครั้งแรก   และสื่อสารด้วยวัจนภาษาไม่ได้   แต่เรากลับสามารถแสดงความต้องการของตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมา   ถ้าชอบก็จะหัวเราะ   ถ้าไม่ชอบก็จะร้องไห้   เราไม่เคยเกรงกลัวว่า   จะเสียภาพพจน์จากการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา   เราไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพล หรืออำนาจมืดใดๆที่จะมาทำอันตรายเรา   เราเป็น"เด็กน้อย"ที่แสนจะบริสุทธิ์ใจ
     "เด็กน้อย"ได้เติบโตขึ้นในสังคมแห่งความคาดหวัง   สังคมแห่งการปรุงแต่งภาพพจน์ และทำนุบำรุง"เปลือก"อย่างแข็งขัน   จากเด็กน้อยที่ดูเป็นมนุษย์ผู้มีชีวิตชีวาในช่วงแรกของชีวิต   ได้กลับกลายเป็น"ตุ๊กตา"ที่พ่อแม่และคนรอบข้างจับมาแต่งตัวให้อย่างประณีตบรรจง   แต่ขอถามจริงๆเถอะว่า   คุณอยากเลือกเครื่องแต่งตัวเอง หรือว่าให้คนอื่นคอยแต่งตัวให้ไปจนวันตาย
     ขณะนี้ผู้คนในสังคมกำลังนิยมดู"ละครเวทีชีวิต"ซึ่งค่อนข้างสมจริง  แต่อย่างไรก็ตาม   มันก็คือ"ละคร"อยู่วันยังค่ำ   เป็นที่แน่นอนว่า   "ละคร" ย่อมดูสนุกกว่าชีวิตจริงมากมายนัก   และถ้าคุณแสดงละครได้ดีแล้ว   ลาภ   ยศ   สรรเสริญ ย่อมจะตามมา   แต่อย่าลืมถามตัวเองว่า   คุณอยู่ที่ไหน?   ..."โลกแห่งความเป็นจริง" หรือ"โลกแห่งละคร"กันแน่?
     คุณลองถามตัวเองดูหน่อยเถอะว่า   สิ่งที่คุณได้ทำมาตลอดทั้งชีวิตนั้น   เป็นสิ่งที่คุณตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองมากน้อยแค่ไหน?   เห็นไหมเล่า...   คุณเริ่มรู้สึกละอายในการกระทำเมื่อครั้งอดีตขึ้นมาแล้ว   ไม่มากก็น้อย   คุณไม่ได้เลือกศึกษาเล่าเรียนในสาขาวิชาที่คุณชอบ   คุณตามใจ(ตามคำบัญชา)ของพ่อแม่มาโดยตลอด   คุณเลือกงานอดิเรกเพื่อเอาไว้อวดคนอื่นๆทั้งๆที่คุณไม่ได้ชอบกิจกรรมแบบนั้นจริงๆ   คุณเลือกทำงานกับองค์กรนี้เพราะได้ค่าตอบแทนมหาศาลทั้งๆที่คุณไม่ได้ศรัทธาในองค์กรหรือวิชาชีพนี้เลย   เอาอีกแล้ว!   คุณบอกว่า   คุณเลือกคู่ชีวิตคนนี้โดยดูจากนิสัยเป็นสำคัญ   เปล่าเลย...   เป็นเพราะเขาร่ำรวยต่างหาก   ซึ่งต่อไปคุณจะได้เอาเงินเขาไปถลุงเล่นอย่างมันมือ   และเป็นเรื่องพอดีที่พ่อแม่ของคุณก็ชอบเขา(หรือเงินทองของเขา)เสียด้วย   ช่างลงตัวดีแท้   อะไรกันนี่!   คุณเปิดเพลงแจ๊ซฟังทั้งๆที่ไม่ได้ชอบเพลงแจ๊ซสักหน่อย   คุณเอาเพลงแจ๊ซไว้แสดงให้คนอื่นๆเห็นว่า   คุณเป็นผู้มี"รสนิยมวิไล"ต่างหาก   คุณจะให้ลูกคุณเรียนหมอหรือครับ?   แล้วเคยถามลูกตัวเองดูบ้างหรือเปล่าว่า   จริง ๆแล้ว   เขาอยากเรียนสาขาไหนกันแน่?!  
     เอาละครับ   คุณเดินมาถึงทางสองแพร่งแล้ว   จะเลือกเดินไปทางไหนดีครับ?   ระหว่าง...
     ๑.มัวแต่วิตกกังวลในภาพพจน์ของตัวเองจนต้องคอยแต่เอาอกเอกใจคนอื่น   และสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
     ๒.เด็ดเดี่ยวไปเลย   และประกาศแนวทางชีวิตของตัวเองให้ชัดเจนโดยไม่ต้องไปใส่ใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบข้าง   แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ  ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย
    
     นึกอยู่แล้วว่าคุณต้องเลือกข้อ ๑.   ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น"นักแสดงละครมืออาชีพ"   อย่างไรก็ตาม   บุคคลเหล่านี้ก็ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า   แต่ถ้าพวกเขาเหล่านี้ได้มองลงไปลึกๆในจิตใจของตัวเองแล้ว   ก็จะเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน   ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเรียกได้ว่าเป็น"ความสุข"ได้หรือไม่?   และขอแสดงความยินดีสำหรับท่านที่เลือกข้อ ๒.  เพราะบุคคลอย่างท่านนั้นหาได้ยากจริงๆ  ท่านได้ยอมสละแล้วซึ่งลาภ   ยศ   สรรเสริญ   แต่ท่านกลับได้รับ"ความสุขอันแท้จริง"   และได้จิตใจอันบริสุทธิ์   เทียบเท่าได้กับวันแรกที่ท่านได้ลืมตาขึ้นมองโลก   ยินดีด้วยครับ   ..."เจ้าเด็กน้อย"

                                -----------------------------------------------------------------
    

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น