ณ ค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว ผมนั่งสงบนิ่งอยู่บนม้าหิน สายตาเหม่อมองไปยังกลุ่มดาวอันไกลโพ้น ลมหนาวพัดโชยมาปะทะใบหน้าจนชาวูบ สุดจะทนต่อความหนาวเย็นยะเยือกในบรรยากาศ แต่ทว่าภายในใจนั้น กลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่า
ย้อนระลึกทบทวนกลับไป ความเหนื่อยยากจากการงานในชีวิตคนทำงานอย่างเรา ทำให้เราอาจหลงลืมจุดยืน ตลอดจนหลักการและเหตุผลในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า แต่ถ้ามีเพียงสัก ๑ นาทีที่จิตของเราสงบนิ่งแล้ว คำถามต่างๆก็จะผุดขึ้นมามากมายพร้อมกับคำตอบอันหลากหลาย ที่ชวนให้ตัดสินใจว่า คำตอบใดถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
ณ ค่ำคืนนั้น ผมเริ่มมีคำถามว่า "สิ่งที่เราเป็นอยู่ และสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น เกิดจากความต้องการอันแท้จริงของเราหรือไม่?" แน่นอนครับ... คำตอบย่อมมีทั้งใช่ และไม่ใช่
เมื่อนึกย้อนกลับไปในวันเวลาที่เราลืมตาขึ้นมองโลกเป็นครั้งแรก และสื่อสารด้วยวัจนภาษาไม่ได้ แต่เรากลับสามารถแสดงความต้องการของตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมา ถ้าชอบก็จะหัวเราะ ถ้าไม่ชอบก็จะร้องไห้ เราไม่เคยเกรงกลัวว่า จะเสียภาพพจน์จากการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เราไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพล หรืออำนาจมืดใดๆที่จะมาทำอันตรายเรา เราเป็น"เด็กน้อย"ที่แสนจะบริสุทธิ์ใจ
"เด็กน้อย"ได้เติบโตขึ้นในสังคมแห่งความคาดหวัง สังคมแห่งการปรุงแต่งภาพพจน์ และทำนุบำรุง"เปลือก"อย่างแข็งขัน จากเด็กน้อยที่ดูเป็นมนุษย์ผู้มีชีวิตชีวาในช่วงแรกของชีวิต ได้กลับกลายเป็น"ตุ๊กตา"ที่พ่อแม่และคนรอบข้างจับมาแต่งตัวให้อย่างประณีตบรรจง แต่ขอถามจริงๆเถอะว่า คุณอยากเลือกเครื่องแต่งตัวเอง หรือว่าให้คนอื่นคอยแต่งตัวให้ไปจนวันตาย
ขณะนี้ผู้คนในสังคมกำลังนิยมดู"ละครเวทีชีวิต"ซึ่งค่อนข้างสมจริง แต่อย่างไรก็ตาม มันก็คือ"ละคร"อยู่วันยังค่ำ เป็นที่แน่นอนว่า "ละคร" ย่อมดูสนุกกว่าชีวิตจริงมากมายนัก และถ้าคุณแสดงละครได้ดีแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ ย่อมจะตามมา แต่อย่าลืมถามตัวเองว่า คุณอยู่ที่ไหน? ..."โลกแห่งความเป็นจริง" หรือ"โลกแห่งละคร"กันแน่?
คุณลองถามตัวเองดูหน่อยเถอะว่า สิ่งที่คุณได้ทำมาตลอดทั้งชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่คุณตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองมากน้อยแค่ไหน? เห็นไหมเล่า... คุณเริ่มรู้สึกละอายในการกระทำเมื่อครั้งอดีตขึ้นมาแล้ว ไม่มากก็น้อย คุณไม่ได้เลือกศึกษาเล่าเรียนในสาขาวิชาที่คุณชอบ คุณตามใจ(ตามคำบัญชา)ของพ่อแม่มาโดยตลอด คุณเลือกงานอดิเรกเพื่อเอาไว้อวดคนอื่นๆทั้งๆที่คุณไม่ได้ชอบกิจกรรมแบบนั้นจริงๆ คุณเลือกทำงานกับองค์กรนี้เพราะได้ค่าตอบแทนมหาศาลทั้งๆที่คุณไม่ได้ศรัทธาในองค์กรหรือวิชาชีพนี้เลย เอาอีกแล้ว! คุณบอกว่า คุณเลือกคู่ชีวิตคนนี้โดยดูจากนิสัยเป็นสำคัญ เปล่าเลย... เป็นเพราะเขาร่ำรวยต่างหาก ซึ่งต่อไปคุณจะได้เอาเงินเขาไปถลุงเล่นอย่างมันมือ และเป็นเรื่องพอดีที่พ่อแม่ของคุณก็ชอบเขา(หรือเงินทองของเขา)เสียด้วย ช่างลงตัวดีแท้ อะไรกันนี่! คุณเปิดเพลงแจ๊ซฟังทั้งๆที่ไม่ได้ชอบเพลงแจ๊ซสักหน่อย คุณเอาเพลงแจ๊ซไว้แสดงให้คนอื่นๆเห็นว่า คุณเป็นผู้มี"รสนิยมวิไล"ต่างหาก คุณจะให้ลูกคุณเรียนหมอหรือครับ? แล้วเคยถามลูกตัวเองดูบ้างหรือเปล่าว่า จริง ๆแล้ว เขาอยากเรียนสาขาไหนกันแน่?!
เอาละครับ คุณเดินมาถึงทางสองแพร่งแล้ว จะเลือกเดินไปทางไหนดีครับ? ระหว่าง...
๑.มัวแต่วิตกกังวลในภาพพจน์ของตัวเองจนต้องคอยแต่เอาอกเอกใจคนอื่น และสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
๒.เด็ดเดี่ยวไปเลย และประกาศแนวทางชีวิตของตัวเองให้ชัดเจนโดยไม่ต้องไปใส่ใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบข้าง แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย
นึกอยู่แล้วว่าคุณต้องเลือกข้อ ๑. ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น"นักแสดงละครมืออาชีพ" อย่างไรก็ตาม บุคคลเหล่านี้ก็ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า แต่ถ้าพวกเขาเหล่านี้ได้มองลงไปลึกๆในจิตใจของตัวเองแล้ว ก็จะเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเรียกได้ว่าเป็น"ความสุข"ได้หรือไม่? และขอแสดงความยินดีสำหรับท่านที่เลือกข้อ ๒. เพราะบุคคลอย่างท่านนั้นหาได้ยากจริงๆ ท่านได้ยอมสละแล้วซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ แต่ท่านกลับได้รับ"ความสุขอันแท้จริง" และได้จิตใจอันบริสุทธิ์ เทียบเท่าได้กับวันแรกที่ท่านได้ลืมตาขึ้นมองโลก ยินดีด้วยครับ ..."เจ้าเด็กน้อย"
-----------------------------------------------------------------
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น