วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บัญญัติ ๑๐ ประการ สำหรับแพทย์ผู้ใส่ใจในความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติ

หมายเหตุ   บทความนี้เหมาะกับประชาชนชาวไทยทุกเพศ ทุกวัย และไม่ต้องให้ผู้ปกครองท่านใดพิจารณาด้วยครับ

     โรงพยาบาลและสถานพยาบาลใดๆก็ตาม   ประกอบด้วยบุคคลากรทางการแพทย์มากมายหลายแผนก   บุคคลากรทุกคนนั้น   อย่างน้อยที่สุดมักจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง   แต่จะมากน้อยเพียงใดนั้น   ขึ้นอยู่กับว่า   บุคคลากรผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งใด หรือรับผิดชอบงานประเภทใด
     มนุษย์แต่ละคนย่อมมีนิสัยและบุคลิกภาพที่แตกต่างกันไป   สำหรับการทำงานแล้ว   บุคลิกภาพและนิสัยย่อมมีความสัมพันธ์กับงานที่รับผิดชอบ   กล่าวคือ   งานประเภทหนึ่งย่อมเหมาะสำหรับผู้ที่มีบุคลิกภาพและนิสัยแบบหนึ่ง   แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีบุคลิกภาพและนิสัยอีกแบบหนึ่ง   สำหรับประเด็นนี้   ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายร้ายแรงแต่อย่างใด ในกรณีที่บุคลากรทางการแพทย์ผู้หนึ่งรับผิดชอบงานที่ไม่สอดคล้องกับบุคลิกภาพและนิสัยของตน
     แต่ทว่ามีคุณลักษณะทางจิตใจที่บุคลากรทางการแพทย์ควรนำมายึดถือ และซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในจิตสำนึกร่วมกัน ก็คือ"การเอาใจเขามาใส่ใจเรา"   บุคลากรทางการแพทย์จะมีความเห็นอกเห็นใจในผู้ป่วยและญาติเพียงใดนั้น   ไม่ใช่เรื่องที่มีมาแต่กำเนิด   แต่เป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้   เพียงแต่ว่า   คุณจำเป็นต้องฝึกคิดบ่อยๆว่า   สมมุติว่า   ถ้าคุณเป็นผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วยแล้ว   คุณจะรู้สึกอย่างไร   เมื่อเจอกับสถานการณ์ต่างๆที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกสักเท่าใด   แต่นั่นเป็นมุมมองของบุคลากรทางการแพทย์   ซึ่งจริงๆแล้ว   คุณจะไปเหมาว่า   ผู้ป่วยและญาติจะเข้าใจอย่างที่คุณอยากให้เข้าใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
     ในที่นี้   ผมใคร่ขอสร้างจิตสมมุติของผู้ป่วยและญาติ   อันเป็นจิตที่อ่อนไหวมากกว่าคนทั่วไป   แล้วให้บุคคลเหล่านั้นมาตั้งขอเสนอกับบุคลากรทางการแพทย์ว่า   ควรจะคิด พูด หรือปฏิบัติอย่างไรกับพวกเขาบ้าง   และข้อเสนอทั้ง ๑๐ ข้อนี้อาจเคยอยู่ในความคิดของคุณมาก่อนแล้วก็เป็นได้
     ๑. ไม่พูดจาหยอกล้อ หรือหัวเราะต่อหน้าผู้ป่วย หรือญาติ  เพราะจะทำให้ผู้ป่วย หรือญาติคิดว่า   คุณไม่ได้มีความเอาจริงเอาจังในการดูแล และให้การรักษาต่อเขาเลย   โปรดทราบว่า   ถ้าคุณยังหัวเราะเล่นๆกับความเป็นความตายของชีวิตคนแล้ว   คุณจะสามารถเอาจริงเอาจังกับเรื่องไหนได้อีกในโลกนี้?
     ๒. กรุณาสละเวลาสักนิด   เพื่ออธิบายเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น   ทั้งในส่วนของสาเหตุของโรค   ตลอดจนแนวทางการรักษาอย่างคร่าวๆพอสังเขป   รับรองได้ว่า   มันไม่ได้ผลาญเวลาในชีวิตคุณไปมากมายหรอก   แต่คุณควรทราบว่า   ความทรมานแสนสาหัสของมนุษย์อย่างหนึ่งก็คือ   การไม่สามารถตอบคำถามที่ตนเองสงสัยอย่างยิ่งยวดได้   ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับโรคของเขาได้   ...เขาคงรู้สึกทรมานน่าดู   ซึ่งคุณก็สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานใจของเขาได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
     ๓. ใช้คำว่า"มัน"ให้น้อยลง  เพราะถ้าคุณใช้คำว่า"มัน"บ่อยๆแล้ว   ผู้ป่วยและญาติอาจสับสนได้ว่า"มัน"ที่คุณพูดถึงนั้นหมายถึงพวกเขาหรือไม่?   ซึ่งผมมีตัวอย่างที่บุคลากรทางการแพทย์ได้พูดกันเองว่า"ขามันบวมมากเลยนะ"   ซึ่งผู้ป่วยจะเข้าใจได้ ๒ แบบ คือ
     ก. "มัน" เป็นสรรพนามแทน"ขา"ของผู้ป่วย
     ข. "มัน"เป็นสรรพนามแทน"ผู้ป่วย"(!)
     ซึ่งในประเด็นนี้   ผมกล้าพูดได้เลยว่า   มีบุคลากรทางการแพทย์หลายคนที่ไม่เคยตระหนักถึงเรื่องนี้เลย
     ๔. ถ้าเกิดสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดต่อผู้ป่วย(แย่ที่สุดคือเสียชีวิต)   ให้ชี้แจงต่อญาติผู้ป่วย   โดยพูดตามเหตุการณ์ที่นำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ   ไม่พูดในจุดที่สถานการณ์สุกงอมในทันที   ซึ่งแบ่งได้เป็น ๒ กรณี คือ
     ๔.๑. ถ้าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดแบบทันทีทันใด   ให้คุยกับญาติโดยเรียงตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   เช่น   เมื่อมีญาติมาติดต่อขอเยี่ยมผู้ป่วยที่ถูกรถชนเมื่อคืนที่ผ่านมา   แต่ญาติยังไม่รู้ว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว   แพทย์อาจเล่าตามลำดับเหตุการณ์ดังนี้   ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวตั้งแต่รับเข้ามาที่แผนกฉุกเฉิน   ความดันโลหิตต่ำมาก   มีภาวะช็อค   ประเมินแล้วว่า   ผู้ป่วยเสียเลือดมาก   คาดว่าอวัยวะภายในช่องท้องถูกกระทบกระเทือนรุนแรง   และมีเลือดออกในช่องท้อง   ได้พาผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉิน   พบว่าตับและม้ามฉีกขาด   ผู้ป่วยเสียเลือดมากในระหว่างผ่าตัด   แพทย์ได้ระดมให้เลือดอย่างเร่งด่วน   แต่ภาะช็อคไม่ดีขึ้น   หัวใจหยุดเต้นในที่สุด   ทีมแพทย์พยายามกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าและยา   แต่หัวใจไม่กลับมาเต้น   ผู้ป่วยจึงเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ ๓.๓๐ น.    ...ผมหวังว่า   คุณคงจะไม่พูดกับญาติในทันทีที่ได้เจอว่า" อ๋อ...คนนั้นเหรอ...   ตายไปแล้วครับ"
     ๔.๒. ถ้าเป็นสถานการณ์ที่แย่ลงแบบค่อยเป็นค่อยไป   ก็ให้ค่อยๆทยอยเล่าเหตุการณ์ในแต่ละวันให้ญาติรับทราบโดยตลอด   เพื่อญาติจะค่อยๆเริ่มปรับจิตใจ   และทำใจได้ในที่สุด   เช่น   ผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดสมองแตก   ซึ่งต่อมาได้เกิดภาะแทรกซ้อนเป็นโรคปอดอักเสบ และต่อมาเชื้อได้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายอย่าง  และสุดท้ายก็เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน  ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
     ๕. เลือกใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน   แต่ให้ผลต่อความรู้สึกที่ต่างกัน   เรื่องนี้ค่อนข้างอธิบายลำบาก   แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน หรืออ่อนไหวแล้ว   คุณจะเข้าใจมันได้ไม่ยากนัก  ตัวอย่างเช่น   ถ้าตรวจพบว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นโรคมะเร็ง   คุณน่าจะพูดกับญาติของเขาว่า   "สำหรับเนื้องอกชนิดนี้   แนวโน้มไม่ดี   สำหรับเขาแล้ว   คงเหลือเวลาอีกไม่มากนัก   "   ซึ่งคงจะดีกว่าพูดว่า "มะเร็งแบบนี้น่ะเหรอ...   ตายแน่ๆ...   ไม่เกิน ๖ เดือนหรอก..."
     ๖. บอกผู้ป่วยและญาติทุกครั้งว่า   คุณจะทำอะไร และทำเพื่ออะไร   เช่น   คุณจะทำเอกซ์เรย์ หรือเจาะเลือดตรวจ   เป็นต้น   ถ้าคุณไม่บอกผู้ป่วยเลย   ก็เหมือนกับเป็นการลดคุณค่าของผู้ป่วยลงจนเทียบเท่ากับวัตถุสิ่งของ   เพราะว่าเวลาคุณอยากจะหยิบข้าวของไปใช้   คุณก็ไม่เคยขออนุญาตต่อของชิ้นนั้นเลย...ใช่ไหมครับ?
     ๗.ชี้แจงให้ผู้ป่วยและญาติทราบทุกครั้งเมื่อคุณพูดถึงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็นต่อหน้าผู้ป่วยและญาติ   โดยเฉพาะข้อมูลที่มีผลในแง่ลบต่อความรู้สึกของผู้ป่วย   เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจผิดว่า   สิ่งที่กำลังพูดอยู่นั้นเป็นเรื่องของตัวผู้ป่วยเองโดยเฉพาะ   เช่น   ถ้าคุณพูดกับเพื่อนแพทย์ด้วยกันเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต   คุณก็ควรชี้แจงให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่คุณกำลังตรวจอยู่นั้นทราบด้วยว่า   คุณกำลังพูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยทั่วไป   ไม่ได้หมายถึงตัวผู้ป่วยคนนี้   แบบนี้เป็นต้น
     ๘.ในบางเรื่อง   เราควรพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาจะดีกว่า   เช่น   ถ้าผู้ป่วยถามคุณว่า   ฉีดยาเข็มนี้เจ็บหรือไม่?   คุณก็ควรตอบไปตามตรงว่า"เจ็บพอสมควร"   ดีกว่าไปบอกว่า"เจ็บแค่นิดเดียวเอง"   เพราะถ้าผู้ป่วยรายนี้เป็นคนที่ไม่ค่อยอดทนต่อความเจ็บปวดแล้ว   เขาจะรู้สึกว่าเจ็บมาก และคิดว่าคุณโกหก                                                                                                                                          
     ๙. ลดการใช้คำว่า"ทำไม"ลง    เพราะคำนี้มีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยค่อนข้างมาก   จริงๆแล้ว   ข้อนี้คล้ายกับข้อ ๕.   เพียงแต่อยากจะเน้นคำนี้เป็นพิเศษ  ซึ่งคุณสามารถใช้คำอื่นๆที่มีความหมายคล้ายกันแทนได้   เช่น   ในผู้ป่วยที่มาตรวจที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก   แต่ผู้ป่วยมาผิดนัด(มาช้ากว่าวันนัด)   คุณก็ไม่ควรจะพูดว่า"ทำไมคุณถึงไม่มาตรวจตามนัดล่ะครับ?"   แต่น่าจะพูดว่า "คุณมีเหตุขัดข้องอะไรหรือเปล่าครับ?   ถึงไม่ได้มาตรวจตามนัด"   คุณลองคิดดูนะครับว่า   ถ้าคุณเป็นผู้ป่วยแล้ว   คุณอยากได้ยินประโยคไหนมากกว่ากัน
     ๑๐. จงสร้างทัศนคติที่ว่า"คนเราทุกคนล้วนมีคุณค่า และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน   ไม่มีใครดีเด่น หรือวิเศษไปกว่าใคร   ทุกคนล้วนแต่มีสิ่งดีๆอยู่ในตัว   ไม่มีใครเลว หรือชั่วร้ายไปทั้งหมด"   มีบุคลากรทางการแพทย์(โดยเฉพาะตัวแพทย์เอง)เป็นจำนวนมากที่สนทนากับผู้ป่วย และญาติด้วยความรู้สึกที่ว่า   "เราอยู่เหนือกว่าเขา"   "เราเป็นบุคคลที่พิเศษกว่าเขา"   และรวมไปถึง "เราเป็นบุคคลที่มีคุณค่ามากกว่าเขา"   แต่อย่าลืมว่า   คุณกำลังติดอยู่ในภาพมายาซึ่งคุณสร้างเอาไว้หลอกหลอนตัวเองจนวันตาย   คุณอย่าลืมว่า   ถึงผู้ป่วยเป็นชาวนาก็ตาม   ถ้าไม่มีชาวนาแล้วละก็   หมออย่างคุณก็ไม่มีข้าวจะรับประทาน   หมอก็อยู่ไม่ได้  ถ้าไม่มีชาวนา...   และข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุดที่ช่วยส่งเสริมให้เกิด ๙ ข้อก่อนหน้านี้ทั้งหมด   ถ้าขาดข้อนี้   ก็จะมีข้ออื่นๆได้ยากลำบากขึ้นมาก
     เมื่ออ่านมาแล้วครบ ๑๐ ข้อ   คุณอาจจะคิดว่า   ของแบบนี้มันก็รู้ๆกันอยู่แล้ว   แต่ผมก็อยากถามเหมือนกันว่า   ที่คุณคิดว่ารู้อยู่แล้วนั้น   แต่คุณได้ตระหนักถึงความสำคัญ และได้นำไปปฏิบัติจริงแล้วหรือยัง?   ผมคิดว่า   ถึงเวลาแล้ว(และเลยเวลามามากแล้ว)ที่เราจำเป็นต้องนำทั้ง ๑๐ ข้อนี้ไปปฏิบัติกันอย่างจริงจังเสียที   มิฉะนั้น   สังคมไทยคงจะดำเนินเรื่อยไปในรูปแบบของชีวิตอันโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านเป็นแน่แท้   เป็นสังคมที่ขาดความอบอุ่นทางใจ   ซึ่งดูแล้วน่าเศร้าเกินบรรยายครับ

                                    -------------------------------------------------------------



























วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คุณคือนักแสดงละครมืออาชีพ

     ณ ค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว   ผมนั่งสงบนิ่งอยู่บนม้าหิน   สายตาเหม่อมองไปยังกลุ่มดาวอันไกลโพ้น   ลมหนาวพัดโชยมาปะทะใบหน้าจนชาวูบ   สุดจะทนต่อความหนาวเย็นยะเยือกในบรรยากาศ   แต่ทว่าภายในใจนั้น กลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่า
     ย้อนระลึกทบทวนกลับไป   ความเหนื่อยยากจากการงานในชีวิตคนทำงานอย่างเรา   ทำให้เราอาจหลงลืมจุดยืน   ตลอดจนหลักการและเหตุผลในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า   แต่ถ้ามีเพียงสัก ๑ นาทีที่จิตของเราสงบนิ่งแล้ว   คำถามต่างๆก็จะผุดขึ้นมามากมายพร้อมกับคำตอบอันหลากหลาย ที่ชวนให้ตัดสินใจว่า   คำตอบใดถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
     ณ ค่ำคืนนั้น  ผมเริ่มมีคำถามว่า   "สิ่งที่เราเป็นอยู่ และสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น   เกิดจากความต้องการอันแท้จริงของเราหรือไม่?"   แน่นอนครับ...   คำตอบย่อมมีทั้งใช่ และไม่ใช่
     เมื่อนึกย้อนกลับไปในวันเวลาที่เราลืมตาขึ้นมองโลกเป็นครั้งแรก   และสื่อสารด้วยวัจนภาษาไม่ได้   แต่เรากลับสามารถแสดงความต้องการของตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมา   ถ้าชอบก็จะหัวเราะ   ถ้าไม่ชอบก็จะร้องไห้   เราไม่เคยเกรงกลัวว่า   จะเสียภาพพจน์จากการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา   เราไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพล หรืออำนาจมืดใดๆที่จะมาทำอันตรายเรา   เราเป็น"เด็กน้อย"ที่แสนจะบริสุทธิ์ใจ
     "เด็กน้อย"ได้เติบโตขึ้นในสังคมแห่งความคาดหวัง   สังคมแห่งการปรุงแต่งภาพพจน์ และทำนุบำรุง"เปลือก"อย่างแข็งขัน   จากเด็กน้อยที่ดูเป็นมนุษย์ผู้มีชีวิตชีวาในช่วงแรกของชีวิต   ได้กลับกลายเป็น"ตุ๊กตา"ที่พ่อแม่และคนรอบข้างจับมาแต่งตัวให้อย่างประณีตบรรจง   แต่ขอถามจริงๆเถอะว่า   คุณอยากเลือกเครื่องแต่งตัวเอง หรือว่าให้คนอื่นคอยแต่งตัวให้ไปจนวันตาย
     ขณะนี้ผู้คนในสังคมกำลังนิยมดู"ละครเวทีชีวิต"ซึ่งค่อนข้างสมจริง  แต่อย่างไรก็ตาม   มันก็คือ"ละคร"อยู่วันยังค่ำ   เป็นที่แน่นอนว่า   "ละคร" ย่อมดูสนุกกว่าชีวิตจริงมากมายนัก   และถ้าคุณแสดงละครได้ดีแล้ว   ลาภ   ยศ   สรรเสริญ ย่อมจะตามมา   แต่อย่าลืมถามตัวเองว่า   คุณอยู่ที่ไหน?   ..."โลกแห่งความเป็นจริง" หรือ"โลกแห่งละคร"กันแน่?
     คุณลองถามตัวเองดูหน่อยเถอะว่า   สิ่งที่คุณได้ทำมาตลอดทั้งชีวิตนั้น   เป็นสิ่งที่คุณตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองมากน้อยแค่ไหน?   เห็นไหมเล่า...   คุณเริ่มรู้สึกละอายในการกระทำเมื่อครั้งอดีตขึ้นมาแล้ว   ไม่มากก็น้อย   คุณไม่ได้เลือกศึกษาเล่าเรียนในสาขาวิชาที่คุณชอบ   คุณตามใจ(ตามคำบัญชา)ของพ่อแม่มาโดยตลอด   คุณเลือกงานอดิเรกเพื่อเอาไว้อวดคนอื่นๆทั้งๆที่คุณไม่ได้ชอบกิจกรรมแบบนั้นจริงๆ   คุณเลือกทำงานกับองค์กรนี้เพราะได้ค่าตอบแทนมหาศาลทั้งๆที่คุณไม่ได้ศรัทธาในองค์กรหรือวิชาชีพนี้เลย   เอาอีกแล้ว!   คุณบอกว่า   คุณเลือกคู่ชีวิตคนนี้โดยดูจากนิสัยเป็นสำคัญ   เปล่าเลย...   เป็นเพราะเขาร่ำรวยต่างหาก   ซึ่งต่อไปคุณจะได้เอาเงินเขาไปถลุงเล่นอย่างมันมือ   และเป็นเรื่องพอดีที่พ่อแม่ของคุณก็ชอบเขา(หรือเงินทองของเขา)เสียด้วย   ช่างลงตัวดีแท้   อะไรกันนี่!   คุณเปิดเพลงแจ๊ซฟังทั้งๆที่ไม่ได้ชอบเพลงแจ๊ซสักหน่อย   คุณเอาเพลงแจ๊ซไว้แสดงให้คนอื่นๆเห็นว่า   คุณเป็นผู้มี"รสนิยมวิไล"ต่างหาก   คุณจะให้ลูกคุณเรียนหมอหรือครับ?   แล้วเคยถามลูกตัวเองดูบ้างหรือเปล่าว่า   จริง ๆแล้ว   เขาอยากเรียนสาขาไหนกันแน่?!  
     เอาละครับ   คุณเดินมาถึงทางสองแพร่งแล้ว   จะเลือกเดินไปทางไหนดีครับ?   ระหว่าง...
     ๑.มัวแต่วิตกกังวลในภาพพจน์ของตัวเองจนต้องคอยแต่เอาอกเอกใจคนอื่น   และสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
     ๒.เด็ดเดี่ยวไปเลย   และประกาศแนวทางชีวิตของตัวเองให้ชัดเจนโดยไม่ต้องไปใส่ใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบข้าง   แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ  ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย
    
     นึกอยู่แล้วว่าคุณต้องเลือกข้อ ๑.   ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น"นักแสดงละครมืออาชีพ"   อย่างไรก็ตาม   บุคคลเหล่านี้ก็ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า   แต่ถ้าพวกเขาเหล่านี้ได้มองลงไปลึกๆในจิตใจของตัวเองแล้ว   ก็จะเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน   ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเรียกได้ว่าเป็น"ความสุข"ได้หรือไม่?   และขอแสดงความยินดีสำหรับท่านที่เลือกข้อ ๒.  เพราะบุคคลอย่างท่านนั้นหาได้ยากจริงๆ  ท่านได้ยอมสละแล้วซึ่งลาภ   ยศ   สรรเสริญ   แต่ท่านกลับได้รับ"ความสุขอันแท้จริง"   และได้จิตใจอันบริสุทธิ์   เทียบเท่าได้กับวันแรกที่ท่านได้ลืมตาขึ้นมองโลก   ยินดีด้วยครับ   ..."เจ้าเด็กน้อย"

                                -----------------------------------------------------------------
    

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิวัฒนาการแห่งจิตวิญญาณความเป็นแพทย์

     "แพทย์" เป็นอาชีพที่มีเกียรติในสังคมไทย   และเป็นอาชีพที่มีโอกาสในการช่วยเหลือผู้คนในสังคมได้มากกว่าอาชีพอื่นๆ   ที่เป็นเช่นนี้   เพราะผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ"ชีวิต"มากกว่าสิ่งอื่นใด   ถ้าคนดีไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้   ก็จะไม่สามารถประกอบคุณงามความดีเพื่อส่วนรวมได้อีกต่อไป   ถ้าคนเห็นแก่ตัวไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้   ก็จะไม่สามารถสะสมทรัพย์สิน   เงินทอง   อำนาจ   และเสพสุขจากสิ่งเหล่านั้นได้อีกต่อไป   ดังนั้น "ชีวิต"สำคัญมากเหลือเกิน
     ผู้ที่จะมาเป็นแพทย์ได้นั้น   จะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความเป็นความตายของคน   ดังนั้น   แพทย์คงจะต้องมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่าคนทั่วๆไปบ้าง   กล่าวคือ
     ๑.ต้องมีความรู้ดี   จึงจะสามารถวินิจฉัย และรักษาโรคได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
     ๒.ต้องมีคุณธรรมหลายประการ   ได้แก่   ความเมตตากรุณา   ความขยันหมั่นเพียร   ความเสียสละ   ความอดทนอดกลั้น   ความไม่โลภ   ความใส่ใจใฝ่ศึกษา   ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน   เป็นต้น
     ในอดีต   ประชาชนได้มองเห็นและตระหนักถึงความรู้ ความสามารถ   และคุณธรรมของแพทย์ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อกังขา   เราจะได้พบเห็นแพทย์ผู้มีความสามารถสูงได้อุทิศตัวทำงานให้กับโรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยในท้องที่ทุรกันดารอยู่นานหลายสิบปี   โดยได้ค่าตอบแทนเพียงเดือนละไม่กี่พันบาท   และได้ทุ่มเททำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมง  แม้ว่าจะเป็นการทำงานนอกเวลาราชการ   ก็ไม่เคยพร่ำบ่นเรียกร้องถึงค่าตอบแทนที่ควรได้เพิ่มเติมตามจำนวนชิ้นงานที่ตนเองทำ   ไม่มีการพูดถึงตัวเลขเงินในบัญชีธนาคาร   รถยนต์หรู  บ้านหลังใหญ่โต   การท่องเที่ยวในต่างประเทศ   ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ประดับกายอันจะเสริมความเป็นสง่าราศรีให้แก่ตนเอง
     เมื่อเวลาผ่านไป   แพทย์รุ่นใหม่ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   และประชาชนได้เริ่มสังเกตเห็นว่า   มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทางด้านความคิด   ทัศนคติ   และจิตวิญญาณในตัวแพทย์ส่วนใหญ่   กล่าวคือ   ในแง่ของความรู้ความสามารถนั้น   เนื่องจากในปัจจุบันได้มีวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ   ดังนั้น   ความรู้ของแพทย์ในปัจจุบันจึงมากกว่าในอดีตอย่างแน่นอน   แต่ในแง่ของคุณธรรมในจิตใจนั้นแตกต่างกัน   โดยมีแนวโน้มว่า   จากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น   คุณธรรมในจิตใจของแพทย์ค่อยๆลดน้อยลงจนเห็นได้ชัด
     เราคงจะต้องมาร่วมกันค้นหาว่า   อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณธรรมในจิตใจแพทย์ค่อยๆลดลง   โดยจะพิจารณาเป็นประเด็นๆไปดังนี้
     ๑. การคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์  
     สำหรับประเทศไทยนั้น   การคัดเลือกนักศึกษาแพทย์จะคัดเลือกจาก"ผลการเรียน"เป็นหลัก   ในอดีต   ผู้ที่จะเรียนแพทย์จะต้องเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ก่อน   แล้วจึง"ข้ามฟาก"ไปเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ต่อ   ซึ่งเมื่อเรียนแพทย์จบแล้ว   ก็จะได้รับปริญญาบัตร ๒ ใบ คือ  วิทยาศาสตรบัณฑิต   และแพทยศาสตรบัณฑิต
     ในปัจจุบัน   การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์   ก็ยังเป็นการคัดเลือกคนที่"เรียนเก่ง"เข้ามาเรียน   และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างระบบการคัดเลือกในอดีตและปัจจุบันแล้ว   จะเห็นว่าล้วนเป็นระบบที่ไม่ได้ยืนยันว่า   ได้คัด"คนดีแท้"เข้ามาเรียนแพทย์   ถึงแม้ในปัจจุบัน   จะมีข้อสอบวัดความถนัดทางการแพทย์ และระบบการสอบสัมภาษณ์ของแต่ละสถาบันเพื่อคัดกรองบุคคลแล้วก็ตาม   แต่ก็คงเป็นได้แค่การคัดกรองแบบหยาบๆเพื่อไม่ให้"คนไม่ดี" รวมไปถึง"ผู้ป่วยโรคจิต"เข้ามาเรียนแพทย์ได้   อย่างไรก็ตาม   ระบบนี้ก็ยังไม่สามารถคัดกรองได้ลึกลงไปถึง"คุณธรรรมระดับละเอียดอ่อน"ได้   เช่น   ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม   ความมีวุฒิภาวะทางอารมณ์   ความเกรงกลัวและละอายต่อบาป   ความเรียบง่ายสมถะ   ความเอาใจเขามาใส่ใจเรา   เป็นต้น   ดังนั้น   นักศึกษาแพทย์จึงมีทั้งผู้ที่มีจิตใจใฝ่คุณธรรม และไม่ใส่ใจในคุณธรรมปะปนกันไป   ซึ่งรูปแบบนี้คงไม่แตกต่างกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน   ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว   ทำไมสัดส่วนของแพทย์ที่มีคุณธรรมในอดีตจึงมีมากกว่าในปัจจุบัน...   หรืออาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า   ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แตกต่างกันอาจจะอยู่ที่ช่วงเวลาที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ก็เป็นได้
     ๒. แนวทางในการอบรมเพื่อให้นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรมสูง
     จากข้อ๑.   เราจะเห็นแล้วว่า   ในแง่ของคุณธรรมนั้น   นักศึกษาแพทย์แต่ละคนจะมีระดับคุณธรรมในจิตใจที่แตกต่างกันไป   ดังนั้น   หลักสูตรแพทยศาสตร์ที่ดีต้องเป็นหลักสูตรที่เสริมสร้างให้นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งได้ทุกคน   ซึ่งนั่นคืออุดมคติ   ได้มีผู้กล่าวโทษหลักสูตรแพทยศาสตร์ในปัจจุบันว่า   ไม่สามารถทำให้นักศึกษาแพทย์จบออกมาเป็น"แพทย์ที่ดี"ได้   แต่เป็นได้เพียง"แพทย์ผู้มีความรู้ความสามารถดี"เท่านั้นเอง   ซึ่งต่างจากหลักสูตรในอดีตที่ผลิต"แพทย์ที่ดี"ออกมาในสัดส่วนที่มากกว่ายุคปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด   ทำให้ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต   ซึ่งก็พบว่า   หลักสูตรในอดีตก็ไม่ได้เน้นเรื่องคุณธรรมให้เป็นเรื่องเป็นราวชัดเจนแต่อย่างใด   แล้วทำไมสัดส่วนของ"แพทย์ทีดี"จึงน้อยลงในปัจจุบัน?   เป็นไปได้หรือไม่ว่า   การปลูกฝังคุณธรรมให้แก่นักศึกษาแพทย์นั้นไม่จำเป็นต้องทำเป็นหลักสูตรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน   แต่อาจเป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้ค่อยๆซึมซับเข้าไปในจิตใจของนักศึกษาแพทย์ทุกเมื่อเชื่อวันจนเป็นวิถีชีวิตกันไปเลย   สำหรับวิธีการปลูกฝังที่ดีที่สุด และเป็นรูปธรรมที่สุดนั้นก็คือ   การมีตัวอย่างของ"แพทย์ที่ดี"ให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็น   พอถึงตรงนี้แล้ว   ผมกำลังจะบอกว่า   โรงเรียนแพทย์ในยุคปัจจุบันมีอาจารย์แพทย์ที่เป็นตัวอย่างที่ดีน้อยลงใช่หรือไม่?   ซึ่งผมคงจะต้องตอบตามตรงว่า"ใช่"   แต่เป็นเพราะเหตุใดนั้น   คงต้องมาพิจารณากันในข้อ ๓. กันต่อไป
     ๓.ทัศนคติและมุมมองเรื่องคุณธรรมของคนในสังคมไทย
        คนไทยในยุคหลังๆให้ความสำคัญต่อ"คุณธรรม"น้อยกว่า"สิ่งอื่น"   ซึ่งคำว่า"สิ่งอื่น"ในที่นี้   หมายถึง   ทรัพย์สิน   เงินทอง   ชื่อเสียง   ตำแหน่ง   อำนาจ   ตลอดจนภาพพจน์   และรูปลักษณ์ภายนอก   ถ้าให้ลองไล่ดูความปรารถนาอันดับต้นๆของคนไทยในยุคหลังๆแล้ว   ก็ล้วนแต่วนเวียนอยู่กับ"สิ่งอื่น"แทบทั้งสิ้น   โดยที่"สิ่งอื่น"นี้ล้วนมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน   ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดอันฝักใฝ่ในวัตถุนิยมของคนไทย(รวมทั้งชาวโลกด้วย)   ส่วนคุณธรรมนั้นเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบต่อ"สิ่งอื่น"ตรงที่คุณธรรมไม่แสดงคุณสมบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน   ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบ หรือชั่งตวงวัดปริมาณได้   อีกทั้งยังไม่เห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมชัดเจน   อย่างไรก็ตาม   ในความเป็นจริงแล้ว   คุณธรรมให้ผลตอบแทนเสมอ   เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นเอง
     สาเหตุของเรื่องนี้เกิดจากการที่คนไทยไปรับเอาแนวคิดของระบบ"ทุนนิยม"   "บริโภคนิยม"   และ "วัตถุนิยม"   จากประเทศตะวันตกมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา   ซึ่งอาจารย์แพทย์   แพทย์   และนักศึกษาแพทย์ ก็ติดอยู่ในกระแส"ทุนนิยม"   "วัตถุนิยม"   และ"บริโภคนิยม" เช่นเดียวกัน    ซึ่งเมื่อเราได้พิจารณามาถึงจุดนี้แล้ว    เราจะมองเห็นภาพของสังคมใหญ่สังคมหนึ่งซึ่งมี"วัฒนธรรมวัตถุนิยม"เป็นเสมือนอาจารย์ของสถาบันสังคมและวัฒนธรรมโลก หรือ"อาจารย์แห่งกระแสโลก"  โดยมีอาจารย์แพทย์   แพทย์   และนักศึกษาแพทย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกศิษย์ตัวน้อยๆผู้ว่านอนสอนง่ายของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก"   และแล้ว...   ทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอน   กล่าวคือ   อาจารย์แพทย์ก็มัวแต่วิ่งวุ่นเพื่อเรียนรู้และปฏิบัติตาม"กระแสโลก"ตามคำสอนของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" จนไม่ได้มาใส่ใจในเรื่องคุณธรรมของตนเอง และของลูกศิษย์   ส่งผลให้ตัวอย่างอาจารย์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งซึ่งพอจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาแพทย์ได้ก็มีจำนวนลดน้อยถอยลงไปทุกทีๆ(ในขณะที่มีอาจารย์แพทย์ที่มีความเก่งกาจทางวิชาการมากขึ้นเรื่อยๆ)
     จริงๆแล้ว   ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงด้วยในที่นี้  คือ   บิดามารดา หรือผู้ปกครองของนักศึกษาแพทย์นั่นเอง   เพราะบุคคลเหล่านี้มีอิทธิพลสูงในการเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่คุณธรรม   แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว   บิดามารดา   ตลอดจนผู้ปกครองของนักศึกษาแพทย์   ก็ล้วนแต่ประกาศตัวเป็นลูกศิษย์ของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก"ไปแล้วแทบทั้งสิ้น   อาจจะมีบางคนที่พยายาม"สวนกระแสโลก"จนมาเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็กๆได้    แต่ทว่าเราหาตัวอย่างที่ดีแบบนั้นได้ยากเย็นเหลือเกิน
     ๔.ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมคุณธรรมและสนับสนุนผู้มีคุณธรรมในองค์กร      
     การสร้างระบบใดๆในองค์กรนั้น   เกิดจากแนวคิดของกลุ่มบุคคลเพียงกลุ่มหนึ่งในองค์กร   ซึ่งได้แก่กลุ่มผู้บริหารนั่นเอง   ซึ่งกลุ่มผู้บริหารนั้นมาจาก ๒ วิธีการ   คือ   การเลือกตั้ง และการแต่งตั้งโดยกลุ่มผู้บริหารเดิมนั่นเอง
     เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า   ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มผู้บริหารเดิม   เพราะฉะนั้น   แนวคิด และทัศนคติของผู้บริหารรุ่นใหม่และเก่าก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก   อาจกล่าวได้ว่า "เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย"ด้วยซ้ำไป    และเป็นธรรมดาที่นโยบายขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรมในองค์กรนั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารแทบทั้งหมด   ถ้าผู้บริหารใส่ใจในคุณธรรมแล้ว   ผู้ที่ประสบความสำเร็จในองค์กรย่อมเป็นผู้มีคุณธรรมสูง   ซึ่งบุคคลเหล่านั้นก็จะได้เป็นผู้บริหารที่มีคุณธรรมสูงต่อไปในอนาคต
     แต่ปรากฏว่า   สังคมไทยได้รับอิทธิพลจาก"อาจารย์แห่งกระแสโลก"ในข้อ ๓. มากเกินไป   ทำให้โรงเรียนแพทย์ซึ่งจัดว่าเป็นองค์กรแบบหนึ่งถูกครอบงำโดย"กระแสโลก"   ส่งผลให้โรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจแต่เรื่องงานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ และการพัฒนาคุณภาพการบริการกันมากเกินไป  จนหลงลืมที่จะให้ความสำคัญกับคุณธรรมมากเท่าที่ควรจะเป็น
     ในโรงเรียนแพทย์นั้น   ได้มีการจัดประเมินความรู้ความสามารถของนักศึกษาแพทย์กันอย่างเข้มข้นด้วยข้อสอบหลายแบบหลายประเภทเต็มไปหมด   แต่ทว่าไม่มีการออกแบบ"ข้อสอบทางคุณธรรม"ที่มีคุณภาพดีพอสำหรับนักศึกษาแพทย์ได้   สาเหตุคงเป็นจาก...
     ก.ข้อสอบวัดคุณธรรมออกแบบได้ยากมาก
     ข.ข้อสอบวัดคุณธรรมไม่สามารถตรวจสอบคัดกรองความเสแสร้งหลอกลวงของนักศึกษาแพทย์ที่เฉลียวฉลาด แต่ขาดคุณธรรมได้
     ดังนั้น   ในปัจจุบัน   นักศึกษาแพทย์ที่สอบตกด้วยสาเหตุทางคุณธรรมนั้น   มักเกิดจากการกระทำความผิดที่เห็นได้ชัด   เช่น   ไม่เข้าเรียนในห้องเรียน   ไม่ไปตรวจผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยนอกหรือตึกผู้ป่วยในตามที่ได้รับมอบหมาย   ไม่ส่งรายงานเกี่ยวกับผู้ป่วย   มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับอาจารย์ หรือเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน   หนีการอยู่เวร   ลอกข้อสอบเพื่อน   เป็นต้น   แต่เราไม่สามารถลงโทษนักศึกษาแพทย์ที่ฉลาด   แต่ขาดคุณธรรมอันละเอียดอ่อนกว่านั้นได้   เพราะฉะนั้น   เราจะได้พบเห็นนักศึกษาแพทย์ที่ฉลาด  แต่ทว่าเห็นแก่ตัว   ไม่มีความเสียสละ   เห็นแก่เงิน และวัตถุสิ่งของ   เดินไปเดินมาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ด้วยความภาคภูมิ   และนักศึกษาแพทย์เหล่านี้ก็จะได้ดิบได้ดีในการศึกษาเล่าเรียนกันแทบทุกคน   และเรียนจบออกไปด้วยผลการเรียนอันยอดเยี่ยม   เป็นที่ชื่นชมของญาติพี่น้องและอาจารย์   และเป็นหน้าเป็นตาให้กับสถาบัน
     จากสถานการณ์ดังกล่าว   นักศึกษาแพทย์ทั้งหลายก็จะเริ่มเรียนรู้ว่า   "คุณธรรม" ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าใดนักในโรงเรียนแพทย์   ดังนั้น  แค่ทำข้อสอบให้ได้คะแนนมากๆเข้าไว้   และไม่ทำความผิดร้ายแรงก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตนเองเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตได้   ซึ่งจัดได้ว่า   เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งของมนุษย์...และสัตว์โลก
    
     และเมื่อได้นำหลายๆประเด็นที่ได้กล่าวมาทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกันแล้ว   จะเห็นว่า   คนไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งให้ความสำคัญกับระบบ"ทุนนิยม"   "บริโภคนิยม"  และ "วัตถุนิยม" มากกว่าคุณธรรมซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ   แนวคิดแบบนี้ได้มีผลกระทบต่อระดับปัจเจกบุคคล และครอบครัว   รวมทั้งขยายตัวไปถึงองค์กรในสังคมจนถึงระดับประเทศ   สำหรับการแก้ไขนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดระดับปัจเจกบุคคล   แต่ก็คงต้องเริ่มกันที่หน่วยย่อยไปจนถึงหน่วยใหญ่ของสังคม   ดังนี้
     ๑. บิดามารดาต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการยึดมั่นในคุณธรรมให้บุตรเห็นเป็นแบบอย่าง
     ๒. ครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษา(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการยึดมั่นในคุณธรรม
     ๓. องค์กร(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องมีนโยบายสร้างเสริมคุณธรรมในองค์กร   และส่งเสริมให้กำลังใจบุคลากรที่ยึดมั่นในคุณธรรม
     ๔. องค์กร(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องสนับสนุนให้ผู้มีคุณธรรมเข้ามาเป็นผู้บริหารองค์กร
     ๕. โรงเรียนแพทย์ต้องพยายามจัดหลักสูตรเพื่อส่งเสริมคุณธรรมในตัวนักศึกษาแพทย์ให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้   และไม่ลดละความพยายามในการออกแบบข้อสอบ เพื่อการประเมินผลทางด้านคุณธรรมในตัวนักศึกษาแพทย์อย่างเต็มที่
     ๖. สังคมต้องให้คุณค่าแก่"คนดี"ให้เท่าเทียมกับ"คนเก่ง"   ไม่ใช่เอาแต่ยกยอปอปั้นแต่"คนเก่ง"เพียงฝ่ายเดียว   แล้วจัดหารางวัลอันกระจ้อยร่อยมามอบให้แก่"คนดี"เพียงเพื่อรักษาภาพพจน์ขององค์กรไว้แต่เพียงเท่านั้น
     ๗. ส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้มากขึ้น   ลดการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทยมาใช้อย่างไม่ไตร่ตรองให้ดี
     ๘. สำหรับข้อสุดท้าย   ...ยังจำกันได้ไหมครับว่า"พออยู่   พอกิน   พอใช้   อย่างพอเพียง"

                ----------------------------------------------------
    
         

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การส่งเสริมวงจรชีวิตของหนอนหนังสือเมืองไทย

     ในวันหนึ่ง   ผมได้รับรู้ว่า   คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ ๖ บรรทัดจากสิ่งตีพิมพ์ฉบับหนึ่ง!   ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ และน่าเศร้าใจไม่น้อย   ทำให้เกิดคำถามว่า   ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้   คำตอบที่พอจะเกิดขึ้นในหัวสมองของผม คือ...
     ๑.เป็นเพราะราคาของหนังสือแพงเกินไปหรือเปล่า?   เท่าที่ได้คุยกับบรรดาหนอนหนังสือหลายๆคน   ส่วนใหญ่จะบอกว่า   ราคาหนังสือในปัจจุบันนี้แพงเกินไป   นอกจากนี้   คอลัมนิสต์ประจำนิตยสารบางฉบับก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ถึงราคาหนังสือในปัจจุบันว่าแพงเกินไปเช่นกัน   สำหรับในมุมมองของผมนั้น   ถ้าให้เลือกระหว่างการรับประทานอาหารจนอิ่ม(พอสมควร)สัก ๑ มื้อ   กับการเลือกหนังสือสัก ๑ เล่มแล้ว   ผมคงต้องเลือกรับประทานอาหาร   เพราะว่า   ราคาอาหารสำหรับ ๑ มื้อนั้นอยู่ที่ประมาณ ๓๐-๕๐ บาท(ในกรณีที่ซื้ออาหารรับประทาน   ไม่ได้ทำอาหารรับประทานเอง)   ซึ่งเงินจำนวน ๓๐-๕๐ บาทนั้นในสมัยนี้ยังไม่พอที่จะซื้อนิตยสารรายเดือนที่วางขายอยู่ตามแผงหนังสือทั่วไปด้วยซ้ำ   นอกจากนี้ยังมีหนังสือดีๆที่เขียนโดยนักเขียนที่มีคุณภาพ   ซึ่งมีทั้งเรื่องสั้น   นวนิยาย   กาพย์กลอน   บทความสารคดีต่างๆอันทรงคุณค่า   แต่เมื่อมองราคาแล้วก็แทบจะหงายหลัง   เพราะหนังสือดีๆเหล่านั้น   ส่วนใหญ่มักจะมีราคามากกว่า ๑๕๐ บาทแทบทั้งสิ้น   โดยเฉพาะบางเล่มที่มีขนาดใหญ่และมีความหนาหลายร้อยหน้ากระดาษ   ก็มักจะมีราคาสูงถึง ๒๐๐-๓๐๐กว่าบาทก็มี   ดังนั้น   จะเห็นว่า   ราคาหนังสือในปัจจุบันก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำรงชีวิตของพวกหนอนหนังสือ   รวมทั้งชาวบ้านตาดำๆด้วยครับ
     ๒.เป็นเพราะห้องสมุดมีน้อยเกินไปหรือเปล่า?   เรายังไม่ควรเอาราคาของหนังสือมาเป็นข้อกล่าวอ้างที่จะทำให้ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ   จริงๆแล้ว   เรายังมีทางเลือกอยู่อีกทางหนึ่ง   คือการใช้บริการห้องสมุด   อย่างไรก็ตาม  ถ้าลองมาคิดกันดูว่า   ถ้าคุณไม่มีบ้าน หรือที่พักอยู่ในเขตจังหวัดกรุงเทพฯแล้ว   คุณจะไปเข้าห้องสมุดที่ไหน?   ผมขออนุญาตที่จะไม่กล่าวถึงห้องสมุดที่มีอยู่มากมายหลายแห่งในจังหวัดกรุงเทพฯ   แต่ผมจะขอเน้นถึงเฉพาะห้องสมุดที่มีอยู่ในต่างจังหวัด   ซึ่งผมเคยมีประสบการณ์ในการเข้าไปใช้บริการในห้องสมุดเหล่านี้   และถ้าให้วิจารณ์กันตามเนื้อผ้าแล้ว   จำนวนห้องสมุดในต่างจังหวัดนั้นมีอยู่น้อยมาก   ถ้าไม่นับรวมห้องสมุดที่จำเป็นต้องมีอยู่ในโรงเรียน   วิทยาลัย   และมหาวิทยาลัยแล้ว   ผมก็พอจะนึกถึงห้องสมุดเพิ่มขึ้นมาได้อีกเล็กน้อย   นั่นคือ   ห้องสมุดประชาชน   ซึ่งก็มีอยู่แค่อำเภอละไม่กี่แห่งเท่านั้น
     ทีนี้   เราลองมาสำรวจดูหนังสือในห้องสมุดประชาชนกันบ้างว่า   มีหนังสือประเภทใดอยู่บ้าง   ซึ่งก็พบว่า   หนังสือในห้องสมุดประชาชนส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก่าๆที่ได้รับบริจาคจากประชาชน และองค์กรของภาครัฐและเอกชนต่างๆ   สัดส่วนของหนังสือใหม่มีน้อยมาก   โดยรวมแล้วขาดซึ่งความน่าดึงดูดใจให้ประชาชนทั่วไปอยากเข้าไปใช้บริการ   ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ   ถ้าให้เปรียบเทียบห้องสมุดประชาชน กับร้านหนังสือขนาดใหญ่ในตัวจังหวัดที่มีปริมาณหนังสือและนิตยสารใหม่ๆหลากหลาย และมีจำนวนมากแล้ว   จะเห็นได้ชัดว่ามีประชาชนไปยืนอ่าน(รวมทั้งนั่งอ่าน)หนังสือมากกว่าประชาชนที่ไปใช้บริการห้องสมุดประชาชนเสียอีก
     ๓.เป็นเพราะคนไทยขาดวัฒนธรรมการอ่านหรือเปล่า?   มีข้อสังเกตง่ายๆคือ   เวลาที่คนไทยมีช่วงเวลาที่ว่างนั้น   คนไทยส่วนน้อยมากจะเอาเวลานั้นมาอ่านหนังสือ   ซึ่งสังเกตได้จากช่วงเวลาว่างระหว่างรอรถโดยสาร หรือรถไฟออกจากสถานี   รอเครื่องบินออก   รอภาพยนตร์ฉาย   รอเพื่อนที่นัดไว้   รอตรวจกับแพทย์ที่คลินิก หรือโรงพยาบาล   รอคิวเพื่อทำธุระต่างๆในสถานที่ราชการ รวมทั้งธนาคาร   เป็นต้น   เท่าที่สังเกตได้นั้น   คนไทยส่วนใหญ่จะมีกิจกรรมขณะรอได้แก่   การคุยโทรศัพท์มือถือ   การเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน   การพูดคุย(รวมทั้งนินทาชาวบ้าน)   การดูโทรทัศน์(สาธารณะ)   การกิน...กิน...และกิน   รวมทั้งการนั่งเฉยๆ(ไม่รู้จะทำอะไรดี)   จนกระทังนั่งหลับ(ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆแล้วนะจ๊ะ)   ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้แตกต่างจากประเทศแถบเอเชียบางประเทศ   เช่น   ญี่ปุ่น   ซึ่งเมื่อมีเวลาว่างเมื่อไหร่แล้ว   คนญี่ปุ่นจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทันที
     สาเหตุที่เป็นเช่นนี้   คงสืบเนื่องมาจากรากเหง้าวัฒนธรรมไทยที่ขาดส่วนกระตุ้น หรือส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่าน   คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจและความเชื่อว่า   การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมตลอดจนหน้าที่ของนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น   คนไทยส่วนใหญ่ยังให้คุณค่าแก่การอ่านหนังสือค่อนข้างต่ำ   บ้างก็มองว่าการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมของ"เด็กเรียนผู้ซื่อบื้อ"   บ้างก็มองว่าเป็นกิจกรรมที่ดูไม่โก้เก๋   และเทียบไม่ได้กับความโก้เก๋อันเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ   ซึ่งจะเห็นได้ว่า   การอ่านหนังสือทำให้เกิดภาพลักษณ์ต่อผู้อ่านในเชิงลบได้อย่างไม่น่าเชื่อ   กล่าวคือ  ทำให้ผู้อ่านหนังสือดูขาดความเท่   ความโก้เก๋   และขาดความทันสมัย   ใช่แล้วครับ...   สมัยนี้  เขาค้นคว้าหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตกันแล้ว   ห้องสมุดดูมีคุณค่าน้อยลง   แล้วยังมีบางคนทำนายว่า   หนังสือกำลังจะสูญพันธุ์! เพราะมีซีดีรอมและดีวีดีรอมซึ่งมีความจุข้อมูลมากกว่าหนังสือหลายร้อยเท่าตัว  รวมทั้งมี"อีบุคส์"เผยแพร่และจำหน่ายในอินเตอร์เน็ตมากมาย   แต่ถ้ามองกันให้ถ้วนถี่และลึกซึ้งแล้ว   เราควรจะตระหนักว่า "คุณค่า" ไม่จำเป็นต้องคู่กับ"ความทันสมัย"   "ความเท่"   และ "เทคโนโลยี" เสมอไป   ในมุมมองของผมนั้น  "หนังสือ"ยังเป็นสื่อที่คลาสสิคและมีความ"ขลัง"ในตัวของมันเองเสมอ   และจะทรงคุณค่าอยู่คู่โลกนี้ตลอดไปครับ
     ๔.เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่หรือเปล่า?   ความยากจนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอ่านหนังสือ   กล่าวคือ
     ๔.๑. คนยากจนส่วนใหญ่มักมีการศึกษาต่ำ   และมีอัตราการไม่รู้หนังสือสูง   ดังนั้น   คนไม่รู้หนังสือย่อมไม่อ่านหนังสือเป็นธรรมดา
     ๔.๒. คนยากจนส่วนใหญ่ก็ต้องทำงานใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ   ถึงจะรู้หนังสือ   แต่ก็คงไม่มีเวลามาอ่านหนังสือ   เพราะใช้เวลาจนหมดไปกับการทำมาหากินเป็นส่วนใหญ่(แต่ก็ยังไม่ค่อยจะพอกินอยู่ดี)
     ๔.๓. คนยากจนส่วนใหญ่ไม่สามารถส่งเสียให้บุตรหลานของตน เรียนหนังสือในระบบการศึกษาภาคบังคับได้   เพราะว่าไม่มีเงินพอจะซื้อข้าวของรวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนได้   เช่น   ค่าตำราเรียน   ค่าชุดนักเรียน   ค่าเครื่องเขียน  ค่าทัศนศึกษา  เป็นต้น   ทำให้เกิดการสืบทอด"วัฒนธรรมการไม่รู้หนังสือและการไม่อ่านหนังสือ" ไปสู่รุ่นลูกและรุ่นหลานต่อไปได้ไม่รู้จบ
     ๔.๔.แนวคิดแบบ"บริโภคนิยม"ทำให้คนที่มีฐานะพออยู่พอกินนั้นสนใจแต่การแสวงหาวัตถุอันแสดงฐานะของตนเองและครอบครัว   เช่น   รถยนต์   รถจักรยานยนต์   โทรศัพท์มือถือ   ตู้เย็น   โทรทัศน์   เครื่องซักผ้า   เป็นต้น   จนแทบไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อ"หนังสือดีๆ"สักเล่ม

     และเมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว   ผมมีข้อเสนอที่อาจจะช่วยให้คนไทยอ่านหนังสือกันมากกว่านี้   โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน  คือ
     ๑.ในส่วนของ"หนังสือ"
     ๑.๑. ลดราคาหนังสือให้ถูกลงกว่านี้   ไม่ใช่มาลดราคากันเป็นพิเศษเฉพาะในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเท่านั้น
     ๑.๒. เพิ่มจำนวนหนังสือในห้องสมุดประชาชน  และเพิ่มจำนวนห้องสมุดประชาชนให้มากกว่านี้
     ๑.๓. จัดให้มีโครงการควบคุมคุณภาพของห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ
     ๑.๔. กำหนดให้มีนโยบายระดับชาติเพื่อส่งเสริมและช่วยเหลืออาชีพนักเขียนและผู้ผลิตหนังสือให้ชัดเจน   รวมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อช่วยในการลดต้นทุนในการผลิตหนังสือและนิตยสาร
     ๑.๕. ...(ให้ท่านผู้อ่านช่วยคิดและเติมข้อความให้ด้วยครับ)...
     ๒.ในส่วนของ"คนไทย"
     ๒.๑. ปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยให้รักการอ่านจนเป็นนิสัย และเป็นกิจวัตรประจำวัน
     ๒.๒. ส่งเสริมให้มีการมอบหนังสือให้เป็นของขวัญแทนสิ่งของอย่างอื่นในช่วงเทศกาลสำคัญ
     ๒.๓. ปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาของคนไทยให้ครูอาจารย์ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเองจากการอ่านให้มากขึ้น   ไม่ใช่เน้นแต่การป้อนความรู้ให้นักเรียนนักศึกษา   จนกระทั่งเกิดความคิดที่ว่า   "เพียงแค่ตั้งใจเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวก็เรียนเก่งได้โดยไม่ต้องอ่านตำราเพิ่มเติมอีก"(เอ!...เคยได้ยินคำพูดนี้จากที่ไหนนะ?)
     ๒.๔. แก้ปัญหาความยากจนของคนไทย   และส่งเสริมระบบการศึกษาภาคบังคับ
     ๒.๕. ...(ให้ท่านผู้อ่านช่วยคิดและเติมข้อความให้ด้วยครับ)...

     ผมอยากให้ท่านทั้งหลายช่วยกันเติมข้อความให้มากที่สุด   แล้วช่วยกันนำไปปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา   ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยอ่านหนังสือกันปีละมากกว่า ๖ บรรทัดแล้ว   ประเทศไทยคงจะเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านวัตถุและจิตวิญญาณมากกว่านี้แน่นอนครับ  

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อหังการกับดาราศาสตร์

     ในวัยเด็ก   คนเราใฝ่ฝันอยากจะเป็นโน่นเป็นนี่แตกต่างกันไป   บางคนอยากเป็นตำรวจ ทหาร ช่วยปกป้องประชาชน และประเทศชาติ   บางคนอยากเป็นครูอาจารย์ถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียน   บางคนอยากเป็นแพทย์ พยาบาล เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน   แต่คงมีน้อยคนที่อยากเป็นชาวนา   และคงจะมีบ้างที่อยากเป็น"นักดาราศาสตร์"
     สำหรับผู้ที่สนใจใน"ดาราศาสตร์"นั้น   ส่วนใหญ่แล้วมักจะรู้จักมักจี่กับ"คนที่ชอบดูดาว"(ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นนักดาราศาสตร์ก็ได้)   ซึ่งเปรียบได้กับอัจฉริยะทางดนตรีที่มักมีพ่อแม่เป็นนักดนตรีด้วย   ความสนใจในดาราศาสตร์นั้นอาจเกิดจากการอยากรู้อยากเห็นอันเป็นลักษณะโดยทั่วไปของเด็กๆอยู่แล้ว   โดยเรามักจะมีคำถามสำคัญเกิดขึ้นในหัวสมองก็คือ   มีมนุษย์โลกอยู่ในจักรวาลเท่านั้นจริงๆหรือ?
     วันเวลาผ่านไป   เด็กๆเหล่านั้นได้หมั่นศึกษาโดยเริ่มจากส่วนที่เล็กที่สุด คือ โลกมนุษย์ของเรา   ไปสู่ส่วนที่กว้างใหญ่ขึ้น   อันได้แก่   "ระบบสุริยจักรวาล"   และใหญ่ขึ้นอีกเป็น"กาแล็กซี่"   และ"เอกภพ" ตามลำดับ   เมื่อศึกษามาจนถึงส่วนที่กว้างใหญ่ที่สุดอันได้แก่   "เอกภพ" แล้ว   หลายคนจะเริ่มเข้าใจ   และเข้าถึงบางสิ่งบางอย่าง...
     ผมขอพลิกไปยังอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป   เป็นเหตุการณ์ในงานราตรีสโมสรที่รวมเอาบรรดาอัจฉริยบุคคลทั้งแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์มารวมไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง   และคุณก็คือแขกรับเชิญคนสำคัญคนหนึ่งในงานนี้   เพียงแต่คุณคือ  บุคคลธรรมดาที่แต่งกายได้อย่างเหมาะสมตามประเพณีนิยม   คุณค่อยๆเดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มอัจฉริยบุคคลเหล่านั้น   คุณคงจะได้ยินสรรพสำเนียงและคำพูดโอ้อวดสรรพคุณของตนเองพรั่งพรูเต็มสองรูหูของคุณจนมึนงงไปหมด   ใช่แล้วครับ!   ท่านอัจฉริยบุคคลเหล่านี้ได้ผ่านการศึกษาค้นคว้าวิจัยมาอย่างหนัก   ใช้เวลาหลายสิบปี   กว่าจะได้บทสรุปอันเป็นงานวิจัยอันยอดเยี่ยมซึ่งสามารถ"เปลี่ยนโลก"ได้   ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ที่มนุษย์เพียงไม่กี่คนจะสามารถทำให้โลกมนุษย์ของเราเจริญก้าวหน้าได้ถึงเพียงนี้   และผมก็พอจะบอกได้ว่า   ท่านอัจฉริยบุคคลเหล่านั้น คงรู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง จนหัวใจพองโตคับหน้าอก   และคงรู้สึกว่าตนเองเป็น"บุคคลพิเศษ"ซึ่งมีสถานะอยู่เหนือผู้อื่น   ประดุจว่ามีร่างกายใหญ่โตจนคับโลก
     คุณคงจะเห็นแล้วว่า   ณ จุดนี้ได้เกิด"ชนชั้น"ทางสังคมขึ้นมา   เนื่องด้วยมีคนกลุ่มหนึ่งที่คิดว่า ตัวเองยิ่งใหญ่มาก(แน่นอน...เขามีความสุขมากที่ได้คิดอย่างนั้น)   แต่ก่อนอื่น   ขออนุญาตพาท่านมองย้อนกลับไปในประเด็นที่ว่า   ถ้าคุณมีความสนิทสนมกับ"ดาราศาสตร์"อย่างลึกซึ้งแล้ว   คุณน่าจะมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนไม่เคยตระหนักเลย   ผมมั่นใจว่าคนที่สนใจดาราศาสตร์ ย่อมมองเห็นความเป็น"เศษธุลี"ของมนุษย์โลก   มองเห็นภาพ"เอกภพ"อันกว้างใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วย"กาแล็กซี่"จำนวนมากมายมหาศาล   ซึ่งในแต่ละ"กาแล็กซี่"ก็ประกอบไปด้วย"ระบบสุริยจักรวาล"เหลือคณานับ   ยังไม่หมดครับ   "ระบบสุริยจักรวาล"ของเราก็ประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ทั้งหมด ๘ ดวง(ในปัจจุบันนี้   เราไม่นับดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ดวงที่๙ในระบบสุริยจักรวาลของเราแล้ว)   ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ "โลกมนุษย์"ของเรานั่นเอง
     เห็นไหมครับว่า   ถึงคุณจะครองโลกได้   หรือได้เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม  คงจะเปรียบเทียบได้ว่า   คุณเป็นเจ้าของเม็ดทรายเพียงแค่เม็ดเดียวในหาดทรายอันกว้างใหญ่หลายพันแห่ง   คราวนี้คงจะเห็นแล้วนะครับว่า   ผู้ที่เป็นเจ้าของเม็ดทรายเพียงแค่เม็ดเดียวนั้นไม่ได้มีความแตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของเม็ดทรายเลยแม้แต่เม็ดเดียว   จิตใจของเราเองต่างหากที่หลงปรุงแต่งสถานะตลอดจน"ชนชั้น"ขึ้นมา   แล้วทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมขึ้น   วุ่นวายอย่างไรหรือครับ?   กล่าวคือ   กลุ่ม"ชนชั้นสูง"ได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าคนธรรมดาสามัญอย่างชัดเจน   และนำไปสู่"ความอยุติธรรม"ในสังคม   นอกจากนั้น   ยังมีประเด็นสำคัญในแง่การบริหารจัดการ   กล่าวคือ   กลุ่มชนชั้นสูงเหล่านั้นย่อมเกิด"อหังการ"ว่า   ความคิดของตนนั้นถูกต้องเหมาะสม   และไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน   ซึ่งทำให้เกิดความล้มเหลวในการทำงานเป็นทีม   ถ้ามองรวมทั้ง ๒ ประเด็น คือ   ความอยุติธรรม และความอหังการแล้ว   สิ่งที่จะตามมาคือ   ความแตกแยกของคนในสังคม   ซึ่งพอจะตอบคำถามที่ว่า   ทำไมอัจฉริยบุคคลเต็มบ้านเต็มเมือง   แต่โลกกลับดำเนินไปในทางที่แย่ลงๆโดยมองจากภาพรวม   ผมไม่เถียงว่า   เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า   แต่เราคงต้องมองในส่วนของสังคม   สิ่งแวดล้อม   การเมือง   จริยธรรม   วัฒนธรรม   และเศรษฐกิจด้วย   ซึ่งถ้าโลกเรามีทีมที่ประกอบไปด้วยบุคคลผู้ไม่มีความอหังการมาช่วยวางแผนพัฒนา และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว   หลายสิ่งหลายอย่างคงดีขึ้นอย่างแน่นอน
     ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น   คงพอจะทำให้คุณมองเห็นได้ว่า"อหังการ"เกี่ยวข้องกับ"ดาราศาสตร์"ได้อย่างไร   หวังว่า   เมื่อคุณได้อ่านข้อเขียนนี้จบลงแล้ว   คงจะมีผู้ที่สนใจอยากจะดูดาวกันมากขึ้นนะครับ   ก่อนจากกัน   ขอฝากคำขวัญสั้นๆไว้ว่า"ดูดาววันละนิด   พลิกความคิด   ปิดประตูอหังการ"

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ห้องหมายเลข ๔

     คำแนะนำก่อนการอ่าน
     ๑.ถ้าผู้อ่านมีอายุน้อยกว่า ๑๕ ปี   ผู้ปกครองควรพิจารณาให้คำแนะนำในการอ่าน
     ๒.ข้อความที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวหนาและถูกขีดฆ่า   คือ   สิ่งที่ตัวละครคิดและอยากพูด   แต่ไม่กล้าพูดออกมา  
     ๓.กรุณาอย่าหลอกตัวเอง   และควรทำใจให้ยอมรับความเป็นจริงในสังคมกันบ้าง    แต่ถ้าคุณไม่สามารถยอมรับได้แล้วละก็... ให้อ่านเฉพาะข้อความตรงที่ไม่ถูกขีดฆ่าก็ได้
     ๔.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น   ตัวละครทั้งหมดในเรื่องเป็นตัวละครที่ถูกสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น  


     วันที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๘
     เวลา ๑๔.๓๘ น.
     ณ บริเวณหน้าห้องสอบสัมภาษณ์หมายเลข ๔ ของคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่ง   "สมชาย"คือผู้โชคดีคนหนึ่งที่ใช้ความมานะบากบั่นฝ่าฟันการสอบอันแสนหฤโหด จนสอบได้คณะแพทยศาสตร์แห่งนี้   ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันที่มีคนอยากเรียนมากเป็นอันดับที่ ๑ ของประเทศไทย   สีหน้าและท่าทางของเขาแสดงออกถึงความมั่นใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเกิน ๑๐๐ เปอร์เซนต์
     เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปในห้องหมายเลข ๔    เขาเดินเข้าไปในห้องด้วยอาการอันสงบ   เอาละครับ...คุณไม่ต้องรู้ว่า"ผม"คือใคร...   ขอแต่เพียงให้รับทราบว่า   "ผม"รู้และเห็นในทุกสิ่งที่มนุษย์โลกคิด   พูด   และทำ   ไม่มีใครหลอกผมได้    เชิญคุณอ่านต่อเอาเองเถอะครับว่า   เขาคุยอะไรกัน   เพื่อจะได้เอาเนื้อหาที่ได้รับไปแนะนำน้องๆ หรือลูกๆหลานๆที่กำลังจะสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ให้ได้ทราบแนวทางในการสอบสัมภาษณ์   ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเขาต่อไป

     สมชาย-      สวัสดีครับ
     อาจารย์๑-   เชิญนั่งครับ   ตามสบายเลยนะ
     สมชาย-      ขอบคุณครับ
     อาจารย์๒-  หมอเรียนจบจากไหนครับ?
     สมชาย-      โรงเรียน***ครับ
     อาจารย์๓-   เกรดเฉลี่ยตลอดชั้นม.ปลายได้เท่าไหร่คะ?
     สมชาย-      เป็นแบบนี้กันทุกทีเลยนะครับ   เอะอะก็ถามแต่เรื่องเกรดก่อน   ผมสงสัยจริงๆเลยว่า   ไอ้ตัวเลขพวกนี้มันบอกคุณภาพหรือคุณค่าของคนแต่ละคนได้มากน้อยแค่ไหนกัน    หรือว่าคนในสังคมเขาวัดคุณค่าความเป็นคนด้วยเกรดเฉลี่ย
     สมชาย-      ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ   แค่๓.๙๓
     อาจารย์๒-   ผมว่า  ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าโรงเรียน***มีชื่อเสียงมาก   และมีแต่นักเรียนเก่งๆทั้งนั้น   แล้วโรงเรียนของหมอสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ทั้งหมดกี่คนครับ?
     สมชาย-       ผมคิดว่า   โรงเรียนที่มีชื่อเสียงนั้นไม่สำคัญมากมายนักหรอกครับ   ขึ้นอยู่กับว่า    เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานทางวิชาการที่ดีเพียงใด   และตั้งใจเรียนแค่ไหน   และที่ผมรู้สึกรำคาญใจมาตลอดก็คือ   ทำไมพ่อแม่ของเด็กถึงต้องมีอาการ"บ้าสถาบัน"กันเกินกว่าเหตุ   ทุ่มเงินให้ลูกเรียนพิเศษ   บำรุงบำเรอตามใจลูกทุกอย่าง   เพื่อให้ลูกสอบเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงให้ได้   เสร็จแล้วก็เอาไปคุยโม้กับเพื่อนบ้าน   ญาติๆ   และเพื่อนๆที่ทำงานเดียวกัน   จนพวกเขาพากันเหม็นน้ำลายกันไปหมดแล้ว   ขณะเดียวกันก็ยกย่องคุณลูกทั้งหลายให้เป็น"ลูกบังเกิดเกล้า"   หรือจนถึงขั้นเป็น"เทวดาประจำครอบครัว"   ซึ่งนำไปสู่การเอาอกเอาใจและตามใจลูกทุกอย่างจน"เสียเด็ก"
     สมชาย-       สอบได้ ๑๓๙ คนครับ
     อาจารย์๑-    โอ้โห!   ได้ข่าวว่ามากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
     สมชาย-       ใช่ครับ
     อาจารย์๔-    รู้สึกอย่างไรบ้างคะที่สอบได้ที่นี่?
     สมชาย-        คำถามแบบนี้น่าเบื่อมากเลยครับ   เหมือนกับที่นักข่าวถามนักแสดงที่ได้รับรางวัลใหญ่จากการแสดงว่ารู้สึกอย่างไร   ซึ่งมันก็แน่อยู่แล้วครับว่า   เขาต้องดีใจมาก   เขาคงไม่เสียใจ  หรือหวั่นวิตกอะไรหรอกครับ
      สมชาย-        ดีใจมากเลยครับ
      อาจารย์๒-     เลือกเรียนหมอเพราะอะไรครับ?
      สมชาย-         จริงๆแล้ว   ผมอยากเรียนหมอเพราะ...
๑.ไม่ต้องคอยลำบากเดินหางานตามบริษัทห้างร้าน    ซึ่งในที่สุดก็อาจต้อง"ทำวิจัยฝุ่น"   อาชีพหมอนี่แหละครับ   หางานง่าย   โดยเฉพาะในหน่วยงานของราชการ
๒.ได้เงินเยอะดี   ไอ้เรื่องนี้ก็แปลกดีนะครับ   สมัยนี้เวลาเพื่อนฝูงนัดพบปะสังสรรค์กันเมื่อใด   ก็มักจะชอบถามกันว่าทำงานอะไรเป็นอันดับแรก   และคำถามต่อมาก็คือ   ได้เงินเดือนเท่าไหร่   สุดท้ายแล้ว   คนที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างบอกไม่ถูก   คนที่ได้เงินเดือนเยอะกว่าก็รู้สึกว่า   ตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น   สังคมทุนนิยมและบริโภคนิยมทำให้คนเราหน้ามืดตามัวได้ถึงเพียงนี้   จนกระทั่งมองเห็นแต่เฉพาะสีของธนบัตร   แล้วเดินเหยียบย่ำคุณธรรมที่ตกหล่นอยู่ตามพื้นจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
๓.เอาไว้ส่งเสริมสถานะทางสังคมไงล่ะครับ   พอคนอื่นๆเขารู้ว่าคุณเป็นหมอแล้วนะครับ   ท่าทีของเขาจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย   เขาจะปฏิบัติต่อคุณอย่างกับราชา   และคุณจะรุ้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า   คราวนี้   ระบบเส้นสายแบบอภิสิทธิ์ชนก็จะพรั่งพรูตามมา   เกิดเป็นความอยุติธรรมในสังคมที่เห็นกันดาษดื่น
๔.ก็ต่อเนื่องจากข้อ๓.นั่นแหละครับ   เพราะว่าเมื่อคุณเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาล   คราวนี้แหละครับ   ใครก็อยากเป็นญาติของคุณทั้งนั้น(ถึงแม้บางครั้งอาจจะเป็นแค่ญาติปลอมๆก็ตาม)   เพราะถ้าญาติของหมอเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา   ก็จะใช้เส้นสายของหมอเข้าไปนอนป่วยได้อย่างสง่าผ่าเผยในห้องพิเศษซึ่งง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ   ในขณะที่ชาวบ้านตาดำๆต้องรอคิวยาวกว่าจะได้เข้าไปนอน หรือบางครั้งก็ไม่ได้นอนด้วยซ้ำไป
๕.เพื่อที่จะเอาตำแหน่ง"แพทย์"ไปยืนยันกับคนอื่นๆว่า   ตนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ   และเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือเป็นที่สุด   ซึ่งในจุดนี้เอง   เราจำเป็นต้องใคร่ครวญให้ดีว่า    ในสังคมย่อยๆทุกสังคม   ไม่เว้นแม้แต่สังคมของแพทย์เอง   ย่อมมีคนที่ดีและเลวอยู่ปะปนกัน   ไม่มีสังคมใดที่มีเฉพาะแต่คนดี หรือคนเลวไปทั้งหมด   เพราะฉะนั้น   คนที่เป็น"หมอ" ก็มีดีและเลวปะปนกันไป   คำว่า"พ.บ."  "น.พ."   หรือ "พ.ญ." ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันความดีของคนครับ
     สมชาย-         เพราะหมอได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์   ทำให้คนเจ็บป่วยมีอาการดีขึ้น   หรือหายเป็นปกติ   ซึ่งในจุดนั้นจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น   และถ้าเขาเป็นที่พึ่งสำคัญของครอบครัวแล้ว   ก็มีผลช่วยให้ชีวิตของคนในครอบครัวดีขึ้นด้วยครับ   นอกจากนั้น   อาชีพหมอยังทำให้เพื่อนมนุษย์มีความสุขด้วย   เพราะกายและใจเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน   ถ้ากายป่วยแล้ว   ใจก็จะป่วยด้วย   จิตใจอันเต็มไปด้วยความห่วงใยของหมอ   ตลอดจนการรักษาที่ได้มาตรฐาน   จะทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นทั้งกายและใจ
     อาจารย์๓-      แล้วทำไมถึงเลือกเรียนแพทยศาสตร์   และไม่เลือกเรียนทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์  ซึ่งก็เป็นหมอเหมือนกัน
     สมชาย-         คืออย่างนี้นะครับ   ตั้งแต่ผมเกิดมาและใช้ชีวิตมาตลอด ๑๗ ปี   สังคมได้สอนอะไรๆให้กับผมไว้มากมาย   แต่สอนกันแบบผิดๆทั้งนั้น   และผมก็ไม่แน่ใจว่า   ผู้ใหญ่คนไหนสอนผมไว้บ้าง   รวมทั้งทำไมถึงสอนกันแบบนี้   ตอนที่ผมยังเด็กอยู่   มีผู้ใหญ่หลายคนได้สอนให้ผมยกย่องเชิดชูทุกๆอาชีพที่สุจริต   แต่ในตอนนี้   ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น   รู้สึกเหมือนถูกล้างสมองให้นิยมชมชอบแต่อาชีพที่ทำรายได้สูงๆ   แล้วก็เป็นอาชีพที่บ่งบอกว่า   ผู้นั้นเป็นคนฉลาด   มีภูมิปัญญาอันล้ำเลิศและเป็นพวกหัวกะทิ   อาชีพเหล่านั้นก็คือ   แพทย์ และวิศวกร   ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ได้   และคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่   และถ้าให้ผมตอบคำถามนี้   ก็คงต้องบอกตามตรงว่า   สังคมทำให้ผมเกิดความคิดว่า   แพทย์เก่งกว่าทันตแพทย์ และสัตวแพทย์   ทั้งๆที่ต้องเรียน ๖ ปีเท่ากัน   มันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่ามากๆ   แต่ผมก็เห็นคนที่มีการศึกษาสูงๆคิดแบบนี้เต็มไปหมด
      สมชาย-        แพทย์สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากกว่าทันตแพทย์และสัตวแพทย์ครับ   แพทย์เรียนรู้ทุกระบบในร่างกายมนุษย์   และสามารถแก้ปัญหาได้ทั่วร่างกายมนุษย์   ในขณะที่ทันตแพทย์จะแก้ปัญหาได้เฉพาะที่เกี่ยวกับช่องปาก และระบบทางเดินอาหารเท่านั้น   ส่วนสัตวแพทย์ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในร่างกายมนุษย์ได้เลยครับ
     อาจารย์๓-     ทำไมถึงเลือกเรียนที่นี่เป็นอันดับ๑คะ?
     สมชาย-         เพราะอยู่ใกล้บ้านที่สุดครับ   นั่งรถเมล์ไม่กี่ป้ายก็ถึงแล้วครับ   เหตุผลมีแค่นั้นจริงๆครับ
     สมชาย-         เพราะมหาวิทยาลัย****เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมายาวนานแล้ว   มีศิษย์เก่าที่จบจากคณะแพทยศาสตร์ไปทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมายหลายต่อหลายท่าน   นอกจากนั้นยังเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมารับการรักษามากที่สุดในประเทศ   และมีเทคโนโลยีทางการแพทย์อันทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียครับ
     อาจารย์๑-      ถ้าหมอเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตหลักสูตร ๖ ปีแล้ว   อยากจะเรียนต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไหนครับ?
     สมชาย-         ก็คงจะเรียนในสาขาที่ได้ค่าตอบแทนมากๆ   ทำงานน้อยๆ   อยู่เวรน้อยๆ   แปลกนะครับ   ตอนผมเป็นเด็ก   ผมก็ไม่ได้คิดแบบนี้นะครับ   แต่แปลกใจเหมือนกันว่า   ใครสอนให้ผมคิดแบบนี้   หรือว่าผมคิดแบบนี้ขึ้นมาเอง(!?!)
     สมชาย-         ตอนนี้   ผมยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนต่อในสาขาใดครับ   คงต้องขอเวลาศึกษาลักษณะงานของแต่ละสาขาดูก่อน   แล้วจึงค่อยตัดสินใจอีกทีครับ
     อาจารย์๒-     หมอรู้จักคุณ ชยา   รุ่งสุวรรณไหมครับ?(อาจารย์จะทดสอบความรู้รอบตัว)
     สมชาย-         อ๋อ!   ไอ้เศรษฐีหมื่นล้านที่ทำธุรกิจเปลี่ยนอวัยวะจากมนุษย์โคลนนิ่งมาใส่ในคนไข้โรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะใช่ไหมครับ   ผมว่ามันไร้คุณธรรมสิ้นดี   มันตกเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของระบบทุนนิยมลวงโลกที่เห็นว่า   เงินทองสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดๆ...แม้กระทั่งชีวิตคน...   มันฆ่ามนุษย์โคลนนิ่งเพื่อเอาอวัยวะไปแลกกับเงินอย่างเลือดเย็นที่สุด
     สมชาย-         ผมคิดว่า   คุณชยาเป็นผู้ให้ความหวังกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะเพื่อต่อชีวิตให้ยืนยาวต่อไป   ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านั้นสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ต่อไป   นับเป็นก้าวใหม่ในวงการแพทย์ และวงการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะเลยทีเดียวครับ
     อาจารย์๔-     หมอมีงานอดิเรกอะไรบ้างคะ?
     สมชาย-         กินกับนอนครับ
     สมชาย-         ผมชอบฟังเพลงกับเล่นดนตรีครับ
     อาจารย์๔-     ชอบเพลงแนวไหนคะ?   เล่นดนตรีด้วยหรือเปล่าคะ?
     สมชาย-         ผมชอบแนว death metal กับ metal coreครับ   ผมชอบคณะ Napalm Death,Deicide, แล้วก็ Carnibal Corpseครับ   อ้อ! เกือบลืมBioharzard กับ Limp Bizkitซะแล้ว   ส่วนเครื่องดนตรีนั้น   ผมใช้กีตาร์ไฟฟ้าของ Jackson กับ ESP ครับ   แล้วก็ใช้แอมป์ของMesa-Boogie กับ Marshall ครับ
     สมชาย-         ถ้าเป็นวงดนตรีของไทย   ผมชอบคณะ"ฟองน้ำ" กับ "บอยไทย"ครับ  เพราะเป็นวงที่ผสมผสานระหว่างแนวดนตรีฝั่งตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด   แต่ถ้าเป็นศิลปินต่างประเทศแล้ว   ผมชอบ Miles Davisครับ   ท่านเป็นบิดาแห่งแนวดนตรีฟิวชั่นที่หาตัวจับยากมาก   มีน้อยคนนักที่จะเล่นดนตรีและแต่งเพลงได้เก่งกาจอย่างท่าน   ส่วนเครื่องดนตรีที่ผมชอบ คือ เปียโนครับ
     อาจารย์๑-     หมอชอบดูภาพยนตร์หรือเปล่าครับ?
     สมชาย-        ชอบมากครับ   หนังในดวงใจของผมคือเรื่องPsychoครับ   ผมชอบฉากที่ตัวละครเอกของเรื่องคือนอร์แมนฆ่าหญิงสาวในห้องน้ำ   มันช่างเป็นฉากที่สุดคลาสสิกและแสนงดงามจริงๆครับ   ส่วนเรื่องโปรดอีกเรื่องหนึ่งคือ   Halloween ครับ  ผมชอบฉากที่ไมเคิลเอามีดผ่าตัดจ้วงแทงเข้าไปในสันหลังของพยาบาลสาว...แล้วยกตัวเธอจนลอยขึ้นจากพื้น   มันช่างเป็นฉากที่สวยสุดๆเลยครับ
     สมชาย-        ผมชอบ The sound of music ครับ   พอดีคุณแม่เอาเรื่องนี้มาให้ดูตอนเด็กๆ   ฉากที่ร้องเพลงกันบนภูเขาช่างน่ารักและสดใสจริงๆ   ...อ้อ!   แล้วก็ E.T.ครับ  เป็นเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆ
     อาจารย์๒-    เอาละครับ   เมื่อหมอมาถึงจุดนี้แล้ว   ภูมิใจไหมครับ?   ที่สามารถฝ่าฟันเข้ามาจนได้เป็นว่าที่คุณหมอในอนาคต
     สมชาย-        ผมไม่ค่อยภูมิใจสักเท่าไหร่หรอกครับ   เพราะกว่าที่ผมจะมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้   ผมก็ต้อง"เหยียบหัวคนอื่น"ขึ้นมาตั้งมากมาย   ซึ่งจริงๆแล้ว   ผมไม่อยากทำแบบนี้เลย   คนทึ่ทำแบบนี้ได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยนั้น   คงจะต้องมีจิตใจที่เหี้ยมเกรียม   และเลือดเย็นมากพอดู   พร้อมกับพกพาความเห็นแก่ตัวแบบสุดๆเลยทีเดียว   จึงจะมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้   มีน้อยคนนักที่มีทั้งคุณธรรม และสติปัญญาควบคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
     สมชาย-        ภูมิใจมากๆเลยครับ   โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ของผม
     อาจารย์๔-    หมอคิดอย่างไรบ้างกับหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ๖ ปีในเมืองไทย   คิดว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอไหมคะ?
     สมชาย-        พอดี   ผมรู้จักรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าคนหนึ่งซึ่งสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้   และตอนนี้เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๖ แล้ว   เขาเคยคุยให้ฟังเกี่ยวกับหลักสูตร   ผมคิดว่า   ระยะเวลา๖ปีทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้   ทักษะ   และความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น   แต่ยังไม่สมบูรณ์พอ   และถึงแม้จะเพิ่มระยะเวลาที่เรียนเป็น ๑๐ปี   หรือ๑๕ปี   ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น   เพราะประเทศไทยเสพติดการป้อนความรู้ให้นักศึกษามากเกินไป   ไม่ค่อยได้กระตุ้นให้นักศึกษาคิดแก้ปัญหาเอง   เปรียบได้กับการป้อนข้าวให้เด็กที่ไม่รู้จักโตเสียที   ในที่สุด   เด็กก็หาข้าวกินเองไม่เป็น   เกิดเป็นความพิการทางองค์ความรู้   และตามมาด้วยความล้าหลังทางวิชาการและวิทยาการ   นอกจากนั้น   หลักสูตรแพทยศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเน้นในคุณธรรมและจริยธรรมเท่าที่ควร   ทำให้นักศึกษาแพทย์ที่เรียนจบออกไปใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่มุ่งเน้นไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก   ซึ่งในปัจจุบัน   ถึงแม้ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อแก้ไขปัญหาทางคุณธรรมและจริยธรรมไปบ้างแล้ว   ก็ยังไม่เห็นว่าสถานการณ์จะดีขึ้น   ผมคิดว่า   เราควรจะต้องหันไปใส่ใจแก้ปัญหากันที่"สถาบันครอบครัว"ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสังคม
     สมชาย-        ผมคิดว่าระยะเวลา ๖ ปีน่าจะเพียงพอที่จะทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้  ทักษะ  และความมั่นใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานทางการแพทย์ครับ
     อาจารย์๓-    คิดอย่างไรบ้างคะกับคำว่า"หมอ"
     สมชาย-        ผมรู้สึกว่า   ในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมี"หมอ"ในประเทศไทยครับ   ผมมักจะเห็นแต่"พ่อค้า"ทำงานรักษาผู้ป่วยเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทองมาบำรุงบำเรอความสุขส่วนตัว   คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ผมไม่เคยเห็นหมอที่ร่ำรวยจนมีรถยนต์ราคาหลายล้านบาทขับ   มีบ้านหลังใหญ่เหมือนปราสาทราชวัง   ใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพง   กินอาหารตามภัตตาคารหรูๆสัปดาห์ละหลายครั้ง   ก็มีรุ่นผมนี่แหละครับที่เริ่มเห็นหมอรวยๆแบบนี้   พวกเขาคงเอารัดเอาเปรียบคนไข้ไว้เยอะจนมั่งคั่งร่ำรวยกันขนาดนี้
     สมชาย-        หมอเป็นผู้ที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัยไข้เจ็บ   ช่วยชุบชีวิตผู้ป่วยที่กำลังจะตาย   เป็นพ่อพระแม่พระผู้มีความเมตตากรุณา   และปรารถนาดีต่อผู้ป่วย   เป็นผู้เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขของสังคมครับ
     อาจารย์๑-    ถ้าหมอเจอคน ๓คน คือ   เด็กอายุ ๓ ปี   สตรีมีครรภ์   และชายชราอายุ ๗๐ ปี   กำลังจะจมน้ำตายพร้อมๆกัน   หมอจะเลือกช่วยคนไหนก่อนครับ?
     สมชาย-       ตามหลักจริยธรรมแล้ว   ควรจะต้องเข้าไปช่วยสตรีมีครรภ์ก่อน   เพราะว่าเปรียบได้กับการช่วยคนถึง ๒ คน   แต่ถ้าโชคร้ายที่ชายชราเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์กับเราแล้ว   เราก็คงต้องเลือกช่วยชายชราก่อน      ซึ่งในสังคมปัจจุบันก็มักจะทำกันแบบนี้จริงๆ   มันทำให้ผมรู้สึกสับสนกับแนวความคิดของคนสมัยนี้มากว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่   คนสมัยนี้มักมีหลักการและเหตุผลอันสวยหรูเอาไว้พูดเพื่อให้ตนเองดูดี   มีคุณค่า   และน่าเชื่อถือ   แต่เวลาปฏิบัติจริงแล้ว   เขาก็ทำลายหลักการที่พูดไว้จนป่นปี้หมด   แล้วต่อไป   เด็กไทยจะยึดถืออะไรเป็นกฎเกณฑ์ในชีวิตได้ในเมื่อผู้ใหญ่ในสังคมยังประพฤติตัวกันแบบนี้
     สมชาย-       ช่วยสตรีมีครรภ์ก่อนครับ   เพราะในอนาคตข้างหน้า   เธอผู้นั้นจะได้ให้กำเนิดบุตรที่เป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป   และเธอก็อาจจะให้กำเนิดบุตรคนต่อๆไปได้อีก
     อาจารย์๑-    มีอาจารย์ท่านใดมีคำถามอีกไหมครับ?
     ..............
     อาจารย์๑-    ถ้าอย่างนั้นคงพอเท่านี้ครับ   ผลการสอบสัมภาษณ์เป็นอย่างไร   ทางเราจะติดต่อหมอเพื่อแจ้งให้ทราบอีกที   เชิญหมอไปพักผ่อนได้ครับ
      สมชาย-       ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ

      เป็นอย่างไรบ้างครับ   คุณคงเห็นแล้วว่า   สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เราพูดออกไปนั้น   ไม่จำเป็นต้องตรงกัน   ทำไมเหรอครับ?   ผมคิดว่า   คุณคงจะตอบได้เองว่าเพราะเหตุใด...คนเราถึงเป็นแบบนี้   ใครกันทำให้เขาเป็นแบบนี้   แต่สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ   ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนในสังคมแสดงออกในสิ่งที่เขาเป็นอยู่จริงๆ   ไม่เสแสร้งหลอกลวงไปเรื่อยๆ   เพราะถ้าการเสแสร้งยังไม่หมดไป   การแก้ไขก็ยังคงไม่ตรงจุดตรงประเด็นเสียที
     คนในสังคมถูกจำกัดสิทธิในการแสดงออกมากเกินไปหรือไม่?   คนเรามักถูกกำหนดให้แสดงออกในสิ่งที่ทำให้"ผู้รับสาร"ถูกใจ   แต่น่าเสียดายที่เป็นการหลอกลวง   และไร้ซึ่งตัวตนอันแท้จริง
     ตอนนี้   คุณนั่นแหละ   ต้องตัดสินใจว่า   อยากได้ความถูกใจแต่หลอกลวง   หรือว่าอยากได้ "ความจริงแท้"กันแน่

                                         ------------------------------------------------------
    
                   

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

๑๑ แนวคิดที่ควรต้องทบทวนใหม่

     สังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมสมัยใหม่   ผู้คนต่างเร่งรีบกันทำงานเพื่อความอยู่รอด   ต่างแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ   เวลาในชีวิตดูจะเหลือน้อยลง   จนบางครั้งเราได้มองบางสิ่งอย่างผิวเผิน   แล้วนำมายึดถือเป็นแก่นสารในชีวิตมากเกินไป   ในโอกาสนี้   จะขอหยิบยกแนวคิดต่างๆที่ถูกคนในสังคมบิดเบือนจนผิดรูปไปหมดแล้ว   มานำเสนอให้ท่านลองพิจารณาดูว่า   ท่านคิดแบบนี้อยู่ด้วยหรือไม่   ดังต่อไปนี้
     ๑. คนที่ขับรถยนต์ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า   คนเรามักประเมินคุณค่าของคนจากรถยนต์ที่เขาใช้ขับขี่   ซึ่งอธิบายได้จากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมที่ทำให้คนบูชาเงิน วัตถุ และทรัพย์สินเป็นพระเจ้า   และคิดว่าคุณค่าของคนอยู่ที่จำนวนเงิน หรือทรัพย์สินที่มี   ผนวกเข้ากับความคิดที่ว่า   คนที่มีเงินมากจึงจะสามารถซื้อรถยนต์ราคาแพงมาใช้ได้   ดังนั้น   จึงตีความกันได้ว่า   คนที่มีรถยนต์ราคาแพงใช้เป็นคนมีคุณค่า   ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นการมองเพียงด้านเดียว   เพราะว่าคนที่ขับรถยนต์ราคาแพงนั้นเป็นไปได้หลายกรณี   ดังนี้
     ๑.๑. มีเงินมากจริง   และหาเงินมาด้วยวิธีการที่สุจริต   แต่น่าเสียดายที่ใช้เงินไม่เป็น   กล่าวคือ   เขาควรนำเงินไปซื้อสิ่งของจำเป็นอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมากกว่านี้ได้อีกหลายอย่าง  แล้วซื้อรถยนต์ที่มีราคาถูกกว่านี้
     ๑.๒.มีเงินมากจริง   แต่หามาด้วยวิธีการที่ทุจริต   เช่น   คดโกง   ฉ้อราษฎร์บังหลวง   ลักขโมย   ปล้น   ขายสินค้าผิดกฎหมาย   หลีกเลี่ยงภาษี   เป็นต้น
     ๑.๓.ไม่ได้มีเงินมากจริง   และซื้อรถด้วยการชำระโดยใช้ระบบเงินผ่อน
     ๑.๔.ไม่ได้มีเงินมากจริง   และใช้รถยนต์มือสองซึ่งมีราคาถูกกว่ารถยนต์ใหม่
     ๑.๕.ขโมยรถยนต์มา
     เท่าที่นึกมาได้ ๕ ข้อ   ก็ยังหาไม่เจอว่า   มีกรณีใดบ้างที่เราควรจะสรรเสริญคนที่ใช้รถยนต์ราคาแพง
     ๒.คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง   คนที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า
กรณีเช่นนี้ก็ไม่จริงเสมอไป   แนวคิดก็จะคล้ายคลึงกับข้อ๑.   ที่ว่าเป็นการเชื่อมโยงจากวัตถุที่มีไปสู่จำนวนเงินที่หามาได้   ซึ่งถ้าหาเงินมาด้วยวิธีที่สุจริต   ก็นับว่าเป็นการบริหารค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม   เพราะเสื้อผ้าที่มีคุณภาพนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นยี่ห้อที่หรูหรา หรือราคาแพงเสมอไป   ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงนั้นคงขึ้นอยู่กับเหตุผลในการใช้งานว่า   จำเป็นต้องใช้เพื่อธุระโทรออก หรือรับสายเท่านั้น   หรือจำเป็นต้องใช้งานที่มากกว่านั้น   เช่น   ถ่ายรูป   อินเตอร์เน็ต   ส่งอีเมล   บันทึกเสียง   ฟังเพลง   เป็นต้น
     ๓.คนที่พูดเก่ง หรือพูดดีเป็นคนที่มีคุณภาพ     เรามักพบแนวคิดแบบนี้ได้บ่อย   เห็นได้จากในวงการ"การเมือง"ที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมชมชอบนักการเมืองที่พูดเก่ง   โดยคิดเอาเองว่า   คนที่มีความคิดดีจะเป็นคนที่พูดเก่ง   ซึ่งไม่จริงเสมอไป   คนที่มีความคิดดีไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง   ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆมากมาย   เช่น   นิสัยใจคอ   บุคลิกภาพ   ทัศนคติ   เป็นต้น
     คุณภาพของคนนั้น   วัดได้จากผลงานซึ่งเกิดจาก"การกระทำ" ซึ่งเป็นผลผลิตจาก"ความคิด" มากกว่า"น้ำลาย" ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอกอันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพภายนอกเท่านั้น
     ๔.คนที่ไปเรียนที่สถาบันการศึกษาในต่างประเทศเป็นคนมีคุณภาพมากกว่าคนที่เรียนในประเทศไทย   แนวคิดนี้เป็นจริงแค่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อย   มีหลายคนอ้างเหตุผลว่า...
     ๔.๑.หลักสูตรของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศได้มาตรฐานมากกว่าในประเทศไทย  
     ๔.๒.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้เก่งภาษาต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทย
     ๔.๓.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้รู้จักรับผิดชอบในชีวิตของตัวเองมากกว่า
     จะเห็นว่า   การที่คุณจะได้มาซึ่ง ๓ ข้อนี้นั้น   คุณไม่จำเป็นต้องไปศึกษาที่ต่างประเทศ   และคนที่ไปต่างประเทศก็ไม่ได้ครบทั้ง ๓ ข้อนี้เสมอไป   เรื่องนี้มักขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้เรียนมากกว่า   ที่สำคัญกว่านั้นคือ   ตอนนี้   คนไทยกำลังหลับหูหลับตาเรียนตามหลักวิชาการของต่างประเทศล้วนๆ   โดยไม่ทันคิดว่า   ประเทศไทยก็มีภูมิปัญญาตะวันออก   และภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งน่าจะเข้ากันได้กับประเทศไทยมากกว่าที่จะไปเลียนแบบชาติตะวันตกมาทั้งหมด
     ๕.คนที่เรียนหนังสือเก่งจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่เรียนไม่เก่ง   ในประเด็นนี้   ขึ้นอยู่กับว่า   จะให้คำนิยามของคำว่า"ความสำเร็จ"ว่าอย่างไร   ถ้าความสำเร็จหมายถึง   เงินและทรัพย์สินแล้ว   คนเรียนเก่งอาจได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี   มีเงินเดือนสูง   ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จแบบหนึ่ง   แต่อย่าลืมว่า   มีคนที่เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ   แต่ได้ทำธุรกิจบางประเภทอย่างมุ่งมั่นจนธุรกิจเติบโตกลายเป็นธุรกิจร้อยล้านจนถึงพันล้านหมื่นล้าน   ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายแล้ว  
     นอกจากนั้นแล้ว   ถ้าเราให้คำนิยามความสำเร็จว่าหมายถึง   การมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว    เราคงจะต้องเอ่ยถึงคำทั้ง ๓ คำนี้กันสักหน่อย   ดังนี้
     1. I.Q.(Intelligent Quotient)
     2. E.Q.(Emotional Quotient)
     3. M.Q.(Moral Quotient)
     ซึ่งทั้ง ๓ คำนี้เป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากในการประเมินว่า   คนแต่ละคนจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากน้อยเพียงใด   โดยเฉพาะ E.Q.และ M.Q.นั้นดูจะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จมากกว่า I.Q. ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างผู้ประสบความล้มเหลวในชีวิตหลายต่อหลายคนนั้นมีประวัติเคยเป็นคนเรียนเก่งมาก่อน
     ๖.ผู้ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเป็นคนที่มีคุณค่า   นั่นเป็นแนวคิดที่เกิดจากการมองสิ่งต่างๆแบบแยกส่วน   กระแสหลักที่เกิดขึ้นชัดเจนในขณะนี้คือ   การใช้คอมพิวเตอร์   รถยนต์   โทรศัพท์เคลื่อนที่(โดยเฉพาะแบบสมาร์ทโฟน)   ตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์อันทันสมัย   เช่น   CT SCAN,MRI เป็นต้น  ซึ่งเราไม่ควรไปภาคภูมิใจกับสิ่งเหล่านี้มากนัก   เพราะสิ่งที่เราใช้อยู่นั้น   ไม่ได้เกิดจากมันสมองของคนไทยเลย   เราเอาของเขามาใช้ทั้งนั้น   เราไม่คิดค้นเทคโนโลยี   แต่กลับสนุกสนานในการใช้เทคโนโลยีที่คนอื่นเขาคิดขึ้นมาอย่างไม่ได้ไตร่ตรอง หรือใช้วิจารณญาณอย่างเหมาะสม   มันไม่น่าภูมิใจหรอกครับ
     ๗.ยิ่งมีเงินหรือทรัพย์สินมาก   ก็ยิ่งมีความสุขมาก   คนส่วนใหญ่ต้องการมีเงินทองทรัพย์สินมากๆ   เพื่อจะได้ซื้อของทุกอย่างที่อยากได้   แต่ถ้าสังเกตุให้ดีแล้ว   จะเห็นว่าความต้องการของมนุษย์เราไม่มีที่สิ้นสุด   เพราะเมื่อเราได้ในสิ่งที่อยากได้สักอย่างหนึ่งแล้ว  เราก็จะมีสิ่งใหม่ที่อยากได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ   ถึงจะรวยล้นฟ้า   แต่เงินก็ไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้   โดยเฉพาะซื้อ"ใจคน"
     ดังนั้น   ถ้าเราไม่ลดความอยากลงบ้าง   รับรองว่าไม่มีวันพบกับ"ความสุขที่แท้จริง"ได้   อย่าคิดว่าคนจนจะทุกข์ทรมานมากกว่าคนรวยเสมอไป   เพราะคนรวยมักจะชอบสนองความอยากของตนจนเคยตัว   ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ   โดยเฉพาะเมื่อพบว่า   เงินไม่สามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้   ก็จะเกิดภาวะสะเทือนใจอย่างรุนแรง   จนทำให้ตัดสินใจทำสิ่งร้ายแรงบางอย่างได้   เช่น   ฆ่าตัวตาย   ฆ่าคนตาย   เป็นต้น
     ๘.คนที่มีทัศนคติและการกระทำสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในสังคม   ถือว่าเป็นผู้มีคุณค่า   เนื่องจากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย   แนวคิดนี้จึงค่อนข้างมีอิทธิพลสูง   และเมื่อมองลงไปในเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์แล้ว   มนุษย์เป็นสัตว์สังคม   และมีความกลัวต่อการอยู่โดดเดี่ยว   ดังนั้น   มนุษย์จึงต้องไขว่ขว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวให้ตัวเองด้วยการพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนกลุ่มใหญ่   ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ   รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับของคนกลุ่มใหญ่
     ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะได้พบคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ   การพัฒนาจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และเต็มไปด้วยการเอาของคนอื่นมาใช้เสียเป็นส่วนใหญ่
     ๙.สิ่งที่เรามองเห็น คือ สิ่งที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ   แนวคิดแบบนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป   แต่คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อสายตาตัวเองเสียเหลือเกิน   จะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่สนับสนุนว่า   เราไม่ควรเชื่อสายตาตัวเองเสมอไป   คือ   "แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอก" ซึ่งเป็นตัวอย่างสนับสนุนที่ดีว่า   สิ่งของที่เราเห็นว่ามันวางอยู่นิ่งๆของมันอย่างนั้น   และคงรูปร่างอยู่ได้อย่างนั้น   แท้จริงแล้ว   กลับไร้ซึ่งความเสถียรโดยสิ้นเชิง   ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ที่ตกอยู่ตามข้างถนน   หรือรถยนต์ราคา ๒๐ กว่าล้านบาทก็ตาม   ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จิรังยั่งยืน   และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยซ้ำ   เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับกฎแห่งไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)ได้เป็นอย่างดี   และจากประวัติศาสตร์ของโครงสร้างอะตอมในอดีตจนถึงปัจจุบัน   สสารประกอบด้วยอะตอม   โดยในอะตอมมีนิวเคลียสซึ่งมีอิเลคตรอนวิ่งวนอยู่รอบๆ   เหตุการณ์นี้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งของอิเลคตรอนในทุกขณะเวลา   และในยุคต่อมา   แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอกยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอน(เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการกล่าวถึงความน่าจะเป็นของตำแหน่งของอนุภาคในตำแหน่งต่างๆภายในอะตอม   โดยที่อะตอมเป็นองค์ประกอบย่อยของทุกสิ่งในโลก   ซึ่งทำให้กล่าวได้ว่า   สรรพสิ่งในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง   แต่ทว่ามนุษย์กลับไปสนใจแต่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงหยาบๆ   เช่น   เมื่อพบว่ารถยนต์ของตัวเองถูกชนบุบเล็กน้อย   ก็มัวแต่มานั่งเสียอกเสียใจอยู่หลายวัน   โดยหารู้ไม่ว่า   จริงๆแล้ว   รถคันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเสี้ยววินาที   อย่างนี้เป็นต้น
     ๑๐.ทุกสิ่งทุกอย่างมีความแตกต่างกัน   ไม่เกี่ยวข้องกัน   และไม่มีผลกระทบต่อกัน   แนวคิดนี้ไม่จริงเสมอไป   ด้วยเหตุผลสนับสนุน ๒ ประการ ดังนี้
     ๑.จากทฤษฎีที่กล่าวว่า   จักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของจุดเล็กๆซึ่งมีความหนาแน่นสูงมากๆหรือที่เรียกว่า "บิกแบง"   จากเหตุการณ์นี้   เราสามารถกล่าวได้ว่า   ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในจักรวาล   ล้วนกำเนิดจากวัตถุธาตุชนิดเดียวกันที่อยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวก่อนที่จะเกิด"บิกแบง"   จึงอนุมานต่อไปได้ว่า   ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์นั้น   ล้วนเคยอยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น   ดังนั้น   จึงกล่าวได้ว่า   ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์และจักรวาลล้วนเป็นวัตถุธาตุชนิดเดียวกันทั้งสิ้น
     ๒.อะตอมประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน   นิวตรอน   อิเลคตรอน   และอนุภาคอื่นๆที่เพิ่งถูกค้นพบในภายหลัง   ซึ่งทุกสิ่งในจักรวาลล้วนประกอบด้วยอนุภาคย่อยคือ อะตอม เหมือนกัน
     ๑๑.มีคนจำนวนมากที่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้น   คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า   มีคนเป็นจำนวนมากในโลกที่มีจิตใจงดงาม   และตั้งมั่นในการเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก   แต่ในความเป็นจริงนั้น   มนุษย์มีความปรารถนาอยู่ลึกๆในจิตใจในการที่จะทำให้ตนเองเป็นผู้ที่มีคุณค่าเหนือผู้อื่น   ซึ่งการแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวนั้น   เป็นไปได้ ๒ รูปแบบ คือ
     ๑.ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างโจ่งแจ้ง   ซึ่งถือว่าเป็น"คนเห็นแก่ตัว"
     ๒.ทำทุกสิ่งทุกอย่าง(หรือบางสิ่งบางอย่าง)   เพื่อแสดงให้เห็นว่า   ตนเป็นผู้เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม(โดยที่ไม่ได้สนใจในผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง)   บุคคลเหล่านี้ต้องการได้รับความนิยมชมชอบจากคนในสังคม   เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า   ตนเองมีคุณค่ามากขึ้น   ซึ่งเมื่อเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว   ความคิดแบบนี้ถือว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนตนแบบหนึ่ง

     จากเนื้อหาทั้ง ๑๑ ข้อที่ผ่านตาท่านไปแล้วนั้น   อาจพอจะไปกระตุ้นเตือนใครบางคนทีเผลอใจ   หลงใหลไปกับความคิดโดยไม่ทันได้สังเกตจิตใจตัวเองให้ละเอียดถี่ถ้วน   ขอเพียงแค่ตั้งใจมองให้ลึกซึ้งกว่าที่เคย   ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ