หมายเหตุ บทความนี้เหมาะกับประชาชนชาวไทยทุกเพศ ทุกวัย และไม่ต้องให้ผู้ปกครองท่านใดพิจารณาด้วยครับ
โรงพยาบาลและสถานพยาบาลใดๆก็ตาม ประกอบด้วยบุคคลากรทางการแพทย์มากมายหลายแผนก บุคคลากรทุกคนนั้น อย่างน้อยที่สุดมักจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่จะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่า บุคคลากรผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งใด หรือรับผิดชอบงานประเภทใด
มนุษย์แต่ละคนย่อมมีนิสัยและบุคลิกภาพที่แตกต่างกันไป สำหรับการทำงานแล้ว บุคลิกภาพและนิสัยย่อมมีความสัมพันธ์กับงานที่รับผิดชอบ กล่าวคือ งานประเภทหนึ่งย่อมเหมาะสำหรับผู้ที่มีบุคลิกภาพและนิสัยแบบหนึ่ง แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีบุคลิกภาพและนิสัยอีกแบบหนึ่ง สำหรับประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายร้ายแรงแต่อย่างใด ในกรณีที่บุคลากรทางการแพทย์ผู้หนึ่งรับผิดชอบงานที่ไม่สอดคล้องกับบุคลิกภาพและนิสัยของตน
แต่ทว่ามีคุณลักษณะทางจิตใจที่บุคลากรทางการแพทย์ควรนำมายึดถือ และซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในจิตสำนึกร่วมกัน ก็คือ"การเอาใจเขามาใส่ใจเรา" บุคลากรทางการแพทย์จะมีความเห็นอกเห็นใจในผู้ป่วยและญาติเพียงใดนั้น ไม่ใช่เรื่องที่มีมาแต่กำเนิด แต่เป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้ เพียงแต่ว่า คุณจำเป็นต้องฝึกคิดบ่อยๆว่า สมมุติว่า ถ้าคุณเป็นผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วยแล้ว คุณจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเจอกับสถานการณ์ต่างๆที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกสักเท่าใด แต่นั่นเป็นมุมมองของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจริงๆแล้ว คุณจะไปเหมาว่า ผู้ป่วยและญาติจะเข้าใจอย่างที่คุณอยากให้เข้าใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ในที่นี้ ผมใคร่ขอสร้างจิตสมมุติของผู้ป่วยและญาติ อันเป็นจิตที่อ่อนไหวมากกว่าคนทั่วไป แล้วให้บุคคลเหล่านั้นมาตั้งขอเสนอกับบุคลากรทางการแพทย์ว่า ควรจะคิด พูด หรือปฏิบัติอย่างไรกับพวกเขาบ้าง และข้อเสนอทั้ง ๑๐ ข้อนี้อาจเคยอยู่ในความคิดของคุณมาก่อนแล้วก็เป็นได้
๑. ไม่พูดจาหยอกล้อ หรือหัวเราะต่อหน้าผู้ป่วย หรือญาติ เพราะจะทำให้ผู้ป่วย หรือญาติคิดว่า คุณไม่ได้มีความเอาจริงเอาจังในการดูแล และให้การรักษาต่อเขาเลย โปรดทราบว่า ถ้าคุณยังหัวเราะเล่นๆกับความเป็นความตายของชีวิตคนแล้ว คุณจะสามารถเอาจริงเอาจังกับเรื่องไหนได้อีกในโลกนี้?
๒. กรุณาสละเวลาสักนิด เพื่ออธิบายเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น ทั้งในส่วนของสาเหตุของโรค ตลอดจนแนวทางการรักษาอย่างคร่าวๆพอสังเขป รับรองได้ว่า มันไม่ได้ผลาญเวลาในชีวิตคุณไปมากมายหรอก แต่คุณควรทราบว่า ความทรมานแสนสาหัสของมนุษย์อย่างหนึ่งก็คือ การไม่สามารถตอบคำถามที่ตนเองสงสัยอย่างยิ่งยวดได้ ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับโรคของเขาได้ ...เขาคงรู้สึกทรมานน่าดู ซึ่งคุณก็สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานใจของเขาได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
๓. ใช้คำว่า"มัน"ให้น้อยลง เพราะถ้าคุณใช้คำว่า"มัน"บ่อยๆแล้ว ผู้ป่วยและญาติอาจสับสนได้ว่า"มัน"ที่คุณพูดถึงนั้นหมายถึงพวกเขาหรือไม่? ซึ่งผมมีตัวอย่างที่บุคลากรทางการแพทย์ได้พูดกันเองว่า"ขามันบวมมากเลยนะ" ซึ่งผู้ป่วยจะเข้าใจได้ ๒ แบบ คือ
ก. "มัน" เป็นสรรพนามแทน"ขา"ของผู้ป่วย
ข. "มัน"เป็นสรรพนามแทน"ผู้ป่วย"(!)
ซึ่งในประเด็นนี้ ผมกล้าพูดได้เลยว่า มีบุคลากรทางการแพทย์หลายคนที่ไม่เคยตระหนักถึงเรื่องนี้เลย
๔. ถ้าเกิดสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดต่อผู้ป่วย(แย่ที่สุดคือเสียชีวิต) ให้ชี้แจงต่อญาติผู้ป่วย โดยพูดตามเหตุการณ์ที่นำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ไม่พูดในจุดที่สถานการณ์สุกงอมในทันที ซึ่งแบ่งได้เป็น ๒ กรณี คือ
๔.๑. ถ้าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดแบบทันทีทันใด ให้คุยกับญาติโดยเรียงตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อมีญาติมาติดต่อขอเยี่ยมผู้ป่วยที่ถูกรถชนเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ญาติยังไม่รู้ว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว แพทย์อาจเล่าตามลำดับเหตุการณ์ดังนี้ ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวตั้งแต่รับเข้ามาที่แผนกฉุกเฉิน ความดันโลหิตต่ำมาก มีภาวะช็อค ประเมินแล้วว่า ผู้ป่วยเสียเลือดมาก คาดว่าอวัยวะภายในช่องท้องถูกกระทบกระเทือนรุนแรง และมีเลือดออกในช่องท้อง ได้พาผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉิน พบว่าตับและม้ามฉีกขาด ผู้ป่วยเสียเลือดมากในระหว่างผ่าตัด แพทย์ได้ระดมให้เลือดอย่างเร่งด่วน แต่ภาะช็อคไม่ดีขึ้น หัวใจหยุดเต้นในที่สุด ทีมแพทย์พยายามกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าและยา แต่หัวใจไม่กลับมาเต้น ผู้ป่วยจึงเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ ๓.๓๐ น. ...ผมหวังว่า คุณคงจะไม่พูดกับญาติในทันทีที่ได้เจอว่า" อ๋อ...คนนั้นเหรอ... ตายไปแล้วครับ"
๔.๒. ถ้าเป็นสถานการณ์ที่แย่ลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็ให้ค่อยๆทยอยเล่าเหตุการณ์ในแต่ละวันให้ญาติรับทราบโดยตลอด เพื่อญาติจะค่อยๆเริ่มปรับจิตใจ และทำใจได้ในที่สุด เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดสมองแตก ซึ่งต่อมาได้เกิดภาะแทรกซ้อนเป็นโรคปอดอักเสบ และต่อมาเชื้อได้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายอย่าง และสุดท้ายก็เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
๕. เลือกใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ให้ผลต่อความรู้สึกที่ต่างกัน เรื่องนี้ค่อนข้างอธิบายลำบาก แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน หรืออ่อนไหวแล้ว คุณจะเข้าใจมันได้ไม่ยากนัก ตัวอย่างเช่น ถ้าตรวจพบว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นโรคมะเร็ง คุณน่าจะพูดกับญาติของเขาว่า "สำหรับเนื้องอกชนิดนี้ แนวโน้มไม่ดี สำหรับเขาแล้ว คงเหลือเวลาอีกไม่มากนัก " ซึ่งคงจะดีกว่าพูดว่า "มะเร็งแบบนี้น่ะเหรอ... ตายแน่ๆ... ไม่เกิน ๖ เดือนหรอก..."
๖. บอกผู้ป่วยและญาติทุกครั้งว่า คุณจะทำอะไร และทำเพื่ออะไร เช่น คุณจะทำเอกซ์เรย์ หรือเจาะเลือดตรวจ เป็นต้น ถ้าคุณไม่บอกผู้ป่วยเลย ก็เหมือนกับเป็นการลดคุณค่าของผู้ป่วยลงจนเทียบเท่ากับวัตถุสิ่งของ เพราะว่าเวลาคุณอยากจะหยิบข้าวของไปใช้ คุณก็ไม่เคยขออนุญาตต่อของชิ้นนั้นเลย...ใช่ไหมครับ?
๗.ชี้แจงให้ผู้ป่วยและญาติทราบทุกครั้งเมื่อคุณพูดถึงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรคที่ผู้ป่วยเป็นต่อหน้าผู้ป่วยและญาติ โดยเฉพาะข้อมูลที่มีผลในแง่ลบต่อความรู้สึกของผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจผิดว่า สิ่งที่กำลังพูดอยู่นั้นเป็นเรื่องของตัวผู้ป่วยเองโดยเฉพาะ เช่น ถ้าคุณพูดกับเพื่อนแพทย์ด้วยกันเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต คุณก็ควรชี้แจงให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่คุณกำลังตรวจอยู่นั้นทราบด้วยว่า คุณกำลังพูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยทั่วไป ไม่ได้หมายถึงตัวผู้ป่วยคนนี้ แบบนี้เป็นต้น
๘.ในบางเรื่อง เราควรพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาจะดีกว่า เช่น ถ้าผู้ป่วยถามคุณว่า ฉีดยาเข็มนี้เจ็บหรือไม่? คุณก็ควรตอบไปตามตรงว่า"เจ็บพอสมควร" ดีกว่าไปบอกว่า"เจ็บแค่นิดเดียวเอง" เพราะถ้าผู้ป่วยรายนี้เป็นคนที่ไม่ค่อยอดทนต่อความเจ็บปวดแล้ว เขาจะรู้สึกว่าเจ็บมาก และคิดว่าคุณโกหก
๙. ลดการใช้คำว่า"ทำไม"ลง เพราะคำนี้มีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยค่อนข้างมาก จริงๆแล้ว ข้อนี้คล้ายกับข้อ ๕. เพียงแต่อยากจะเน้นคำนี้เป็นพิเศษ ซึ่งคุณสามารถใช้คำอื่นๆที่มีความหมายคล้ายกันแทนได้ เช่น ในผู้ป่วยที่มาตรวจที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก แต่ผู้ป่วยมาผิดนัด(มาช้ากว่าวันนัด) คุณก็ไม่ควรจะพูดว่า"ทำไมคุณถึงไม่มาตรวจตามนัดล่ะครับ?" แต่น่าจะพูดว่า "คุณมีเหตุขัดข้องอะไรหรือเปล่าครับ? ถึงไม่ได้มาตรวจตามนัด" คุณลองคิดดูนะครับว่า ถ้าคุณเป็นผู้ป่วยแล้ว คุณอยากได้ยินประโยคไหนมากกว่ากัน
๑๐. จงสร้างทัศนคติที่ว่า"คนเราทุกคนล้วนมีคุณค่า และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไม่มีใครดีเด่น หรือวิเศษไปกว่าใคร ทุกคนล้วนแต่มีสิ่งดีๆอยู่ในตัว ไม่มีใครเลว หรือชั่วร้ายไปทั้งหมด" มีบุคลากรทางการแพทย์(โดยเฉพาะตัวแพทย์เอง)เป็นจำนวนมากที่สนทนากับผู้ป่วย และญาติด้วยความรู้สึกที่ว่า "เราอยู่เหนือกว่าเขา" "เราเป็นบุคคลที่พิเศษกว่าเขา" และรวมไปถึง "เราเป็นบุคคลที่มีคุณค่ามากกว่าเขา" แต่อย่าลืมว่า คุณกำลังติดอยู่ในภาพมายาซึ่งคุณสร้างเอาไว้หลอกหลอนตัวเองจนวันตาย คุณอย่าลืมว่า ถึงผู้ป่วยเป็นชาวนาก็ตาม ถ้าไม่มีชาวนาแล้วละก็ หมออย่างคุณก็ไม่มีข้าวจะรับประทาน หมอก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีชาวนา... และข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุดที่ช่วยส่งเสริมให้เกิด ๙ ข้อก่อนหน้านี้ทั้งหมด ถ้าขาดข้อนี้ ก็จะมีข้ออื่นๆได้ยากลำบากขึ้นมาก
เมื่ออ่านมาแล้วครบ ๑๐ ข้อ คุณอาจจะคิดว่า ของแบบนี้มันก็รู้ๆกันอยู่แล้ว แต่ผมก็อยากถามเหมือนกันว่า ที่คุณคิดว่ารู้อยู่แล้วนั้น แต่คุณได้ตระหนักถึงความสำคัญ และได้นำไปปฏิบัติจริงแล้วหรือยัง? ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้ว(และเลยเวลามามากแล้ว)ที่เราจำเป็นต้องนำทั้ง ๑๐ ข้อนี้ไปปฏิบัติกันอย่างจริงจังเสียที มิฉะนั้น สังคมไทยคงจะดำเนินเรื่อยไปในรูปแบบของชีวิตอันโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านเป็นแน่แท้ เป็นสังคมที่ขาดความอบอุ่นทางใจ ซึ่งดูแล้วน่าเศร้าเกินบรรยายครับ
-------------------------------------------------------------
วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
คุณคือนักแสดงละครมืออาชีพ
ณ ค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว ผมนั่งสงบนิ่งอยู่บนม้าหิน สายตาเหม่อมองไปยังกลุ่มดาวอันไกลโพ้น ลมหนาวพัดโชยมาปะทะใบหน้าจนชาวูบ สุดจะทนต่อความหนาวเย็นยะเยือกในบรรยากาศ แต่ทว่าภายในใจนั้น กลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่า
ย้อนระลึกทบทวนกลับไป ความเหนื่อยยากจากการงานในชีวิตคนทำงานอย่างเรา ทำให้เราอาจหลงลืมจุดยืน ตลอดจนหลักการและเหตุผลในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า แต่ถ้ามีเพียงสัก ๑ นาทีที่จิตของเราสงบนิ่งแล้ว คำถามต่างๆก็จะผุดขึ้นมามากมายพร้อมกับคำตอบอันหลากหลาย ที่ชวนให้ตัดสินใจว่า คำตอบใดถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
ณ ค่ำคืนนั้น ผมเริ่มมีคำถามว่า "สิ่งที่เราเป็นอยู่ และสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น เกิดจากความต้องการอันแท้จริงของเราหรือไม่?" แน่นอนครับ... คำตอบย่อมมีทั้งใช่ และไม่ใช่
เมื่อนึกย้อนกลับไปในวันเวลาที่เราลืมตาขึ้นมองโลกเป็นครั้งแรก และสื่อสารด้วยวัจนภาษาไม่ได้ แต่เรากลับสามารถแสดงความต้องการของตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมา ถ้าชอบก็จะหัวเราะ ถ้าไม่ชอบก็จะร้องไห้ เราไม่เคยเกรงกลัวว่า จะเสียภาพพจน์จากการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เราไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพล หรืออำนาจมืดใดๆที่จะมาทำอันตรายเรา เราเป็น"เด็กน้อย"ที่แสนจะบริสุทธิ์ใจ
"เด็กน้อย"ได้เติบโตขึ้นในสังคมแห่งความคาดหวัง สังคมแห่งการปรุงแต่งภาพพจน์ และทำนุบำรุง"เปลือก"อย่างแข็งขัน จากเด็กน้อยที่ดูเป็นมนุษย์ผู้มีชีวิตชีวาในช่วงแรกของชีวิต ได้กลับกลายเป็น"ตุ๊กตา"ที่พ่อแม่และคนรอบข้างจับมาแต่งตัวให้อย่างประณีตบรรจง แต่ขอถามจริงๆเถอะว่า คุณอยากเลือกเครื่องแต่งตัวเอง หรือว่าให้คนอื่นคอยแต่งตัวให้ไปจนวันตาย
ขณะนี้ผู้คนในสังคมกำลังนิยมดู"ละครเวทีชีวิต"ซึ่งค่อนข้างสมจริง แต่อย่างไรก็ตาม มันก็คือ"ละคร"อยู่วันยังค่ำ เป็นที่แน่นอนว่า "ละคร" ย่อมดูสนุกกว่าชีวิตจริงมากมายนัก และถ้าคุณแสดงละครได้ดีแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ ย่อมจะตามมา แต่อย่าลืมถามตัวเองว่า คุณอยู่ที่ไหน? ..."โลกแห่งความเป็นจริง" หรือ"โลกแห่งละคร"กันแน่?
คุณลองถามตัวเองดูหน่อยเถอะว่า สิ่งที่คุณได้ทำมาตลอดทั้งชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่คุณตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองมากน้อยแค่ไหน? เห็นไหมเล่า... คุณเริ่มรู้สึกละอายในการกระทำเมื่อครั้งอดีตขึ้นมาแล้ว ไม่มากก็น้อย คุณไม่ได้เลือกศึกษาเล่าเรียนในสาขาวิชาที่คุณชอบ คุณตามใจ(ตามคำบัญชา)ของพ่อแม่มาโดยตลอด คุณเลือกงานอดิเรกเพื่อเอาไว้อวดคนอื่นๆทั้งๆที่คุณไม่ได้ชอบกิจกรรมแบบนั้นจริงๆ คุณเลือกทำงานกับองค์กรนี้เพราะได้ค่าตอบแทนมหาศาลทั้งๆที่คุณไม่ได้ศรัทธาในองค์กรหรือวิชาชีพนี้เลย เอาอีกแล้ว! คุณบอกว่า คุณเลือกคู่ชีวิตคนนี้โดยดูจากนิสัยเป็นสำคัญ เปล่าเลย... เป็นเพราะเขาร่ำรวยต่างหาก ซึ่งต่อไปคุณจะได้เอาเงินเขาไปถลุงเล่นอย่างมันมือ และเป็นเรื่องพอดีที่พ่อแม่ของคุณก็ชอบเขา(หรือเงินทองของเขา)เสียด้วย ช่างลงตัวดีแท้ อะไรกันนี่! คุณเปิดเพลงแจ๊ซฟังทั้งๆที่ไม่ได้ชอบเพลงแจ๊ซสักหน่อย คุณเอาเพลงแจ๊ซไว้แสดงให้คนอื่นๆเห็นว่า คุณเป็นผู้มี"รสนิยมวิไล"ต่างหาก คุณจะให้ลูกคุณเรียนหมอหรือครับ? แล้วเคยถามลูกตัวเองดูบ้างหรือเปล่าว่า จริง ๆแล้ว เขาอยากเรียนสาขาไหนกันแน่?!
เอาละครับ คุณเดินมาถึงทางสองแพร่งแล้ว จะเลือกเดินไปทางไหนดีครับ? ระหว่าง...
๑.มัวแต่วิตกกังวลในภาพพจน์ของตัวเองจนต้องคอยแต่เอาอกเอกใจคนอื่น และสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
๒.เด็ดเดี่ยวไปเลย และประกาศแนวทางชีวิตของตัวเองให้ชัดเจนโดยไม่ต้องไปใส่ใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบข้าง แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย
นึกอยู่แล้วว่าคุณต้องเลือกข้อ ๑. ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น"นักแสดงละครมืออาชีพ" อย่างไรก็ตาม บุคคลเหล่านี้ก็ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า แต่ถ้าพวกเขาเหล่านี้ได้มองลงไปลึกๆในจิตใจของตัวเองแล้ว ก็จะเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเรียกได้ว่าเป็น"ความสุข"ได้หรือไม่? และขอแสดงความยินดีสำหรับท่านที่เลือกข้อ ๒. เพราะบุคคลอย่างท่านนั้นหาได้ยากจริงๆ ท่านได้ยอมสละแล้วซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ แต่ท่านกลับได้รับ"ความสุขอันแท้จริง" และได้จิตใจอันบริสุทธิ์ เทียบเท่าได้กับวันแรกที่ท่านได้ลืมตาขึ้นมองโลก ยินดีด้วยครับ ..."เจ้าเด็กน้อย"
-----------------------------------------------------------------
ย้อนระลึกทบทวนกลับไป ความเหนื่อยยากจากการงานในชีวิตคนทำงานอย่างเรา ทำให้เราอาจหลงลืมจุดยืน ตลอดจนหลักการและเหตุผลในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า แต่ถ้ามีเพียงสัก ๑ นาทีที่จิตของเราสงบนิ่งแล้ว คำถามต่างๆก็จะผุดขึ้นมามากมายพร้อมกับคำตอบอันหลากหลาย ที่ชวนให้ตัดสินใจว่า คำตอบใดถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
ณ ค่ำคืนนั้น ผมเริ่มมีคำถามว่า "สิ่งที่เราเป็นอยู่ และสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น เกิดจากความต้องการอันแท้จริงของเราหรือไม่?" แน่นอนครับ... คำตอบย่อมมีทั้งใช่ และไม่ใช่
เมื่อนึกย้อนกลับไปในวันเวลาที่เราลืมตาขึ้นมองโลกเป็นครั้งแรก และสื่อสารด้วยวัจนภาษาไม่ได้ แต่เรากลับสามารถแสดงความต้องการของตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมา ถ้าชอบก็จะหัวเราะ ถ้าไม่ชอบก็จะร้องไห้ เราไม่เคยเกรงกลัวว่า จะเสียภาพพจน์จากการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เราไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพล หรืออำนาจมืดใดๆที่จะมาทำอันตรายเรา เราเป็น"เด็กน้อย"ที่แสนจะบริสุทธิ์ใจ
"เด็กน้อย"ได้เติบโตขึ้นในสังคมแห่งความคาดหวัง สังคมแห่งการปรุงแต่งภาพพจน์ และทำนุบำรุง"เปลือก"อย่างแข็งขัน จากเด็กน้อยที่ดูเป็นมนุษย์ผู้มีชีวิตชีวาในช่วงแรกของชีวิต ได้กลับกลายเป็น"ตุ๊กตา"ที่พ่อแม่และคนรอบข้างจับมาแต่งตัวให้อย่างประณีตบรรจง แต่ขอถามจริงๆเถอะว่า คุณอยากเลือกเครื่องแต่งตัวเอง หรือว่าให้คนอื่นคอยแต่งตัวให้ไปจนวันตาย
ขณะนี้ผู้คนในสังคมกำลังนิยมดู"ละครเวทีชีวิต"ซึ่งค่อนข้างสมจริง แต่อย่างไรก็ตาม มันก็คือ"ละคร"อยู่วันยังค่ำ เป็นที่แน่นอนว่า "ละคร" ย่อมดูสนุกกว่าชีวิตจริงมากมายนัก และถ้าคุณแสดงละครได้ดีแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ ย่อมจะตามมา แต่อย่าลืมถามตัวเองว่า คุณอยู่ที่ไหน? ..."โลกแห่งความเป็นจริง" หรือ"โลกแห่งละคร"กันแน่?
คุณลองถามตัวเองดูหน่อยเถอะว่า สิ่งที่คุณได้ทำมาตลอดทั้งชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่คุณตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองมากน้อยแค่ไหน? เห็นไหมเล่า... คุณเริ่มรู้สึกละอายในการกระทำเมื่อครั้งอดีตขึ้นมาแล้ว ไม่มากก็น้อย คุณไม่ได้เลือกศึกษาเล่าเรียนในสาขาวิชาที่คุณชอบ คุณตามใจ(ตามคำบัญชา)ของพ่อแม่มาโดยตลอด คุณเลือกงานอดิเรกเพื่อเอาไว้อวดคนอื่นๆทั้งๆที่คุณไม่ได้ชอบกิจกรรมแบบนั้นจริงๆ คุณเลือกทำงานกับองค์กรนี้เพราะได้ค่าตอบแทนมหาศาลทั้งๆที่คุณไม่ได้ศรัทธาในองค์กรหรือวิชาชีพนี้เลย เอาอีกแล้ว! คุณบอกว่า คุณเลือกคู่ชีวิตคนนี้โดยดูจากนิสัยเป็นสำคัญ เปล่าเลย... เป็นเพราะเขาร่ำรวยต่างหาก ซึ่งต่อไปคุณจะได้เอาเงินเขาไปถลุงเล่นอย่างมันมือ และเป็นเรื่องพอดีที่พ่อแม่ของคุณก็ชอบเขา(หรือเงินทองของเขา)เสียด้วย ช่างลงตัวดีแท้ อะไรกันนี่! คุณเปิดเพลงแจ๊ซฟังทั้งๆที่ไม่ได้ชอบเพลงแจ๊ซสักหน่อย คุณเอาเพลงแจ๊ซไว้แสดงให้คนอื่นๆเห็นว่า คุณเป็นผู้มี"รสนิยมวิไล"ต่างหาก คุณจะให้ลูกคุณเรียนหมอหรือครับ? แล้วเคยถามลูกตัวเองดูบ้างหรือเปล่าว่า จริง ๆแล้ว เขาอยากเรียนสาขาไหนกันแน่?!
เอาละครับ คุณเดินมาถึงทางสองแพร่งแล้ว จะเลือกเดินไปทางไหนดีครับ? ระหว่าง...
๑.มัวแต่วิตกกังวลในภาพพจน์ของตัวเองจนต้องคอยแต่เอาอกเอกใจคนอื่น และสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
๒.เด็ดเดี่ยวไปเลย และประกาศแนวทางชีวิตของตัวเองให้ชัดเจนโดยไม่ต้องไปใส่ใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบข้าง แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย
นึกอยู่แล้วว่าคุณต้องเลือกข้อ ๑. ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น"นักแสดงละครมืออาชีพ" อย่างไรก็ตาม บุคคลเหล่านี้ก็ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า แต่ถ้าพวกเขาเหล่านี้ได้มองลงไปลึกๆในจิตใจของตัวเองแล้ว ก็จะเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเรียกได้ว่าเป็น"ความสุข"ได้หรือไม่? และขอแสดงความยินดีสำหรับท่านที่เลือกข้อ ๒. เพราะบุคคลอย่างท่านนั้นหาได้ยากจริงๆ ท่านได้ยอมสละแล้วซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ แต่ท่านกลับได้รับ"ความสุขอันแท้จริง" และได้จิตใจอันบริสุทธิ์ เทียบเท่าได้กับวันแรกที่ท่านได้ลืมตาขึ้นมองโลก ยินดีด้วยครับ ..."เจ้าเด็กน้อย"
-----------------------------------------------------------------
วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วิวัฒนาการแห่งจิตวิญญาณความเป็นแพทย์
"แพทย์" เป็นอาชีพที่มีเกียรติในสังคมไทย และเป็นอาชีพที่มีโอกาสในการช่วยเหลือผู้คนในสังคมได้มากกว่าอาชีพอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ"ชีวิต"มากกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าคนดีไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ก็จะไม่สามารถประกอบคุณงามความดีเพื่อส่วนรวมได้อีกต่อไป ถ้าคนเห็นแก่ตัวไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ก็จะไม่สามารถสะสมทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ และเสพสุขจากสิ่งเหล่านั้นได้อีกต่อไป ดังนั้น "ชีวิต"สำคัญมากเหลือเกิน
ผู้ที่จะมาเป็นแพทย์ได้นั้น จะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความเป็นความตายของคน ดังนั้น แพทย์คงจะต้องมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่าคนทั่วๆไปบ้าง กล่าวคือ
๑.ต้องมีความรู้ดี จึงจะสามารถวินิจฉัย และรักษาโรคได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
๒.ต้องมีคุณธรรมหลายประการ ได้แก่ ความเมตตากรุณา ความขยันหมั่นเพียร ความเสียสละ ความอดทนอดกลั้น ความไม่โลภ ความใส่ใจใฝ่ศึกษา ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เป็นต้น
ในอดีต ประชาชนได้มองเห็นและตระหนักถึงความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมของแพทย์ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อกังขา เราจะได้พบเห็นแพทย์ผู้มีความสามารถสูงได้อุทิศตัวทำงานให้กับโรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยในท้องที่ทุรกันดารอยู่นานหลายสิบปี โดยได้ค่าตอบแทนเพียงเดือนละไม่กี่พันบาท และได้ทุ่มเททำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมง แม้ว่าจะเป็นการทำงานนอกเวลาราชการ ก็ไม่เคยพร่ำบ่นเรียกร้องถึงค่าตอบแทนที่ควรได้เพิ่มเติมตามจำนวนชิ้นงานที่ตนเองทำ ไม่มีการพูดถึงตัวเลขเงินในบัญชีธนาคาร รถยนต์หรู บ้านหลังใหญ่โต การท่องเที่ยวในต่างประเทศ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ประดับกายอันจะเสริมความเป็นสง่าราศรีให้แก่ตนเอง
เมื่อเวลาผ่านไป แพทย์รุ่นใหม่ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และประชาชนได้เริ่มสังเกตเห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทางด้านความคิด ทัศนคติ และจิตวิญญาณในตัวแพทย์ส่วนใหญ่ กล่าวคือ ในแง่ของความรู้ความสามารถนั้น เนื่องจากในปัจจุบันได้มีวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ความรู้ของแพทย์ในปัจจุบันจึงมากกว่าในอดีตอย่างแน่นอน แต่ในแง่ของคุณธรรมในจิตใจนั้นแตกต่างกัน โดยมีแนวโน้มว่า จากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น คุณธรรมในจิตใจของแพทย์ค่อยๆลดน้อยลงจนเห็นได้ชัด
เราคงจะต้องมาร่วมกันค้นหาว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณธรรมในจิตใจแพทย์ค่อยๆลดลง โดยจะพิจารณาเป็นประเด็นๆไปดังนี้
๑. การคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์
สำหรับประเทศไทยนั้น การคัดเลือกนักศึกษาแพทย์จะคัดเลือกจาก"ผลการเรียน"เป็นหลัก ในอดีต ผู้ที่จะเรียนแพทย์จะต้องเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ก่อน แล้วจึง"ข้ามฟาก"ไปเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ต่อ ซึ่งเมื่อเรียนแพทย์จบแล้ว ก็จะได้รับปริญญาบัตร ๒ ใบ คือ วิทยาศาสตรบัณฑิต และแพทยศาสตรบัณฑิต
ในปัจจุบัน การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ ก็ยังเป็นการคัดเลือกคนที่"เรียนเก่ง"เข้ามาเรียน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างระบบการคัดเลือกในอดีตและปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าล้วนเป็นระบบที่ไม่ได้ยืนยันว่า ได้คัด"คนดีแท้"เข้ามาเรียนแพทย์ ถึงแม้ในปัจจุบัน จะมีข้อสอบวัดความถนัดทางการแพทย์ และระบบการสอบสัมภาษณ์ของแต่ละสถาบันเพื่อคัดกรองบุคคลแล้วก็ตาม แต่ก็คงเป็นได้แค่การคัดกรองแบบหยาบๆเพื่อไม่ให้"คนไม่ดี" รวมไปถึง"ผู้ป่วยโรคจิต"เข้ามาเรียนแพทย์ได้ อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ก็ยังไม่สามารถคัดกรองได้ลึกลงไปถึง"คุณธรรรมระดับละเอียดอ่อน"ได้ เช่น ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ความมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ความเกรงกลัวและละอายต่อบาป ความเรียบง่ายสมถะ ความเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นต้น ดังนั้น นักศึกษาแพทย์จึงมีทั้งผู้ที่มีจิตใจใฝ่คุณธรรม และไม่ใส่ใจในคุณธรรมปะปนกันไป ซึ่งรูปแบบนี้คงไม่แตกต่างกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ทำไมสัดส่วนของแพทย์ที่มีคุณธรรมในอดีตจึงมีมากกว่าในปัจจุบัน... หรืออาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แตกต่างกันอาจจะอยู่ที่ช่วงเวลาที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ก็เป็นได้
๒. แนวทางในการอบรมเพื่อให้นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรมสูง
จากข้อ๑. เราจะเห็นแล้วว่า ในแง่ของคุณธรรมนั้น นักศึกษาแพทย์แต่ละคนจะมีระดับคุณธรรมในจิตใจที่แตกต่างกันไป ดังนั้น หลักสูตรแพทยศาสตร์ที่ดีต้องเป็นหลักสูตรที่เสริมสร้างให้นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งได้ทุกคน ซึ่งนั่นคืออุดมคติ ได้มีผู้กล่าวโทษหลักสูตรแพทยศาสตร์ในปัจจุบันว่า ไม่สามารถทำให้นักศึกษาแพทย์จบออกมาเป็น"แพทย์ที่ดี"ได้ แต่เป็นได้เพียง"แพทย์ผู้มีความรู้ความสามารถดี"เท่านั้นเอง ซึ่งต่างจากหลักสูตรในอดีตที่ผลิต"แพทย์ที่ดี"ออกมาในสัดส่วนที่มากกว่ายุคปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ซึ่งก็พบว่า หลักสูตรในอดีตก็ไม่ได้เน้นเรื่องคุณธรรมให้เป็นเรื่องเป็นราวชัดเจนแต่อย่างใด แล้วทำไมสัดส่วนของ"แพทย์ทีดี"จึงน้อยลงในปัจจุบัน? เป็นไปได้หรือไม่ว่า การปลูกฝังคุณธรรมให้แก่นักศึกษาแพทย์นั้นไม่จำเป็นต้องทำเป็นหลักสูตรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่อาจเป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้ค่อยๆซึมซับเข้าไปในจิตใจของนักศึกษาแพทย์ทุกเมื่อเชื่อวันจนเป็นวิถีชีวิตกันไปเลย สำหรับวิธีการปลูกฝังที่ดีที่สุด และเป็นรูปธรรมที่สุดนั้นก็คือ การมีตัวอย่างของ"แพทย์ที่ดี"ให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็น พอถึงตรงนี้แล้ว ผมกำลังจะบอกว่า โรงเรียนแพทย์ในยุคปัจจุบันมีอาจารย์แพทย์ที่เป็นตัวอย่างที่ดีน้อยลงใช่หรือไม่? ซึ่งผมคงจะต้องตอบตามตรงว่า"ใช่" แต่เป็นเพราะเหตุใดนั้น คงต้องมาพิจารณากันในข้อ ๓. กันต่อไป
๓.ทัศนคติและมุมมองเรื่องคุณธรรมของคนในสังคมไทย
คนไทยในยุคหลังๆให้ความสำคัญต่อ"คุณธรรม"น้อยกว่า"สิ่งอื่น" ซึ่งคำว่า"สิ่งอื่น"ในที่นี้ หมายถึง ทรัพย์สิน เงินทอง ชื่อเสียง ตำแหน่ง อำนาจ ตลอดจนภาพพจน์ และรูปลักษณ์ภายนอก ถ้าให้ลองไล่ดูความปรารถนาอันดับต้นๆของคนไทยในยุคหลังๆแล้ว ก็ล้วนแต่วนเวียนอยู่กับ"สิ่งอื่น"แทบทั้งสิ้น โดยที่"สิ่งอื่น"นี้ล้วนมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดอันฝักใฝ่ในวัตถุนิยมของคนไทย(รวมทั้งชาวโลกด้วย) ส่วนคุณธรรมนั้นเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบต่อ"สิ่งอื่น"ตรงที่คุณธรรมไม่แสดงคุณสมบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบ หรือชั่งตวงวัดปริมาณได้ อีกทั้งยังไม่เห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว คุณธรรมให้ผลตอบแทนเสมอ เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นเอง
สาเหตุของเรื่องนี้เกิดจากการที่คนไทยไปรับเอาแนวคิดของระบบ"ทุนนิยม" "บริโภคนิยม" และ "วัตถุนิยม" จากประเทศตะวันตกมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งอาจารย์แพทย์ แพทย์ และนักศึกษาแพทย์ ก็ติดอยู่ในกระแส"ทุนนิยม" "วัตถุนิยม" และ"บริโภคนิยม" เช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อเราได้พิจารณามาถึงจุดนี้แล้ว เราจะมองเห็นภาพของสังคมใหญ่สังคมหนึ่งซึ่งมี"วัฒนธรรมวัตถุนิยม"เป็นเสมือนอาจารย์ของสถาบันสังคมและวัฒนธรรมโลก หรือ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" โดยมีอาจารย์แพทย์ แพทย์ และนักศึกษาแพทย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกศิษย์ตัวน้อยๆผู้ว่านอนสอนง่ายของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" และแล้ว... ทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอน กล่าวคือ อาจารย์แพทย์ก็มัวแต่วิ่งวุ่นเพื่อเรียนรู้และปฏิบัติตาม"กระแสโลก"ตามคำสอนของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" จนไม่ได้มาใส่ใจในเรื่องคุณธรรมของตนเอง และของลูกศิษย์ ส่งผลให้ตัวอย่างอาจารย์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งซึ่งพอจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาแพทย์ได้ก็มีจำนวนลดน้อยถอยลงไปทุกทีๆ(ในขณะที่มีอาจารย์แพทย์ที่มีความเก่งกาจทางวิชาการมากขึ้นเรื่อยๆ)
จริงๆแล้ว ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงด้วยในที่นี้ คือ บิดามารดา หรือผู้ปกครองของนักศึกษาแพทย์นั่นเอง เพราะบุคคลเหล่านี้มีอิทธิพลสูงในการเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่คุณธรรม แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว บิดามารดา ตลอดจนผู้ปกครองของนักศึกษาแพทย์ ก็ล้วนแต่ประกาศตัวเป็นลูกศิษย์ของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก"ไปแล้วแทบทั้งสิ้น อาจจะมีบางคนที่พยายาม"สวนกระแสโลก"จนมาเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็กๆได้ แต่ทว่าเราหาตัวอย่างที่ดีแบบนั้นได้ยากเย็นเหลือเกิน
๔.ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมคุณธรรมและสนับสนุนผู้มีคุณธรรมในองค์กร
การสร้างระบบใดๆในองค์กรนั้น เกิดจากแนวคิดของกลุ่มบุคคลเพียงกลุ่มหนึ่งในองค์กร ซึ่งได้แก่กลุ่มผู้บริหารนั่นเอง ซึ่งกลุ่มผู้บริหารนั้นมาจาก ๒ วิธีการ คือ การเลือกตั้ง และการแต่งตั้งโดยกลุ่มผู้บริหารเดิมนั่นเอง
เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มผู้บริหารเดิม เพราะฉะนั้น แนวคิด และทัศนคติของผู้บริหารรุ่นใหม่และเก่าก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก อาจกล่าวได้ว่า "เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย"ด้วยซ้ำไป และเป็นธรรมดาที่นโยบายขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรมในองค์กรนั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารแทบทั้งหมด ถ้าผู้บริหารใส่ใจในคุณธรรมแล้ว ผู้ที่ประสบความสำเร็จในองค์กรย่อมเป็นผู้มีคุณธรรมสูง ซึ่งบุคคลเหล่านั้นก็จะได้เป็นผู้บริหารที่มีคุณธรรมสูงต่อไปในอนาคต
แต่ปรากฏว่า สังคมไทยได้รับอิทธิพลจาก"อาจารย์แห่งกระแสโลก"ในข้อ ๓. มากเกินไป ทำให้โรงเรียนแพทย์ซึ่งจัดว่าเป็นองค์กรแบบหนึ่งถูกครอบงำโดย"กระแสโลก" ส่งผลให้โรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจแต่เรื่องงานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ และการพัฒนาคุณภาพการบริการกันมากเกินไป จนหลงลืมที่จะให้ความสำคัญกับคุณธรรมมากเท่าที่ควรจะเป็น
ในโรงเรียนแพทย์นั้น ได้มีการจัดประเมินความรู้ความสามารถของนักศึกษาแพทย์กันอย่างเข้มข้นด้วยข้อสอบหลายแบบหลายประเภทเต็มไปหมด แต่ทว่าไม่มีการออกแบบ"ข้อสอบทางคุณธรรม"ที่มีคุณภาพดีพอสำหรับนักศึกษาแพทย์ได้ สาเหตุคงเป็นจาก...
ก.ข้อสอบวัดคุณธรรมออกแบบได้ยากมาก
ข.ข้อสอบวัดคุณธรรมไม่สามารถตรวจสอบคัดกรองความเสแสร้งหลอกลวงของนักศึกษาแพทย์ที่เฉลียวฉลาด แต่ขาดคุณธรรมได้
ดังนั้น ในปัจจุบัน นักศึกษาแพทย์ที่สอบตกด้วยสาเหตุทางคุณธรรมนั้น มักเกิดจากการกระทำความผิดที่เห็นได้ชัด เช่น ไม่เข้าเรียนในห้องเรียน ไม่ไปตรวจผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยนอกหรือตึกผู้ป่วยในตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ส่งรายงานเกี่ยวกับผู้ป่วย มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับอาจารย์ หรือเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน หนีการอยู่เวร ลอกข้อสอบเพื่อน เป็นต้น แต่เราไม่สามารถลงโทษนักศึกษาแพทย์ที่ฉลาด แต่ขาดคุณธรรมอันละเอียดอ่อนกว่านั้นได้ เพราะฉะนั้น เราจะได้พบเห็นนักศึกษาแพทย์ที่ฉลาด แต่ทว่าเห็นแก่ตัว ไม่มีความเสียสละ เห็นแก่เงิน และวัตถุสิ่งของ เดินไปเดินมาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ด้วยความภาคภูมิ และนักศึกษาแพทย์เหล่านี้ก็จะได้ดิบได้ดีในการศึกษาเล่าเรียนกันแทบทุกคน และเรียนจบออกไปด้วยผลการเรียนอันยอดเยี่ยม เป็นที่ชื่นชมของญาติพี่น้องและอาจารย์ และเป็นหน้าเป็นตาให้กับสถาบัน
จากสถานการณ์ดังกล่าว นักศึกษาแพทย์ทั้งหลายก็จะเริ่มเรียนรู้ว่า "คุณธรรม" ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าใดนักในโรงเรียนแพทย์ ดังนั้น แค่ทำข้อสอบให้ได้คะแนนมากๆเข้าไว้ และไม่ทำความผิดร้ายแรงก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตนเองเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตได้ ซึ่งจัดได้ว่า เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งของมนุษย์...และสัตว์โลก
และเมื่อได้นำหลายๆประเด็นที่ได้กล่าวมาทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกันแล้ว จะเห็นว่า คนไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งให้ความสำคัญกับระบบ"ทุนนิยม" "บริโภคนิยม" และ "วัตถุนิยม" มากกว่าคุณธรรมซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ แนวคิดแบบนี้ได้มีผลกระทบต่อระดับปัจเจกบุคคล และครอบครัว รวมทั้งขยายตัวไปถึงองค์กรในสังคมจนถึงระดับประเทศ สำหรับการแก้ไขนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดระดับปัจเจกบุคคล แต่ก็คงต้องเริ่มกันที่หน่วยย่อยไปจนถึงหน่วยใหญ่ของสังคม ดังนี้
๑. บิดามารดาต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการยึดมั่นในคุณธรรมให้บุตรเห็นเป็นแบบอย่าง
๒. ครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษา(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการยึดมั่นในคุณธรรม
๓. องค์กร(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องมีนโยบายสร้างเสริมคุณธรรมในองค์กร และส่งเสริมให้กำลังใจบุคลากรที่ยึดมั่นในคุณธรรม
๔. องค์กร(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องสนับสนุนให้ผู้มีคุณธรรมเข้ามาเป็นผู้บริหารองค์กร
๕. โรงเรียนแพทย์ต้องพยายามจัดหลักสูตรเพื่อส่งเสริมคุณธรรมในตัวนักศึกษาแพทย์ให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ และไม่ลดละความพยายามในการออกแบบข้อสอบ เพื่อการประเมินผลทางด้านคุณธรรมในตัวนักศึกษาแพทย์อย่างเต็มที่
๖. สังคมต้องให้คุณค่าแก่"คนดี"ให้เท่าเทียมกับ"คนเก่ง" ไม่ใช่เอาแต่ยกยอปอปั้นแต่"คนเก่ง"เพียงฝ่ายเดียว แล้วจัดหารางวัลอันกระจ้อยร่อยมามอบให้แก่"คนดี"เพียงเพื่อรักษาภาพพจน์ขององค์กรไว้แต่เพียงเท่านั้น
๗. ส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้มากขึ้น ลดการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทยมาใช้อย่างไม่ไตร่ตรองให้ดี
๘. สำหรับข้อสุดท้าย ...ยังจำกันได้ไหมครับว่า"พออยู่ พอกิน พอใช้ อย่างพอเพียง"
----------------------------------------------------
ผู้ที่จะมาเป็นแพทย์ได้นั้น จะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความเป็นความตายของคน ดังนั้น แพทย์คงจะต้องมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่าคนทั่วๆไปบ้าง กล่าวคือ
๑.ต้องมีความรู้ดี จึงจะสามารถวินิจฉัย และรักษาโรคได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
๒.ต้องมีคุณธรรมหลายประการ ได้แก่ ความเมตตากรุณา ความขยันหมั่นเพียร ความเสียสละ ความอดทนอดกลั้น ความไม่โลภ ความใส่ใจใฝ่ศึกษา ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เป็นต้น
ในอดีต ประชาชนได้มองเห็นและตระหนักถึงความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมของแพทย์ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อกังขา เราจะได้พบเห็นแพทย์ผู้มีความสามารถสูงได้อุทิศตัวทำงานให้กับโรงพยาบาล หรือสถานีอนามัยในท้องที่ทุรกันดารอยู่นานหลายสิบปี โดยได้ค่าตอบแทนเพียงเดือนละไม่กี่พันบาท และได้ทุ่มเททำงานตลอด ๒๔ ชั่วโมง แม้ว่าจะเป็นการทำงานนอกเวลาราชการ ก็ไม่เคยพร่ำบ่นเรียกร้องถึงค่าตอบแทนที่ควรได้เพิ่มเติมตามจำนวนชิ้นงานที่ตนเองทำ ไม่มีการพูดถึงตัวเลขเงินในบัญชีธนาคาร รถยนต์หรู บ้านหลังใหญ่โต การท่องเที่ยวในต่างประเทศ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ประดับกายอันจะเสริมความเป็นสง่าราศรีให้แก่ตนเอง
เมื่อเวลาผ่านไป แพทย์รุ่นใหม่ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และประชาชนได้เริ่มสังเกตเห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทางด้านความคิด ทัศนคติ และจิตวิญญาณในตัวแพทย์ส่วนใหญ่ กล่าวคือ ในแง่ของความรู้ความสามารถนั้น เนื่องจากในปัจจุบันได้มีวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ความรู้ของแพทย์ในปัจจุบันจึงมากกว่าในอดีตอย่างแน่นอน แต่ในแง่ของคุณธรรมในจิตใจนั้นแตกต่างกัน โดยมีแนวโน้มว่า จากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น คุณธรรมในจิตใจของแพทย์ค่อยๆลดน้อยลงจนเห็นได้ชัด
เราคงจะต้องมาร่วมกันค้นหาว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณธรรมในจิตใจแพทย์ค่อยๆลดลง โดยจะพิจารณาเป็นประเด็นๆไปดังนี้
๑. การคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์
สำหรับประเทศไทยนั้น การคัดเลือกนักศึกษาแพทย์จะคัดเลือกจาก"ผลการเรียน"เป็นหลัก ในอดีต ผู้ที่จะเรียนแพทย์จะต้องเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ก่อน แล้วจึง"ข้ามฟาก"ไปเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ต่อ ซึ่งเมื่อเรียนแพทย์จบแล้ว ก็จะได้รับปริญญาบัตร ๒ ใบ คือ วิทยาศาสตรบัณฑิต และแพทยศาสตรบัณฑิต
ในปัจจุบัน การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ ก็ยังเป็นการคัดเลือกคนที่"เรียนเก่ง"เข้ามาเรียน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างระบบการคัดเลือกในอดีตและปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าล้วนเป็นระบบที่ไม่ได้ยืนยันว่า ได้คัด"คนดีแท้"เข้ามาเรียนแพทย์ ถึงแม้ในปัจจุบัน จะมีข้อสอบวัดความถนัดทางการแพทย์ และระบบการสอบสัมภาษณ์ของแต่ละสถาบันเพื่อคัดกรองบุคคลแล้วก็ตาม แต่ก็คงเป็นได้แค่การคัดกรองแบบหยาบๆเพื่อไม่ให้"คนไม่ดี" รวมไปถึง"ผู้ป่วยโรคจิต"เข้ามาเรียนแพทย์ได้ อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ก็ยังไม่สามารถคัดกรองได้ลึกลงไปถึง"คุณธรรรมระดับละเอียดอ่อน"ได้ เช่น ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ความมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ความเกรงกลัวและละอายต่อบาป ความเรียบง่ายสมถะ ความเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นต้น ดังนั้น นักศึกษาแพทย์จึงมีทั้งผู้ที่มีจิตใจใฝ่คุณธรรม และไม่ใส่ใจในคุณธรรมปะปนกันไป ซึ่งรูปแบบนี้คงไม่แตกต่างกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ทำไมสัดส่วนของแพทย์ที่มีคุณธรรมในอดีตจึงมีมากกว่าในปัจจุบัน... หรืออาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แตกต่างกันอาจจะอยู่ที่ช่วงเวลาที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ก็เป็นได้
๒. แนวทางในการอบรมเพื่อให้นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรมสูง
จากข้อ๑. เราจะเห็นแล้วว่า ในแง่ของคุณธรรมนั้น นักศึกษาแพทย์แต่ละคนจะมีระดับคุณธรรมในจิตใจที่แตกต่างกันไป ดังนั้น หลักสูตรแพทยศาสตร์ที่ดีต้องเป็นหลักสูตรที่เสริมสร้างให้นักศึกษาแพทย์เป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งได้ทุกคน ซึ่งนั่นคืออุดมคติ ได้มีผู้กล่าวโทษหลักสูตรแพทยศาสตร์ในปัจจุบันว่า ไม่สามารถทำให้นักศึกษาแพทย์จบออกมาเป็น"แพทย์ที่ดี"ได้ แต่เป็นได้เพียง"แพทย์ผู้มีความรู้ความสามารถดี"เท่านั้นเอง ซึ่งต่างจากหลักสูตรในอดีตที่ผลิต"แพทย์ที่ดี"ออกมาในสัดส่วนที่มากกว่ายุคปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ซึ่งก็พบว่า หลักสูตรในอดีตก็ไม่ได้เน้นเรื่องคุณธรรมให้เป็นเรื่องเป็นราวชัดเจนแต่อย่างใด แล้วทำไมสัดส่วนของ"แพทย์ทีดี"จึงน้อยลงในปัจจุบัน? เป็นไปได้หรือไม่ว่า การปลูกฝังคุณธรรมให้แก่นักศึกษาแพทย์นั้นไม่จำเป็นต้องทำเป็นหลักสูตรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่อาจเป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้ค่อยๆซึมซับเข้าไปในจิตใจของนักศึกษาแพทย์ทุกเมื่อเชื่อวันจนเป็นวิถีชีวิตกันไปเลย สำหรับวิธีการปลูกฝังที่ดีที่สุด และเป็นรูปธรรมที่สุดนั้นก็คือ การมีตัวอย่างของ"แพทย์ที่ดี"ให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็น พอถึงตรงนี้แล้ว ผมกำลังจะบอกว่า โรงเรียนแพทย์ในยุคปัจจุบันมีอาจารย์แพทย์ที่เป็นตัวอย่างที่ดีน้อยลงใช่หรือไม่? ซึ่งผมคงจะต้องตอบตามตรงว่า"ใช่" แต่เป็นเพราะเหตุใดนั้น คงต้องมาพิจารณากันในข้อ ๓. กันต่อไป
๓.ทัศนคติและมุมมองเรื่องคุณธรรมของคนในสังคมไทย
คนไทยในยุคหลังๆให้ความสำคัญต่อ"คุณธรรม"น้อยกว่า"สิ่งอื่น" ซึ่งคำว่า"สิ่งอื่น"ในที่นี้ หมายถึง ทรัพย์สิน เงินทอง ชื่อเสียง ตำแหน่ง อำนาจ ตลอดจนภาพพจน์ และรูปลักษณ์ภายนอก ถ้าให้ลองไล่ดูความปรารถนาอันดับต้นๆของคนไทยในยุคหลังๆแล้ว ก็ล้วนแต่วนเวียนอยู่กับ"สิ่งอื่น"แทบทั้งสิ้น โดยที่"สิ่งอื่น"นี้ล้วนมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดอันฝักใฝ่ในวัตถุนิยมของคนไทย(รวมทั้งชาวโลกด้วย) ส่วนคุณธรรมนั้นเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบต่อ"สิ่งอื่น"ตรงที่คุณธรรมไม่แสดงคุณสมบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบ หรือชั่งตวงวัดปริมาณได้ อีกทั้งยังไม่เห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว คุณธรรมให้ผลตอบแทนเสมอ เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นเอง
สาเหตุของเรื่องนี้เกิดจากการที่คนไทยไปรับเอาแนวคิดของระบบ"ทุนนิยม" "บริโภคนิยม" และ "วัตถุนิยม" จากประเทศตะวันตกมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งอาจารย์แพทย์ แพทย์ และนักศึกษาแพทย์ ก็ติดอยู่ในกระแส"ทุนนิยม" "วัตถุนิยม" และ"บริโภคนิยม" เช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อเราได้พิจารณามาถึงจุดนี้แล้ว เราจะมองเห็นภาพของสังคมใหญ่สังคมหนึ่งซึ่งมี"วัฒนธรรมวัตถุนิยม"เป็นเสมือนอาจารย์ของสถาบันสังคมและวัฒนธรรมโลก หรือ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" โดยมีอาจารย์แพทย์ แพทย์ และนักศึกษาแพทย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกศิษย์ตัวน้อยๆผู้ว่านอนสอนง่ายของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" และแล้ว... ทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอน กล่าวคือ อาจารย์แพทย์ก็มัวแต่วิ่งวุ่นเพื่อเรียนรู้และปฏิบัติตาม"กระแสโลก"ตามคำสอนของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก" จนไม่ได้มาใส่ใจในเรื่องคุณธรรมของตนเอง และของลูกศิษย์ ส่งผลให้ตัวอย่างอาจารย์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งซึ่งพอจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาแพทย์ได้ก็มีจำนวนลดน้อยถอยลงไปทุกทีๆ(ในขณะที่มีอาจารย์แพทย์ที่มีความเก่งกาจทางวิชาการมากขึ้นเรื่อยๆ)
จริงๆแล้ว ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงด้วยในที่นี้ คือ บิดามารดา หรือผู้ปกครองของนักศึกษาแพทย์นั่นเอง เพราะบุคคลเหล่านี้มีอิทธิพลสูงในการเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่คุณธรรม แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว บิดามารดา ตลอดจนผู้ปกครองของนักศึกษาแพทย์ ก็ล้วนแต่ประกาศตัวเป็นลูกศิษย์ของ"อาจารย์แห่งกระแสโลก"ไปแล้วแทบทั้งสิ้น อาจจะมีบางคนที่พยายาม"สวนกระแสโลก"จนมาเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็กๆได้ แต่ทว่าเราหาตัวอย่างที่ดีแบบนั้นได้ยากเย็นเหลือเกิน
๔.ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมคุณธรรมและสนับสนุนผู้มีคุณธรรมในองค์กร
การสร้างระบบใดๆในองค์กรนั้น เกิดจากแนวคิดของกลุ่มบุคคลเพียงกลุ่มหนึ่งในองค์กร ซึ่งได้แก่กลุ่มผู้บริหารนั่นเอง ซึ่งกลุ่มผู้บริหารนั้นมาจาก ๒ วิธีการ คือ การเลือกตั้ง และการแต่งตั้งโดยกลุ่มผู้บริหารเดิมนั่นเอง
เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มผู้บริหารเดิม เพราะฉะนั้น แนวคิด และทัศนคติของผู้บริหารรุ่นใหม่และเก่าก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก อาจกล่าวได้ว่า "เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย"ด้วยซ้ำไป และเป็นธรรมดาที่นโยบายขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรมในองค์กรนั้นขึ้นอยู่กับผู้บริหารแทบทั้งหมด ถ้าผู้บริหารใส่ใจในคุณธรรมแล้ว ผู้ที่ประสบความสำเร็จในองค์กรย่อมเป็นผู้มีคุณธรรมสูง ซึ่งบุคคลเหล่านั้นก็จะได้เป็นผู้บริหารที่มีคุณธรรมสูงต่อไปในอนาคต
แต่ปรากฏว่า สังคมไทยได้รับอิทธิพลจาก"อาจารย์แห่งกระแสโลก"ในข้อ ๓. มากเกินไป ทำให้โรงเรียนแพทย์ซึ่งจัดว่าเป็นองค์กรแบบหนึ่งถูกครอบงำโดย"กระแสโลก" ส่งผลให้โรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจแต่เรื่องงานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ และการพัฒนาคุณภาพการบริการกันมากเกินไป จนหลงลืมที่จะให้ความสำคัญกับคุณธรรมมากเท่าที่ควรจะเป็น
ในโรงเรียนแพทย์นั้น ได้มีการจัดประเมินความรู้ความสามารถของนักศึกษาแพทย์กันอย่างเข้มข้นด้วยข้อสอบหลายแบบหลายประเภทเต็มไปหมด แต่ทว่าไม่มีการออกแบบ"ข้อสอบทางคุณธรรม"ที่มีคุณภาพดีพอสำหรับนักศึกษาแพทย์ได้ สาเหตุคงเป็นจาก...
ก.ข้อสอบวัดคุณธรรมออกแบบได้ยากมาก
ข.ข้อสอบวัดคุณธรรมไม่สามารถตรวจสอบคัดกรองความเสแสร้งหลอกลวงของนักศึกษาแพทย์ที่เฉลียวฉลาด แต่ขาดคุณธรรมได้
ดังนั้น ในปัจจุบัน นักศึกษาแพทย์ที่สอบตกด้วยสาเหตุทางคุณธรรมนั้น มักเกิดจากการกระทำความผิดที่เห็นได้ชัด เช่น ไม่เข้าเรียนในห้องเรียน ไม่ไปตรวจผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยนอกหรือตึกผู้ป่วยในตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ส่งรายงานเกี่ยวกับผู้ป่วย มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับอาจารย์ หรือเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน หนีการอยู่เวร ลอกข้อสอบเพื่อน เป็นต้น แต่เราไม่สามารถลงโทษนักศึกษาแพทย์ที่ฉลาด แต่ขาดคุณธรรมอันละเอียดอ่อนกว่านั้นได้ เพราะฉะนั้น เราจะได้พบเห็นนักศึกษาแพทย์ที่ฉลาด แต่ทว่าเห็นแก่ตัว ไม่มีความเสียสละ เห็นแก่เงิน และวัตถุสิ่งของ เดินไปเดินมาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ด้วยความภาคภูมิ และนักศึกษาแพทย์เหล่านี้ก็จะได้ดิบได้ดีในการศึกษาเล่าเรียนกันแทบทุกคน และเรียนจบออกไปด้วยผลการเรียนอันยอดเยี่ยม เป็นที่ชื่นชมของญาติพี่น้องและอาจารย์ และเป็นหน้าเป็นตาให้กับสถาบัน
จากสถานการณ์ดังกล่าว นักศึกษาแพทย์ทั้งหลายก็จะเริ่มเรียนรู้ว่า "คุณธรรม" ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าใดนักในโรงเรียนแพทย์ ดังนั้น แค่ทำข้อสอบให้ได้คะแนนมากๆเข้าไว้ และไม่ทำความผิดร้ายแรงก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตนเองเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตได้ ซึ่งจัดได้ว่า เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งของมนุษย์...และสัตว์โลก
และเมื่อได้นำหลายๆประเด็นที่ได้กล่าวมาทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกันแล้ว จะเห็นว่า คนไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งให้ความสำคัญกับระบบ"ทุนนิยม" "บริโภคนิยม" และ "วัตถุนิยม" มากกว่าคุณธรรมซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ แนวคิดแบบนี้ได้มีผลกระทบต่อระดับปัจเจกบุคคล และครอบครัว รวมทั้งขยายตัวไปถึงองค์กรในสังคมจนถึงระดับประเทศ สำหรับการแก้ไขนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดระดับปัจเจกบุคคล แต่ก็คงต้องเริ่มกันที่หน่วยย่อยไปจนถึงหน่วยใหญ่ของสังคม ดังนี้
๑. บิดามารดาต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการยึดมั่นในคุณธรรมให้บุตรเห็นเป็นแบบอย่าง
๒. ครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษา(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการยึดมั่นในคุณธรรม
๓. องค์กร(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องมีนโยบายสร้างเสริมคุณธรรมในองค์กร และส่งเสริมให้กำลังใจบุคลากรที่ยึดมั่นในคุณธรรม
๔. องค์กร(รวมทั้งโรงเรียนแพทย์)ต้องสนับสนุนให้ผู้มีคุณธรรมเข้ามาเป็นผู้บริหารองค์กร
๕. โรงเรียนแพทย์ต้องพยายามจัดหลักสูตรเพื่อส่งเสริมคุณธรรมในตัวนักศึกษาแพทย์ให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ และไม่ลดละความพยายามในการออกแบบข้อสอบ เพื่อการประเมินผลทางด้านคุณธรรมในตัวนักศึกษาแพทย์อย่างเต็มที่
๖. สังคมต้องให้คุณค่าแก่"คนดี"ให้เท่าเทียมกับ"คนเก่ง" ไม่ใช่เอาแต่ยกยอปอปั้นแต่"คนเก่ง"เพียงฝ่ายเดียว แล้วจัดหารางวัลอันกระจ้อยร่อยมามอบให้แก่"คนดี"เพียงเพื่อรักษาภาพพจน์ขององค์กรไว้แต่เพียงเท่านั้น
๗. ส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้มากขึ้น ลดการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทยมาใช้อย่างไม่ไตร่ตรองให้ดี
๘. สำหรับข้อสุดท้าย ...ยังจำกันได้ไหมครับว่า"พออยู่ พอกิน พอใช้ อย่างพอเพียง"
----------------------------------------------------
วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
การส่งเสริมวงจรชีวิตของหนอนหนังสือเมืองไทย
ในวันหนึ่ง ผมได้รับรู้ว่า คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ ๖ บรรทัดจากสิ่งตีพิมพ์ฉบับหนึ่ง! ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ และน่าเศร้าใจไม่น้อย ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้ คำตอบที่พอจะเกิดขึ้นในหัวสมองของผม คือ...
๑.เป็นเพราะราคาของหนังสือแพงเกินไปหรือเปล่า? เท่าที่ได้คุยกับบรรดาหนอนหนังสือหลายๆคน ส่วนใหญ่จะบอกว่า ราคาหนังสือในปัจจุบันนี้แพงเกินไป นอกจากนี้ คอลัมนิสต์ประจำนิตยสารบางฉบับก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ถึงราคาหนังสือในปัจจุบันว่าแพงเกินไปเช่นกัน สำหรับในมุมมองของผมนั้น ถ้าให้เลือกระหว่างการรับประทานอาหารจนอิ่ม(พอสมควร)สัก ๑ มื้อ กับการเลือกหนังสือสัก ๑ เล่มแล้ว ผมคงต้องเลือกรับประทานอาหาร เพราะว่า ราคาอาหารสำหรับ ๑ มื้อนั้นอยู่ที่ประมาณ ๓๐-๕๐ บาท(ในกรณีที่ซื้ออาหารรับประทาน ไม่ได้ทำอาหารรับประทานเอง) ซึ่งเงินจำนวน ๓๐-๕๐ บาทนั้นในสมัยนี้ยังไม่พอที่จะซื้อนิตยสารรายเดือนที่วางขายอยู่ตามแผงหนังสือทั่วไปด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีหนังสือดีๆที่เขียนโดยนักเขียนที่มีคุณภาพ ซึ่งมีทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย กาพย์กลอน บทความสารคดีต่างๆอันทรงคุณค่า แต่เมื่อมองราคาแล้วก็แทบจะหงายหลัง เพราะหนังสือดีๆเหล่านั้น ส่วนใหญ่มักจะมีราคามากกว่า ๑๕๐ บาทแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะบางเล่มที่มีขนาดใหญ่และมีความหนาหลายร้อยหน้ากระดาษ ก็มักจะมีราคาสูงถึง ๒๐๐-๓๐๐กว่าบาทก็มี ดังนั้น จะเห็นว่า ราคาหนังสือในปัจจุบันก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำรงชีวิตของพวกหนอนหนังสือ รวมทั้งชาวบ้านตาดำๆด้วยครับ
๒.เป็นเพราะห้องสมุดมีน้อยเกินไปหรือเปล่า? เรายังไม่ควรเอาราคาของหนังสือมาเป็นข้อกล่าวอ้างที่จะทำให้ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ จริงๆแล้ว เรายังมีทางเลือกอยู่อีกทางหนึ่ง คือการใช้บริการห้องสมุด อย่างไรก็ตาม ถ้าลองมาคิดกันดูว่า ถ้าคุณไม่มีบ้าน หรือที่พักอยู่ในเขตจังหวัดกรุงเทพฯแล้ว คุณจะไปเข้าห้องสมุดที่ไหน? ผมขออนุญาตที่จะไม่กล่าวถึงห้องสมุดที่มีอยู่มากมายหลายแห่งในจังหวัดกรุงเทพฯ แต่ผมจะขอเน้นถึงเฉพาะห้องสมุดที่มีอยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งผมเคยมีประสบการณ์ในการเข้าไปใช้บริการในห้องสมุดเหล่านี้ และถ้าให้วิจารณ์กันตามเนื้อผ้าแล้ว จำนวนห้องสมุดในต่างจังหวัดนั้นมีอยู่น้อยมาก ถ้าไม่นับรวมห้องสมุดที่จำเป็นต้องมีอยู่ในโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็พอจะนึกถึงห้องสมุดเพิ่มขึ้นมาได้อีกเล็กน้อย นั่นคือ ห้องสมุดประชาชน ซึ่งก็มีอยู่แค่อำเภอละไม่กี่แห่งเท่านั้น
ทีนี้ เราลองมาสำรวจดูหนังสือในห้องสมุดประชาชนกันบ้างว่า มีหนังสือประเภทใดอยู่บ้าง ซึ่งก็พบว่า หนังสือในห้องสมุดประชาชนส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก่าๆที่ได้รับบริจาคจากประชาชน และองค์กรของภาครัฐและเอกชนต่างๆ สัดส่วนของหนังสือใหม่มีน้อยมาก โดยรวมแล้วขาดซึ่งความน่าดึงดูดใจให้ประชาชนทั่วไปอยากเข้าไปใช้บริการ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าให้เปรียบเทียบห้องสมุดประชาชน กับร้านหนังสือขนาดใหญ่ในตัวจังหวัดที่มีปริมาณหนังสือและนิตยสารใหม่ๆหลากหลาย และมีจำนวนมากแล้ว จะเห็นได้ชัดว่ามีประชาชนไปยืนอ่าน(รวมทั้งนั่งอ่าน)หนังสือมากกว่าประชาชนที่ไปใช้บริการห้องสมุดประชาชนเสียอีก
๓.เป็นเพราะคนไทยขาดวัฒนธรรมการอ่านหรือเปล่า? มีข้อสังเกตง่ายๆคือ เวลาที่คนไทยมีช่วงเวลาที่ว่างนั้น คนไทยส่วนน้อยมากจะเอาเวลานั้นมาอ่านหนังสือ ซึ่งสังเกตได้จากช่วงเวลาว่างระหว่างรอรถโดยสาร หรือรถไฟออกจากสถานี รอเครื่องบินออก รอภาพยนตร์ฉาย รอเพื่อนที่นัดไว้ รอตรวจกับแพทย์ที่คลินิก หรือโรงพยาบาล รอคิวเพื่อทำธุระต่างๆในสถานที่ราชการ รวมทั้งธนาคาร เป็นต้น เท่าที่สังเกตได้นั้น คนไทยส่วนใหญ่จะมีกิจกรรมขณะรอได้แก่ การคุยโทรศัพท์มือถือ การเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน การพูดคุย(รวมทั้งนินทาชาวบ้าน) การดูโทรทัศน์(สาธารณะ) การกิน...กิน...และกิน รวมทั้งการนั่งเฉยๆ(ไม่รู้จะทำอะไรดี) จนกระทังนั่งหลับ(ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆแล้วนะจ๊ะ) ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้แตกต่างจากประเทศแถบเอเชียบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อมีเวลาว่างเมื่อไหร่แล้ว คนญี่ปุ่นจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทันที
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ คงสืบเนื่องมาจากรากเหง้าวัฒนธรรมไทยที่ขาดส่วนกระตุ้น หรือส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่าน คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจและความเชื่อว่า การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมตลอดจนหน้าที่ของนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น คนไทยส่วนใหญ่ยังให้คุณค่าแก่การอ่านหนังสือค่อนข้างต่ำ บ้างก็มองว่าการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมของ"เด็กเรียนผู้ซื่อบื้อ" บ้างก็มองว่าเป็นกิจกรรมที่ดูไม่โก้เก๋ และเทียบไม่ได้กับความโก้เก๋อันเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การอ่านหนังสือทำให้เกิดภาพลักษณ์ต่อผู้อ่านในเชิงลบได้อย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือ ทำให้ผู้อ่านหนังสือดูขาดความเท่ ความโก้เก๋ และขาดความทันสมัย ใช่แล้วครับ... สมัยนี้ เขาค้นคว้าหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตกันแล้ว ห้องสมุดดูมีคุณค่าน้อยลง แล้วยังมีบางคนทำนายว่า หนังสือกำลังจะสูญพันธุ์! เพราะมีซีดีรอมและดีวีดีรอมซึ่งมีความจุข้อมูลมากกว่าหนังสือหลายร้อยเท่าตัว รวมทั้งมี"อีบุคส์"เผยแพร่และจำหน่ายในอินเตอร์เน็ตมากมาย แต่ถ้ามองกันให้ถ้วนถี่และลึกซึ้งแล้ว เราควรจะตระหนักว่า "คุณค่า" ไม่จำเป็นต้องคู่กับ"ความทันสมัย" "ความเท่" และ "เทคโนโลยี" เสมอไป ในมุมมองของผมนั้น "หนังสือ"ยังเป็นสื่อที่คลาสสิคและมีความ"ขลัง"ในตัวของมันเองเสมอ และจะทรงคุณค่าอยู่คู่โลกนี้ตลอดไปครับ
๔.เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่หรือเปล่า? ความยากจนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอ่านหนังสือ กล่าวคือ
๔.๑. คนยากจนส่วนใหญ่มักมีการศึกษาต่ำ และมีอัตราการไม่รู้หนังสือสูง ดังนั้น คนไม่รู้หนังสือย่อมไม่อ่านหนังสือเป็นธรรมดา
๔.๒. คนยากจนส่วนใหญ่ก็ต้องทำงานใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ ถึงจะรู้หนังสือ แต่ก็คงไม่มีเวลามาอ่านหนังสือ เพราะใช้เวลาจนหมดไปกับการทำมาหากินเป็นส่วนใหญ่(แต่ก็ยังไม่ค่อยจะพอกินอยู่ดี)
๔.๓. คนยากจนส่วนใหญ่ไม่สามารถส่งเสียให้บุตรหลานของตน เรียนหนังสือในระบบการศึกษาภาคบังคับได้ เพราะว่าไม่มีเงินพอจะซื้อข้าวของรวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนได้ เช่น ค่าตำราเรียน ค่าชุดนักเรียน ค่าเครื่องเขียน ค่าทัศนศึกษา เป็นต้น ทำให้เกิดการสืบทอด"วัฒนธรรมการไม่รู้หนังสือและการไม่อ่านหนังสือ" ไปสู่รุ่นลูกและรุ่นหลานต่อไปได้ไม่รู้จบ
๔.๔.แนวคิดแบบ"บริโภคนิยม"ทำให้คนที่มีฐานะพออยู่พอกินนั้นสนใจแต่การแสวงหาวัตถุอันแสดงฐานะของตนเองและครอบครัว เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า เป็นต้น จนแทบไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อ"หนังสือดีๆ"สักเล่ม
และเมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมีข้อเสนอที่อาจจะช่วยให้คนไทยอ่านหนังสือกันมากกว่านี้ โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ
๑.ในส่วนของ"หนังสือ"
๑.๑. ลดราคาหนังสือให้ถูกลงกว่านี้ ไม่ใช่มาลดราคากันเป็นพิเศษเฉพาะในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเท่านั้น
๑.๒. เพิ่มจำนวนหนังสือในห้องสมุดประชาชน และเพิ่มจำนวนห้องสมุดประชาชนให้มากกว่านี้
๑.๓. จัดให้มีโครงการควบคุมคุณภาพของห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ
๑.๔. กำหนดให้มีนโยบายระดับชาติเพื่อส่งเสริมและช่วยเหลืออาชีพนักเขียนและผู้ผลิตหนังสือให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อช่วยในการลดต้นทุนในการผลิตหนังสือและนิตยสาร
๑.๕. ...(ให้ท่านผู้อ่านช่วยคิดและเติมข้อความให้ด้วยครับ)...
๒.ในส่วนของ"คนไทย"
๒.๑. ปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยให้รักการอ่านจนเป็นนิสัย และเป็นกิจวัตรประจำวัน
๒.๒. ส่งเสริมให้มีการมอบหนังสือให้เป็นของขวัญแทนสิ่งของอย่างอื่นในช่วงเทศกาลสำคัญ
๒.๓. ปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาของคนไทยให้ครูอาจารย์ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเองจากการอ่านให้มากขึ้น ไม่ใช่เน้นแต่การป้อนความรู้ให้นักเรียนนักศึกษา จนกระทั่งเกิดความคิดที่ว่า "เพียงแค่ตั้งใจเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวก็เรียนเก่งได้โดยไม่ต้องอ่านตำราเพิ่มเติมอีก"(เอ!...เคยได้ยินคำพูดนี้จากที่ไหนนะ?)
๒.๔. แก้ปัญหาความยากจนของคนไทย และส่งเสริมระบบการศึกษาภาคบังคับ
๒.๕. ...(ให้ท่านผู้อ่านช่วยคิดและเติมข้อความให้ด้วยครับ)...
ผมอยากให้ท่านทั้งหลายช่วยกันเติมข้อความให้มากที่สุด แล้วช่วยกันนำไปปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยอ่านหนังสือกันปีละมากกว่า ๖ บรรทัดแล้ว ประเทศไทยคงจะเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านวัตถุและจิตวิญญาณมากกว่านี้แน่นอนครับ
๑.เป็นเพราะราคาของหนังสือแพงเกินไปหรือเปล่า? เท่าที่ได้คุยกับบรรดาหนอนหนังสือหลายๆคน ส่วนใหญ่จะบอกว่า ราคาหนังสือในปัจจุบันนี้แพงเกินไป นอกจากนี้ คอลัมนิสต์ประจำนิตยสารบางฉบับก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ถึงราคาหนังสือในปัจจุบันว่าแพงเกินไปเช่นกัน สำหรับในมุมมองของผมนั้น ถ้าให้เลือกระหว่างการรับประทานอาหารจนอิ่ม(พอสมควร)สัก ๑ มื้อ กับการเลือกหนังสือสัก ๑ เล่มแล้ว ผมคงต้องเลือกรับประทานอาหาร เพราะว่า ราคาอาหารสำหรับ ๑ มื้อนั้นอยู่ที่ประมาณ ๓๐-๕๐ บาท(ในกรณีที่ซื้ออาหารรับประทาน ไม่ได้ทำอาหารรับประทานเอง) ซึ่งเงินจำนวน ๓๐-๕๐ บาทนั้นในสมัยนี้ยังไม่พอที่จะซื้อนิตยสารรายเดือนที่วางขายอยู่ตามแผงหนังสือทั่วไปด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีหนังสือดีๆที่เขียนโดยนักเขียนที่มีคุณภาพ ซึ่งมีทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย กาพย์กลอน บทความสารคดีต่างๆอันทรงคุณค่า แต่เมื่อมองราคาแล้วก็แทบจะหงายหลัง เพราะหนังสือดีๆเหล่านั้น ส่วนใหญ่มักจะมีราคามากกว่า ๑๕๐ บาทแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะบางเล่มที่มีขนาดใหญ่และมีความหนาหลายร้อยหน้ากระดาษ ก็มักจะมีราคาสูงถึง ๒๐๐-๓๐๐กว่าบาทก็มี ดังนั้น จะเห็นว่า ราคาหนังสือในปัจจุบันก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำรงชีวิตของพวกหนอนหนังสือ รวมทั้งชาวบ้านตาดำๆด้วยครับ
๒.เป็นเพราะห้องสมุดมีน้อยเกินไปหรือเปล่า? เรายังไม่ควรเอาราคาของหนังสือมาเป็นข้อกล่าวอ้างที่จะทำให้ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ จริงๆแล้ว เรายังมีทางเลือกอยู่อีกทางหนึ่ง คือการใช้บริการห้องสมุด อย่างไรก็ตาม ถ้าลองมาคิดกันดูว่า ถ้าคุณไม่มีบ้าน หรือที่พักอยู่ในเขตจังหวัดกรุงเทพฯแล้ว คุณจะไปเข้าห้องสมุดที่ไหน? ผมขออนุญาตที่จะไม่กล่าวถึงห้องสมุดที่มีอยู่มากมายหลายแห่งในจังหวัดกรุงเทพฯ แต่ผมจะขอเน้นถึงเฉพาะห้องสมุดที่มีอยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งผมเคยมีประสบการณ์ในการเข้าไปใช้บริการในห้องสมุดเหล่านี้ และถ้าให้วิจารณ์กันตามเนื้อผ้าแล้ว จำนวนห้องสมุดในต่างจังหวัดนั้นมีอยู่น้อยมาก ถ้าไม่นับรวมห้องสมุดที่จำเป็นต้องมีอยู่ในโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็พอจะนึกถึงห้องสมุดเพิ่มขึ้นมาได้อีกเล็กน้อย นั่นคือ ห้องสมุดประชาชน ซึ่งก็มีอยู่แค่อำเภอละไม่กี่แห่งเท่านั้น
ทีนี้ เราลองมาสำรวจดูหนังสือในห้องสมุดประชาชนกันบ้างว่า มีหนังสือประเภทใดอยู่บ้าง ซึ่งก็พบว่า หนังสือในห้องสมุดประชาชนส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก่าๆที่ได้รับบริจาคจากประชาชน และองค์กรของภาครัฐและเอกชนต่างๆ สัดส่วนของหนังสือใหม่มีน้อยมาก โดยรวมแล้วขาดซึ่งความน่าดึงดูดใจให้ประชาชนทั่วไปอยากเข้าไปใช้บริการ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าให้เปรียบเทียบห้องสมุดประชาชน กับร้านหนังสือขนาดใหญ่ในตัวจังหวัดที่มีปริมาณหนังสือและนิตยสารใหม่ๆหลากหลาย และมีจำนวนมากแล้ว จะเห็นได้ชัดว่ามีประชาชนไปยืนอ่าน(รวมทั้งนั่งอ่าน)หนังสือมากกว่าประชาชนที่ไปใช้บริการห้องสมุดประชาชนเสียอีก
๓.เป็นเพราะคนไทยขาดวัฒนธรรมการอ่านหรือเปล่า? มีข้อสังเกตง่ายๆคือ เวลาที่คนไทยมีช่วงเวลาที่ว่างนั้น คนไทยส่วนน้อยมากจะเอาเวลานั้นมาอ่านหนังสือ ซึ่งสังเกตได้จากช่วงเวลาว่างระหว่างรอรถโดยสาร หรือรถไฟออกจากสถานี รอเครื่องบินออก รอภาพยนตร์ฉาย รอเพื่อนที่นัดไว้ รอตรวจกับแพทย์ที่คลินิก หรือโรงพยาบาล รอคิวเพื่อทำธุระต่างๆในสถานที่ราชการ รวมทั้งธนาคาร เป็นต้น เท่าที่สังเกตได้นั้น คนไทยส่วนใหญ่จะมีกิจกรรมขณะรอได้แก่ การคุยโทรศัพท์มือถือ การเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน การพูดคุย(รวมทั้งนินทาชาวบ้าน) การดูโทรทัศน์(สาธารณะ) การกิน...กิน...และกิน รวมทั้งการนั่งเฉยๆ(ไม่รู้จะทำอะไรดี) จนกระทังนั่งหลับ(ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆแล้วนะจ๊ะ) ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้แตกต่างจากประเทศแถบเอเชียบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อมีเวลาว่างเมื่อไหร่แล้ว คนญี่ปุ่นจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทันที
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ คงสืบเนื่องมาจากรากเหง้าวัฒนธรรมไทยที่ขาดส่วนกระตุ้น หรือส่งเสริมให้มีนิสัยรักการอ่าน คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจและความเชื่อว่า การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมตลอดจนหน้าที่ของนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น คนไทยส่วนใหญ่ยังให้คุณค่าแก่การอ่านหนังสือค่อนข้างต่ำ บ้างก็มองว่าการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมของ"เด็กเรียนผู้ซื่อบื้อ" บ้างก็มองว่าเป็นกิจกรรมที่ดูไม่โก้เก๋ และเทียบไม่ได้กับความโก้เก๋อันเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การอ่านหนังสือทำให้เกิดภาพลักษณ์ต่อผู้อ่านในเชิงลบได้อย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือ ทำให้ผู้อ่านหนังสือดูขาดความเท่ ความโก้เก๋ และขาดความทันสมัย ใช่แล้วครับ... สมัยนี้ เขาค้นคว้าหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตกันแล้ว ห้องสมุดดูมีคุณค่าน้อยลง แล้วยังมีบางคนทำนายว่า หนังสือกำลังจะสูญพันธุ์! เพราะมีซีดีรอมและดีวีดีรอมซึ่งมีความจุข้อมูลมากกว่าหนังสือหลายร้อยเท่าตัว รวมทั้งมี"อีบุคส์"เผยแพร่และจำหน่ายในอินเตอร์เน็ตมากมาย แต่ถ้ามองกันให้ถ้วนถี่และลึกซึ้งแล้ว เราควรจะตระหนักว่า "คุณค่า" ไม่จำเป็นต้องคู่กับ"ความทันสมัย" "ความเท่" และ "เทคโนโลยี" เสมอไป ในมุมมองของผมนั้น "หนังสือ"ยังเป็นสื่อที่คลาสสิคและมีความ"ขลัง"ในตัวของมันเองเสมอ และจะทรงคุณค่าอยู่คู่โลกนี้ตลอดไปครับ
๔.เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่หรือเปล่า? ความยากจนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอ่านหนังสือ กล่าวคือ
๔.๑. คนยากจนส่วนใหญ่มักมีการศึกษาต่ำ และมีอัตราการไม่รู้หนังสือสูง ดังนั้น คนไม่รู้หนังสือย่อมไม่อ่านหนังสือเป็นธรรมดา
๔.๒. คนยากจนส่วนใหญ่ก็ต้องทำงานใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ ถึงจะรู้หนังสือ แต่ก็คงไม่มีเวลามาอ่านหนังสือ เพราะใช้เวลาจนหมดไปกับการทำมาหากินเป็นส่วนใหญ่(แต่ก็ยังไม่ค่อยจะพอกินอยู่ดี)
๔.๓. คนยากจนส่วนใหญ่ไม่สามารถส่งเสียให้บุตรหลานของตน เรียนหนังสือในระบบการศึกษาภาคบังคับได้ เพราะว่าไม่มีเงินพอจะซื้อข้าวของรวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนได้ เช่น ค่าตำราเรียน ค่าชุดนักเรียน ค่าเครื่องเขียน ค่าทัศนศึกษา เป็นต้น ทำให้เกิดการสืบทอด"วัฒนธรรมการไม่รู้หนังสือและการไม่อ่านหนังสือ" ไปสู่รุ่นลูกและรุ่นหลานต่อไปได้ไม่รู้จบ
๔.๔.แนวคิดแบบ"บริโภคนิยม"ทำให้คนที่มีฐานะพออยู่พอกินนั้นสนใจแต่การแสวงหาวัตถุอันแสดงฐานะของตนเองและครอบครัว เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า เป็นต้น จนแทบไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อ"หนังสือดีๆ"สักเล่ม
และเมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมีข้อเสนอที่อาจจะช่วยให้คนไทยอ่านหนังสือกันมากกว่านี้ โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ
๑.ในส่วนของ"หนังสือ"
๑.๑. ลดราคาหนังสือให้ถูกลงกว่านี้ ไม่ใช่มาลดราคากันเป็นพิเศษเฉพาะในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเท่านั้น
๑.๒. เพิ่มจำนวนหนังสือในห้องสมุดประชาชน และเพิ่มจำนวนห้องสมุดประชาชนให้มากกว่านี้
๑.๓. จัดให้มีโครงการควบคุมคุณภาพของห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ
๑.๔. กำหนดให้มีนโยบายระดับชาติเพื่อส่งเสริมและช่วยเหลืออาชีพนักเขียนและผู้ผลิตหนังสือให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดนโยบายเพื่อช่วยในการลดต้นทุนในการผลิตหนังสือและนิตยสาร
๑.๕. ...(ให้ท่านผู้อ่านช่วยคิดและเติมข้อความให้ด้วยครับ)...
๒.ในส่วนของ"คนไทย"
๒.๑. ปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยให้รักการอ่านจนเป็นนิสัย และเป็นกิจวัตรประจำวัน
๒.๒. ส่งเสริมให้มีการมอบหนังสือให้เป็นของขวัญแทนสิ่งของอย่างอื่นในช่วงเทศกาลสำคัญ
๒.๓. ปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาของคนไทยให้ครูอาจารย์ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเองจากการอ่านให้มากขึ้น ไม่ใช่เน้นแต่การป้อนความรู้ให้นักเรียนนักศึกษา จนกระทั่งเกิดความคิดที่ว่า "เพียงแค่ตั้งใจเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวก็เรียนเก่งได้โดยไม่ต้องอ่านตำราเพิ่มเติมอีก"(เอ!...เคยได้ยินคำพูดนี้จากที่ไหนนะ?)
๒.๔. แก้ปัญหาความยากจนของคนไทย และส่งเสริมระบบการศึกษาภาคบังคับ
๒.๕. ...(ให้ท่านผู้อ่านช่วยคิดและเติมข้อความให้ด้วยครับ)...
ผมอยากให้ท่านทั้งหลายช่วยกันเติมข้อความให้มากที่สุด แล้วช่วยกันนำไปปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยอ่านหนังสือกันปีละมากกว่า ๖ บรรทัดแล้ว ประเทศไทยคงจะเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านวัตถุและจิตวิญญาณมากกว่านี้แน่นอนครับ
วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555
อหังการกับดาราศาสตร์
ในวัยเด็ก คนเราใฝ่ฝันอยากจะเป็นโน่นเป็นนี่แตกต่างกันไป บางคนอยากเป็นตำรวจ ทหาร ช่วยปกป้องประชาชน และประเทศชาติ บางคนอยากเป็นครูอาจารย์ถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียน บางคนอยากเป็นแพทย์ พยาบาล เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน แต่คงมีน้อยคนที่อยากเป็นชาวนา และคงจะมีบ้างที่อยากเป็น"นักดาราศาสตร์"
สำหรับผู้ที่สนใจใน"ดาราศาสตร์"นั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะรู้จักมักจี่กับ"คนที่ชอบดูดาว"(ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นนักดาราศาสตร์ก็ได้) ซึ่งเปรียบได้กับอัจฉริยะทางดนตรีที่มักมีพ่อแม่เป็นนักดนตรีด้วย ความสนใจในดาราศาสตร์นั้นอาจเกิดจากการอยากรู้อยากเห็นอันเป็นลักษณะโดยทั่วไปของเด็กๆอยู่แล้ว โดยเรามักจะมีคำถามสำคัญเกิดขึ้นในหัวสมองก็คือ มีมนุษย์โลกอยู่ในจักรวาลเท่านั้นจริงๆหรือ?
วันเวลาผ่านไป เด็กๆเหล่านั้นได้หมั่นศึกษาโดยเริ่มจากส่วนที่เล็กที่สุด คือ โลกมนุษย์ของเรา ไปสู่ส่วนที่กว้างใหญ่ขึ้น อันได้แก่ "ระบบสุริยจักรวาล" และใหญ่ขึ้นอีกเป็น"กาแล็กซี่" และ"เอกภพ" ตามลำดับ เมื่อศึกษามาจนถึงส่วนที่กว้างใหญ่ที่สุดอันได้แก่ "เอกภพ" แล้ว หลายคนจะเริ่มเข้าใจ และเข้าถึงบางสิ่งบางอย่าง...
ผมขอพลิกไปยังอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป เป็นเหตุการณ์ในงานราตรีสโมสรที่รวมเอาบรรดาอัจฉริยบุคคลทั้งแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์มารวมไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง และคุณก็คือแขกรับเชิญคนสำคัญคนหนึ่งในงานนี้ เพียงแต่คุณคือ บุคคลธรรมดาที่แต่งกายได้อย่างเหมาะสมตามประเพณีนิยม คุณค่อยๆเดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มอัจฉริยบุคคลเหล่านั้น คุณคงจะได้ยินสรรพสำเนียงและคำพูดโอ้อวดสรรพคุณของตนเองพรั่งพรูเต็มสองรูหูของคุณจนมึนงงไปหมด ใช่แล้วครับ! ท่านอัจฉริยบุคคลเหล่านี้ได้ผ่านการศึกษาค้นคว้าวิจัยมาอย่างหนัก ใช้เวลาหลายสิบปี กว่าจะได้บทสรุปอันเป็นงานวิจัยอันยอดเยี่ยมซึ่งสามารถ"เปลี่ยนโลก"ได้ ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ที่มนุษย์เพียงไม่กี่คนจะสามารถทำให้โลกมนุษย์ของเราเจริญก้าวหน้าได้ถึงเพียงนี้ และผมก็พอจะบอกได้ว่า ท่านอัจฉริยบุคคลเหล่านั้น คงรู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง จนหัวใจพองโตคับหน้าอก และคงรู้สึกว่าตนเองเป็น"บุคคลพิเศษ"ซึ่งมีสถานะอยู่เหนือผู้อื่น ประดุจว่ามีร่างกายใหญ่โตจนคับโลก
คุณคงจะเห็นแล้วว่า ณ จุดนี้ได้เกิด"ชนชั้น"ทางสังคมขึ้นมา เนื่องด้วยมีคนกลุ่มหนึ่งที่คิดว่า ตัวเองยิ่งใหญ่มาก(แน่นอน...เขามีความสุขมากที่ได้คิดอย่างนั้น) แต่ก่อนอื่น ขออนุญาตพาท่านมองย้อนกลับไปในประเด็นที่ว่า ถ้าคุณมีความสนิทสนมกับ"ดาราศาสตร์"อย่างลึกซึ้งแล้ว คุณน่าจะมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนไม่เคยตระหนักเลย ผมมั่นใจว่าคนที่สนใจดาราศาสตร์ ย่อมมองเห็นความเป็น"เศษธุลี"ของมนุษย์โลก มองเห็นภาพ"เอกภพ"อันกว้างใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วย"กาแล็กซี่"จำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งในแต่ละ"กาแล็กซี่"ก็ประกอบไปด้วย"ระบบสุริยจักรวาล"เหลือคณานับ ยังไม่หมดครับ "ระบบสุริยจักรวาล"ของเราก็ประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ทั้งหมด ๘ ดวง(ในปัจจุบันนี้ เราไม่นับดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ดวงที่๙ในระบบสุริยจักรวาลของเราแล้ว) ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ "โลกมนุษย์"ของเรานั่นเอง
เห็นไหมครับว่า ถึงคุณจะครองโลกได้ หรือได้เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม คงจะเปรียบเทียบได้ว่า คุณเป็นเจ้าของเม็ดทรายเพียงแค่เม็ดเดียวในหาดทรายอันกว้างใหญ่หลายพันแห่ง คราวนี้คงจะเห็นแล้วนะครับว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของเม็ดทรายเพียงแค่เม็ดเดียวนั้นไม่ได้มีความแตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของเม็ดทรายเลยแม้แต่เม็ดเดียว จิตใจของเราเองต่างหากที่หลงปรุงแต่งสถานะตลอดจน"ชนชั้น"ขึ้นมา แล้วทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมขึ้น วุ่นวายอย่างไรหรือครับ? กล่าวคือ กลุ่ม"ชนชั้นสูง"ได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าคนธรรมดาสามัญอย่างชัดเจน และนำไปสู่"ความอยุติธรรม"ในสังคม นอกจากนั้น ยังมีประเด็นสำคัญในแง่การบริหารจัดการ กล่าวคือ กลุ่มชนชั้นสูงเหล่านั้นย่อมเกิด"อหังการ"ว่า ความคิดของตนนั้นถูกต้องเหมาะสม และไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน ซึ่งทำให้เกิดความล้มเหลวในการทำงานเป็นทีม ถ้ามองรวมทั้ง ๒ ประเด็น คือ ความอยุติธรรม และความอหังการแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ ความแตกแยกของคนในสังคม ซึ่งพอจะตอบคำถามที่ว่า ทำไมอัจฉริยบุคคลเต็มบ้านเต็มเมือง แต่โลกกลับดำเนินไปในทางที่แย่ลงๆโดยมองจากภาพรวม ผมไม่เถียงว่า เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า แต่เราคงต้องมองในส่วนของสังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง จริยธรรม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจด้วย ซึ่งถ้าโลกเรามีทีมที่ประกอบไปด้วยบุคคลผู้ไม่มีความอหังการมาช่วยวางแผนพัฒนา และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างคงดีขึ้นอย่างแน่นอน
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น คงพอจะทำให้คุณมองเห็นได้ว่า"อหังการ"เกี่ยวข้องกับ"ดาราศาสตร์"ได้อย่างไร หวังว่า เมื่อคุณได้อ่านข้อเขียนนี้จบลงแล้ว คงจะมีผู้ที่สนใจอยากจะดูดาวกันมากขึ้นนะครับ ก่อนจากกัน ขอฝากคำขวัญสั้นๆไว้ว่า"ดูดาววันละนิด พลิกความคิด ปิดประตูอหังการ"
สำหรับผู้ที่สนใจใน"ดาราศาสตร์"นั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะรู้จักมักจี่กับ"คนที่ชอบดูดาว"(ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นนักดาราศาสตร์ก็ได้) ซึ่งเปรียบได้กับอัจฉริยะทางดนตรีที่มักมีพ่อแม่เป็นนักดนตรีด้วย ความสนใจในดาราศาสตร์นั้นอาจเกิดจากการอยากรู้อยากเห็นอันเป็นลักษณะโดยทั่วไปของเด็กๆอยู่แล้ว โดยเรามักจะมีคำถามสำคัญเกิดขึ้นในหัวสมองก็คือ มีมนุษย์โลกอยู่ในจักรวาลเท่านั้นจริงๆหรือ?
วันเวลาผ่านไป เด็กๆเหล่านั้นได้หมั่นศึกษาโดยเริ่มจากส่วนที่เล็กที่สุด คือ โลกมนุษย์ของเรา ไปสู่ส่วนที่กว้างใหญ่ขึ้น อันได้แก่ "ระบบสุริยจักรวาล" และใหญ่ขึ้นอีกเป็น"กาแล็กซี่" และ"เอกภพ" ตามลำดับ เมื่อศึกษามาจนถึงส่วนที่กว้างใหญ่ที่สุดอันได้แก่ "เอกภพ" แล้ว หลายคนจะเริ่มเข้าใจ และเข้าถึงบางสิ่งบางอย่าง...
ผมขอพลิกไปยังอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป เป็นเหตุการณ์ในงานราตรีสโมสรที่รวมเอาบรรดาอัจฉริยบุคคลทั้งแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์มารวมไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง และคุณก็คือแขกรับเชิญคนสำคัญคนหนึ่งในงานนี้ เพียงแต่คุณคือ บุคคลธรรมดาที่แต่งกายได้อย่างเหมาะสมตามประเพณีนิยม คุณค่อยๆเดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มอัจฉริยบุคคลเหล่านั้น คุณคงจะได้ยินสรรพสำเนียงและคำพูดโอ้อวดสรรพคุณของตนเองพรั่งพรูเต็มสองรูหูของคุณจนมึนงงไปหมด ใช่แล้วครับ! ท่านอัจฉริยบุคคลเหล่านี้ได้ผ่านการศึกษาค้นคว้าวิจัยมาอย่างหนัก ใช้เวลาหลายสิบปี กว่าจะได้บทสรุปอันเป็นงานวิจัยอันยอดเยี่ยมซึ่งสามารถ"เปลี่ยนโลก"ได้ ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ที่มนุษย์เพียงไม่กี่คนจะสามารถทำให้โลกมนุษย์ของเราเจริญก้าวหน้าได้ถึงเพียงนี้ และผมก็พอจะบอกได้ว่า ท่านอัจฉริยบุคคลเหล่านั้น คงรู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง จนหัวใจพองโตคับหน้าอก และคงรู้สึกว่าตนเองเป็น"บุคคลพิเศษ"ซึ่งมีสถานะอยู่เหนือผู้อื่น ประดุจว่ามีร่างกายใหญ่โตจนคับโลก
คุณคงจะเห็นแล้วว่า ณ จุดนี้ได้เกิด"ชนชั้น"ทางสังคมขึ้นมา เนื่องด้วยมีคนกลุ่มหนึ่งที่คิดว่า ตัวเองยิ่งใหญ่มาก(แน่นอน...เขามีความสุขมากที่ได้คิดอย่างนั้น) แต่ก่อนอื่น ขออนุญาตพาท่านมองย้อนกลับไปในประเด็นที่ว่า ถ้าคุณมีความสนิทสนมกับ"ดาราศาสตร์"อย่างลึกซึ้งแล้ว คุณน่าจะมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนไม่เคยตระหนักเลย ผมมั่นใจว่าคนที่สนใจดาราศาสตร์ ย่อมมองเห็นความเป็น"เศษธุลี"ของมนุษย์โลก มองเห็นภาพ"เอกภพ"อันกว้างใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วย"กาแล็กซี่"จำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งในแต่ละ"กาแล็กซี่"ก็ประกอบไปด้วย"ระบบสุริยจักรวาล"เหลือคณานับ ยังไม่หมดครับ "ระบบสุริยจักรวาล"ของเราก็ประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ทั้งหมด ๘ ดวง(ในปัจจุบันนี้ เราไม่นับดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ดวงที่๙ในระบบสุริยจักรวาลของเราแล้ว) ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ "โลกมนุษย์"ของเรานั่นเอง
เห็นไหมครับว่า ถึงคุณจะครองโลกได้ หรือได้เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม คงจะเปรียบเทียบได้ว่า คุณเป็นเจ้าของเม็ดทรายเพียงแค่เม็ดเดียวในหาดทรายอันกว้างใหญ่หลายพันแห่ง คราวนี้คงจะเห็นแล้วนะครับว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของเม็ดทรายเพียงแค่เม็ดเดียวนั้นไม่ได้มีความแตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของเม็ดทรายเลยแม้แต่เม็ดเดียว จิตใจของเราเองต่างหากที่หลงปรุงแต่งสถานะตลอดจน"ชนชั้น"ขึ้นมา แล้วทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมขึ้น วุ่นวายอย่างไรหรือครับ? กล่าวคือ กลุ่ม"ชนชั้นสูง"ได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าคนธรรมดาสามัญอย่างชัดเจน และนำไปสู่"ความอยุติธรรม"ในสังคม นอกจากนั้น ยังมีประเด็นสำคัญในแง่การบริหารจัดการ กล่าวคือ กลุ่มชนชั้นสูงเหล่านั้นย่อมเกิด"อหังการ"ว่า ความคิดของตนนั้นถูกต้องเหมาะสม และไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน ซึ่งทำให้เกิดความล้มเหลวในการทำงานเป็นทีม ถ้ามองรวมทั้ง ๒ ประเด็น คือ ความอยุติธรรม และความอหังการแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ ความแตกแยกของคนในสังคม ซึ่งพอจะตอบคำถามที่ว่า ทำไมอัจฉริยบุคคลเต็มบ้านเต็มเมือง แต่โลกกลับดำเนินไปในทางที่แย่ลงๆโดยมองจากภาพรวม ผมไม่เถียงว่า เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า แต่เราคงต้องมองในส่วนของสังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง จริยธรรม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจด้วย ซึ่งถ้าโลกเรามีทีมที่ประกอบไปด้วยบุคคลผู้ไม่มีความอหังการมาช่วยวางแผนพัฒนา และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างคงดีขึ้นอย่างแน่นอน
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น คงพอจะทำให้คุณมองเห็นได้ว่า"อหังการ"เกี่ยวข้องกับ"ดาราศาสตร์"ได้อย่างไร หวังว่า เมื่อคุณได้อ่านข้อเขียนนี้จบลงแล้ว คงจะมีผู้ที่สนใจอยากจะดูดาวกันมากขึ้นนะครับ ก่อนจากกัน ขอฝากคำขวัญสั้นๆไว้ว่า"ดูดาววันละนิด พลิกความคิด ปิดประตูอหังการ"
วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ห้องหมายเลข ๔
คำแนะนำก่อนการอ่าน
๑.ถ้าผู้อ่านมีอายุน้อยกว่า ๑๕ ปี ผู้ปกครองควรพิจารณาให้คำแนะนำในการอ่าน
๒.ข้อความที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวหนาและถูกขีดฆ่า คือ สิ่งที่ตัวละครคิดและอยากพูด แต่ไม่กล้าพูดออกมา
๓.กรุณาอย่าหลอกตัวเอง และควรทำใจให้ยอมรับความเป็นจริงในสังคมกันบ้าง แต่ถ้าคุณไม่สามารถยอมรับได้แล้วละก็... ให้อ่านเฉพาะข้อความตรงที่ไม่ถูกขีดฆ่าก็ได้
๔.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น ตัวละครทั้งหมดในเรื่องเป็นตัวละครที่ถูกสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น
วันที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๘
เวลา ๑๔.๓๘ น.
ณ บริเวณหน้าห้องสอบสัมภาษณ์หมายเลข ๔ ของคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่ง "สมชาย"คือผู้โชคดีคนหนึ่งที่ใช้ความมานะบากบั่นฝ่าฟันการสอบอันแสนหฤโหด จนสอบได้คณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันที่มีคนอยากเรียนมากเป็นอันดับที่ ๑ ของประเทศไทย สีหน้าและท่าทางของเขาแสดงออกถึงความมั่นใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเกิน ๑๐๐ เปอร์เซนต์
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปในห้องหมายเลข ๔ เขาเดินเข้าไปในห้องด้วยอาการอันสงบ เอาละครับ...คุณไม่ต้องรู้ว่า"ผม"คือใคร... ขอแต่เพียงให้รับทราบว่า "ผม"รู้และเห็นในทุกสิ่งที่มนุษย์โลกคิด พูด และทำ ไม่มีใครหลอกผมได้ เชิญคุณอ่านต่อเอาเองเถอะครับว่า เขาคุยอะไรกัน เพื่อจะได้เอาเนื้อหาที่ได้รับไปแนะนำน้องๆ หรือลูกๆหลานๆที่กำลังจะสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ให้ได้ทราบแนวทางในการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเขาต่อไป
สมชาย- สวัสดีครับ
อาจารย์๑- เชิญนั่งครับ ตามสบายเลยนะ
สมชาย- ขอบคุณครับ
อาจารย์๒- หมอเรียนจบจากไหนครับ?
สมชาย- โรงเรียน***ครับ
อาจารย์๓- เกรดเฉลี่ยตลอดชั้นม.ปลายได้เท่าไหร่คะ?
สมชาย-เป็นแบบนี้กันทุกทีเลยนะครับ เอะอะก็ถามแต่เรื่องเกรดก่อน ผมสงสัยจริงๆเลยว่า ไอ้ตัวเลขพวกนี้มันบอกคุณภาพหรือคุณค่าของคนแต่ละคนได้มากน้อยแค่ไหนกัน หรือว่าคนในสังคมเขาวัดคุณค่าความเป็นคนด้วยเกรดเฉลี่ย
สมชาย- ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ แค่๓.๙๓
อาจารย์๒- ผมว่า ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าโรงเรียน***มีชื่อเสียงมาก และมีแต่นักเรียนเก่งๆทั้งนั้น แล้วโรงเรียนของหมอสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ทั้งหมดกี่คนครับ?
สมชาย-ผมคิดว่า โรงเรียนที่มีชื่อเสียงนั้นไม่สำคัญมากมายนักหรอกครับ ขึ้นอยู่กับว่า เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานทางวิชาการที่ดีเพียงใด และตั้งใจเรียนแค่ไหน และที่ผมรู้สึกรำคาญใจมาตลอดก็คือ ทำไมพ่อแม่ของเด็กถึงต้องมีอาการ"บ้าสถาบัน"กันเกินกว่าเหตุ ทุ่มเงินให้ลูกเรียนพิเศษ บำรุงบำเรอตามใจลูกทุกอย่าง เพื่อให้ลูกสอบเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงให้ได้ เสร็จแล้วก็เอาไปคุยโม้กับเพื่อนบ้าน ญาติๆ และเพื่อนๆที่ทำงานเดียวกัน จนพวกเขาพากันเหม็นน้ำลายกันไปหมดแล้ว ขณะเดียวกันก็ยกย่องคุณลูกทั้งหลายให้เป็น"ลูกบังเกิดเกล้า" หรือจนถึงขั้นเป็น"เทวดาประจำครอบครัว" ซึ่งนำไปสู่การเอาอกเอาใจและตามใจลูกทุกอย่างจน"เสียเด็ก"
สมชาย- สอบได้ ๑๓๙ คนครับ
อาจารย์๑- โอ้โห! ได้ข่าวว่ามากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
สมชาย- ใช่ครับ
อาจารย์๔- รู้สึกอย่างไรบ้างคะที่สอบได้ที่นี่?
สมชาย-คำถามแบบนี้น่าเบื่อมากเลยครับ เหมือนกับที่นักข่าวถามนักแสดงที่ได้รับรางวัลใหญ่จากการแสดงว่ารู้สึกอย่างไร ซึ่งมันก็แน่อยู่แล้วครับว่า เขาต้องดีใจมาก เขาคงไม่เสียใจ หรือหวั่นวิตกอะไรหรอกครับ
สมชาย- ดีใจมากเลยครับ
อาจารย์๒- เลือกเรียนหมอเพราะอะไรครับ?
สมชาย-จริงๆแล้ว ผมอยากเรียนหมอเพราะ...
๑.ไม่ต้องคอยลำบากเดินหางานตามบริษัทห้างร้าน ซึ่งในที่สุดก็อาจต้อง"ทำวิจัยฝุ่น" อาชีพหมอนี่แหละครับ หางานง่าย โดยเฉพาะในหน่วยงานของราชการ
๒.ได้เงินเยอะดี ไอ้เรื่องนี้ก็แปลกดีนะครับ สมัยนี้เวลาเพื่อนฝูงนัดพบปะสังสรรค์กันเมื่อใด ก็มักจะชอบถามกันว่าทำงานอะไรเป็นอันดับแรก และคำถามต่อมาก็คือ ได้เงินเดือนเท่าไหร่ สุดท้ายแล้ว คนที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างบอกไม่ถูก คนที่ได้เงินเดือนเยอะกว่าก็รู้สึกว่า ตัวเองวิเศษกว่าคนอื่น สังคมทุนนิยมและบริโภคนิยมทำให้คนเราหน้ามืดตามัวได้ถึงเพียงนี้ จนกระทั่งมองเห็นแต่เฉพาะสีของธนบัตร แล้วเดินเหยียบย่ำคุณธรรมที่ตกหล่นอยู่ตามพื้นจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
๓.เอาไว้ส่งเสริมสถานะทางสังคมไงล่ะครับ พอคนอื่นๆเขารู้ว่าคุณเป็นหมอแล้วนะครับ ท่าทีของเขาจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย เขาจะปฏิบัติต่อคุณอย่างกับราชา และคุณจะรุ้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า คราวนี้ ระบบเส้นสายแบบอภิสิทธิ์ชนก็จะพรั่งพรูตามมา เกิดเป็นความอยุติธรรมในสังคมที่เห็นกันดาษดื่น
๔.ก็ต่อเนื่องจากข้อ๓.นั่นแหละครับ เพราะว่าเมื่อคุณเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาล คราวนี้แหละครับ ใครก็อยากเป็นญาติของคุณทั้งนั้น(ถึงแม้บางครั้งอาจจะเป็นแค่ญาติปลอมๆก็ตาม) เพราะถ้าญาติของหมอเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็จะใช้เส้นสายของหมอเข้าไปนอนป่วยได้อย่างสง่าผ่าเผยในห้องพิเศษซึ่งง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ในขณะที่ชาวบ้านตาดำๆต้องรอคิวยาวกว่าจะได้เข้าไปนอน หรือบางครั้งก็ไม่ได้นอนด้วยซ้ำไป
๕.เพื่อที่จะเอาตำแหน่ง"แพทย์"ไปยืนยันกับคนอื่นๆว่า ตนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ และเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือเป็นที่สุด ซึ่งในจุดนี้เอง เราจำเป็นต้องใคร่ครวญให้ดีว่า ในสังคมย่อยๆทุกสังคม ไม่เว้นแม้แต่สังคมของแพทย์เอง ย่อมมีคนที่ดีและเลวอยู่ปะปนกัน ไม่มีสังคมใดที่มีเฉพาะแต่คนดี หรือคนเลวไปทั้งหมด เพราะฉะนั้น คนที่เป็น"หมอ" ก็มีดีและเลวปะปนกันไป คำว่า"พ.บ." "น.พ." หรือ "พ.ญ." ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันความดีของคนครับ
สมชาย- เพราะหมอได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทำให้คนเจ็บป่วยมีอาการดีขึ้น หรือหายเป็นปกติ ซึ่งในจุดนั้นจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น และถ้าเขาเป็นที่พึ่งสำคัญของครอบครัวแล้ว ก็มีผลช่วยให้ชีวิตของคนในครอบครัวดีขึ้นด้วยครับ นอกจากนั้น อาชีพหมอยังทำให้เพื่อนมนุษย์มีความสุขด้วย เพราะกายและใจเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน ถ้ากายป่วยแล้ว ใจก็จะป่วยด้วย จิตใจอันเต็มไปด้วยความห่วงใยของหมอ ตลอดจนการรักษาที่ได้มาตรฐาน จะทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นทั้งกายและใจ
อาจารย์๓- แล้วทำไมถึงเลือกเรียนแพทยศาสตร์ และไม่เลือกเรียนทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์ ซึ่งก็เป็นหมอเหมือนกัน
สมชาย-คืออย่างนี้นะครับ ตั้งแต่ผมเกิดมาและใช้ชีวิตมาตลอด ๑๗ ปี สังคมได้สอนอะไรๆให้กับผมไว้มากมาย แต่สอนกันแบบผิดๆทั้งนั้น และผมก็ไม่แน่ใจว่า ผู้ใหญ่คนไหนสอนผมไว้บ้าง รวมทั้งทำไมถึงสอนกันแบบนี้ ตอนที่ผมยังเด็กอยู่ มีผู้ใหญ่หลายคนได้สอนให้ผมยกย่องเชิดชูทุกๆอาชีพที่สุจริต แต่ในตอนนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกเหมือนถูกล้างสมองให้นิยมชมชอบแต่อาชีพที่ทำรายได้สูงๆ แล้วก็เป็นอาชีพที่บ่งบอกว่า ผู้นั้นเป็นคนฉลาด มีภูมิปัญญาอันล้ำเลิศและเป็นพวกหัวกะทิ อาชีพเหล่านั้นก็คือ แพทย์ และวิศวกร ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ได้ และคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และถ้าให้ผมตอบคำถามนี้ ก็คงต้องบอกตามตรงว่า สังคมทำให้ผมเกิดความคิดว่า แพทย์เก่งกว่าทันตแพทย์ และสัตวแพทย์ ทั้งๆที่ต้องเรียน ๖ ปีเท่ากัน มันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่ามากๆ แต่ผมก็เห็นคนที่มีการศึกษาสูงๆคิดแบบนี้เต็มไปหมด
สมชาย- แพทย์สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากกว่าทันตแพทย์และสัตวแพทย์ครับ แพทย์เรียนรู้ทุกระบบในร่างกายมนุษย์ และสามารถแก้ปัญหาได้ทั่วร่างกายมนุษย์ ในขณะที่ทันตแพทย์จะแก้ปัญหาได้เฉพาะที่เกี่ยวกับช่องปาก และระบบทางเดินอาหารเท่านั้น ส่วนสัตวแพทย์ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในร่างกายมนุษย์ได้เลยครับ
อาจารย์๓- ทำไมถึงเลือกเรียนที่นี่เป็นอันดับ๑คะ?
สมชาย-เพราะอยู่ใกล้บ้านที่สุดครับ นั่งรถเมล์ไม่กี่ป้ายก็ถึงแล้วครับ เหตุผลมีแค่นั้นจริงๆครับ
สมชาย- เพราะมหาวิทยาลัย****เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมายาวนานแล้ว มีศิษย์เก่าที่จบจากคณะแพทยศาสตร์ไปทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมายหลายต่อหลายท่าน นอกจากนั้นยังเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมารับการรักษามากที่สุดในประเทศ และมีเทคโนโลยีทางการแพทย์อันทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียครับ
อาจารย์๑- ถ้าหมอเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตหลักสูตร ๖ ปีแล้ว อยากจะเรียนต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไหนครับ?
สมชาย-ก็คงจะเรียนในสาขาที่ได้ค่าตอบแทนมากๆ ทำงานน้อยๆ อยู่เวรน้อยๆ แปลกนะครับ ตอนผมเป็นเด็ก ผมก็ไม่ได้คิดแบบนี้นะครับ แต่แปลกใจเหมือนกันว่า ใครสอนให้ผมคิดแบบนี้ หรือว่าผมคิดแบบนี้ขึ้นมาเอง(!?!)
สมชาย- ตอนนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนต่อในสาขาใดครับ คงต้องขอเวลาศึกษาลักษณะงานของแต่ละสาขาดูก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจอีกทีครับ
อาจารย์๒- หมอรู้จักคุณ ชยา รุ่งสุวรรณไหมครับ?(อาจารย์จะทดสอบความรู้รอบตัว)
สมชาย-อ๋อ! ไอ้เศรษฐีหมื่นล้านที่ทำธุรกิจเปลี่ยนอวัยวะจากมนุษย์โคลนนิ่งมาใส่ในคนไข้โรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะใช่ไหมครับ ผมว่ามันไร้คุณธรรมสิ้นดี มันตกเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของระบบทุนนิยมลวงโลกที่เห็นว่า เงินทองสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดๆ...แม้กระทั่งชีวิตคน... มันฆ่ามนุษย์โคลนนิ่งเพื่อเอาอวัยวะไปแลกกับเงินอย่างเลือดเย็นที่สุด
สมชาย- ผมคิดว่า คุณชยาเป็นผู้ให้ความหวังกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะเพื่อต่อชีวิตให้ยืนยาวต่อไป ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านั้นสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ต่อไป นับเป็นก้าวใหม่ในวงการแพทย์ และวงการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะเลยทีเดียวครับ
อาจารย์๔- หมอมีงานอดิเรกอะไรบ้างคะ?
สมชาย-กินกับนอนครับ
สมชาย- ผมชอบฟังเพลงกับเล่นดนตรีครับ
อาจารย์๔- ชอบเพลงแนวไหนคะ? เล่นดนตรีด้วยหรือเปล่าคะ?
สมชาย-ผมชอบแนว death metal กับ metal coreครับ ผมชอบคณะ Napalm Death,Deicide, แล้วก็ Carnibal Corpseครับ อ้อ! เกือบลืมBioharzard กับ Limp Bizkitซะแล้ว ส่วนเครื่องดนตรีนั้น ผมใช้กีตาร์ไฟฟ้าของ Jackson กับ ESP ครับ แล้วก็ใช้แอมป์ของMesa-Boogie กับ Marshall ครับ
สมชาย- ถ้าเป็นวงดนตรีของไทย ผมชอบคณะ"ฟองน้ำ" กับ "บอยไทย"ครับ เพราะเป็นวงที่ผสมผสานระหว่างแนวดนตรีฝั่งตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด แต่ถ้าเป็นศิลปินต่างประเทศแล้ว ผมชอบ Miles Davisครับ ท่านเป็นบิดาแห่งแนวดนตรีฟิวชั่นที่หาตัวจับยากมาก มีน้อยคนนักที่จะเล่นดนตรีและแต่งเพลงได้เก่งกาจอย่างท่าน ส่วนเครื่องดนตรีที่ผมชอบ คือ เปียโนครับ
อาจารย์๑- หมอชอบดูภาพยนตร์หรือเปล่าครับ?
สมชาย-ชอบมากครับ หนังในดวงใจของผมคือเรื่องPsychoครับ ผมชอบฉากที่ตัวละครเอกของเรื่องคือนอร์แมนฆ่าหญิงสาวในห้องน้ำ มันช่างเป็นฉากที่สุดคลาสสิกและแสนงดงามจริงๆครับ ส่วนเรื่องโปรดอีกเรื่องหนึ่งคือ Halloween ครับ ผมชอบฉากที่ไมเคิลเอามีดผ่าตัดจ้วงแทงเข้าไปในสันหลังของพยาบาลสาว...แล้วยกตัวเธอจนลอยขึ้นจากพื้น มันช่างเป็นฉากที่สวยสุดๆเลยครับ
สมชาย- ผมชอบ The sound of music ครับ พอดีคุณแม่เอาเรื่องนี้มาให้ดูตอนเด็กๆ ฉากที่ร้องเพลงกันบนภูเขาช่างน่ารักและสดใสจริงๆ ...อ้อ! แล้วก็ E.T.ครับ เป็นเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆ
อาจารย์๒- เอาละครับ เมื่อหมอมาถึงจุดนี้แล้ว ภูมิใจไหมครับ? ที่สามารถฝ่าฟันเข้ามาจนได้เป็นว่าที่คุณหมอในอนาคต
สมชาย-ผมไม่ค่อยภูมิใจสักเท่าไหร่หรอกครับ เพราะกว่าที่ผมจะมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้ ผมก็ต้อง"เหยียบหัวคนอื่น"ขึ้นมาตั้งมากมาย ซึ่งจริงๆแล้ว ผมไม่อยากทำแบบนี้เลย คนทึ่ทำแบบนี้ได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลยนั้น คงจะต้องมีจิตใจที่เหี้ยมเกรียม และเลือดเย็นมากพอดู พร้อมกับพกพาความเห็นแก่ตัวแบบสุดๆเลยทีเดียว จึงจะมายืนอยู่ที่จุดนี้ได้ มีน้อยคนนักที่มีทั้งคุณธรรม และสติปัญญาควบคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สมชาย- ภูมิใจมากๆเลยครับ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ของผม
อาจารย์๔- หมอคิดอย่างไรบ้างกับหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ๖ ปีในเมืองไทย คิดว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอไหมคะ?
สมชาย-พอดี ผมรู้จักรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าคนหนึ่งซึ่งสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ และตอนนี้เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๖ แล้ว เขาเคยคุยให้ฟังเกี่ยวกับหลักสูตร ผมคิดว่า ระยะเวลา๖ปีทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่สมบูรณ์พอ และถึงแม้จะเพิ่มระยะเวลาที่เรียนเป็น ๑๐ปี หรือ๑๕ปี ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะประเทศไทยเสพติดการป้อนความรู้ให้นักศึกษามากเกินไป ไม่ค่อยได้กระตุ้นให้นักศึกษาคิดแก้ปัญหาเอง เปรียบได้กับการป้อนข้าวให้เด็กที่ไม่รู้จักโตเสียที ในที่สุด เด็กก็หาข้าวกินเองไม่เป็น เกิดเป็นความพิการทางองค์ความรู้ และตามมาด้วยความล้าหลังทางวิชาการและวิทยาการ นอกจากนั้น หลักสูตรแพทยศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเน้นในคุณธรรมและจริยธรรมเท่าที่ควร ทำให้นักศึกษาแพทย์ที่เรียนจบออกไปใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่มุ่งเน้นไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบัน ถึงแม้ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อแก้ไขปัญหาทางคุณธรรมและจริยธรรมไปบ้างแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ผมคิดว่า เราควรจะต้องหันไปใส่ใจแก้ปัญหากันที่"สถาบันครอบครัว"ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสังคม
สมชาย- ผมคิดว่าระยะเวลา ๖ ปีน่าจะเพียงพอที่จะทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานทางการแพทย์ครับ
อาจารย์๓- คิดอย่างไรบ้างคะกับคำว่า"หมอ"
สมชาย- ผมรู้สึกว่า ในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยมี"หมอ"ในประเทศไทยครับ ผมมักจะเห็นแต่"พ่อค้า"ทำงานรักษาผู้ป่วยเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทองมาบำรุงบำเรอความสุขส่วนตัว คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ผมไม่เคยเห็นหมอที่ร่ำรวยจนมีรถยนต์ราคาหลายล้านบาทขับ มีบ้านหลังใหญ่เหมือนปราสาทราชวัง ใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพง กินอาหารตามภัตตาคารหรูๆสัปดาห์ละหลายครั้ง ก็มีรุ่นผมนี่แหละครับที่เริ่มเห็นหมอรวยๆแบบนี้ พวกเขาคงเอารัดเอาเปรียบคนไข้ไว้เยอะจนมั่งคั่งร่ำรวยกันขนาดนี้
สมชาย- หมอเป็นผู้ที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยชุบชีวิตผู้ป่วยที่กำลังจะตาย เป็นพ่อพระแม่พระผู้มีความเมตตากรุณา และปรารถนาดีต่อผู้ป่วย เป็นผู้เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขของสังคมครับ
อาจารย์๑- ถ้าหมอเจอคน ๓คน คือ เด็กอายุ ๓ ปี สตรีมีครรภ์ และชายชราอายุ ๗๐ ปี กำลังจะจมน้ำตายพร้อมๆกัน หมอจะเลือกช่วยคนไหนก่อนครับ?
สมชาย-ตามหลักจริยธรรมแล้ว ควรจะต้องเข้าไปช่วยสตรีมีครรภ์ก่อน เพราะว่าเปรียบได้กับการช่วยคนถึง ๒ คน แต่ถ้าโชคร้ายที่ชายชราเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์กับเราแล้ว เราก็คงต้องเลือกช่วยชายชราก่อน ซึ่งในสังคมปัจจุบันก็มักจะทำกันแบบนี้จริงๆ มันทำให้ผมรู้สึกสับสนกับแนวความคิดของคนสมัยนี้มากว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่ คนสมัยนี้มักมีหลักการและเหตุผลอันสวยหรูเอาไว้พูดเพื่อให้ตนเองดูดี มีคุณค่า และน่าเชื่อถือ แต่เวลาปฏิบัติจริงแล้ว เขาก็ทำลายหลักการที่พูดไว้จนป่นปี้หมด แล้วต่อไป เด็กไทยจะยึดถืออะไรเป็นกฎเกณฑ์ในชีวิตได้ในเมื่อผู้ใหญ่ในสังคมยังประพฤติตัวกันแบบนี้
สมชาย- ช่วยสตรีมีครรภ์ก่อนครับ เพราะในอนาคตข้างหน้า เธอผู้นั้นจะได้ให้กำเนิดบุตรที่เป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป และเธอก็อาจจะให้กำเนิดบุตรคนต่อๆไปได้อีก
อาจารย์๑- มีอาจารย์ท่านใดมีคำถามอีกไหมครับ?
..............
อาจารย์๑- ถ้าอย่างนั้นคงพอเท่านี้ครับ ผลการสอบสัมภาษณ์เป็นอย่างไร ทางเราจะติดต่อหมอเพื่อแจ้งให้ทราบอีกที เชิญหมอไปพักผ่อนได้ครับ
สมชาย- ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับ คุณคงเห็นแล้วว่า สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เราพูดออกไปนั้น ไม่จำเป็นต้องตรงกัน ทำไมเหรอครับ? ผมคิดว่า คุณคงจะตอบได้เองว่าเพราะเหตุใด...คนเราถึงเป็นแบบนี้ ใครกันทำให้เขาเป็นแบบนี้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนในสังคมแสดงออกในสิ่งที่เขาเป็นอยู่จริงๆ ไม่เสแสร้งหลอกลวงไปเรื่อยๆ เพราะถ้าการเสแสร้งยังไม่หมดไป การแก้ไขก็ยังคงไม่ตรงจุดตรงประเด็นเสียที
คนในสังคมถูกจำกัดสิทธิในการแสดงออกมากเกินไปหรือไม่? คนเรามักถูกกำหนดให้แสดงออกในสิ่งที่ทำให้"ผู้รับสาร"ถูกใจ แต่น่าเสียดายที่เป็นการหลอกลวง และไร้ซึ่งตัวตนอันแท้จริง
ตอนนี้ คุณนั่นแหละ ต้องตัดสินใจว่า อยากได้ความถูกใจแต่หลอกลวง หรือว่าอยากได้ "ความจริงแท้"กันแน่
------------------------------------------------------
๑.ถ้าผู้อ่านมีอายุน้อยกว่า ๑๕ ปี ผู้ปกครองควรพิจารณาให้คำแนะนำในการอ่าน
๒.ข้อความที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรตัวหนาและถูกขีดฆ่า คือ สิ่งที่ตัวละครคิดและอยากพูด แต่ไม่กล้าพูดออกมา
๓.กรุณาอย่าหลอกตัวเอง และควรทำใจให้ยอมรับความเป็นจริงในสังคมกันบ้าง แต่ถ้าคุณไม่สามารถยอมรับได้แล้วละก็... ให้อ่านเฉพาะข้อความตรงที่ไม่ถูกขีดฆ่าก็ได้
๔.เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น ตัวละครทั้งหมดในเรื่องเป็นตัวละครที่ถูกสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น
วันที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๘
เวลา ๑๔.๓๘ น.
ณ บริเวณหน้าห้องสอบสัมภาษณ์หมายเลข ๔ ของคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่ง "สมชาย"คือผู้โชคดีคนหนึ่งที่ใช้ความมานะบากบั่นฝ่าฟันการสอบอันแสนหฤโหด จนสอบได้คณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันที่มีคนอยากเรียนมากเป็นอันดับที่ ๑ ของประเทศไทย สีหน้าและท่าทางของเขาแสดงออกถึงความมั่นใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเกิน ๑๐๐ เปอร์เซนต์
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปในห้องหมายเลข ๔ เขาเดินเข้าไปในห้องด้วยอาการอันสงบ เอาละครับ...คุณไม่ต้องรู้ว่า"ผม"คือใคร... ขอแต่เพียงให้รับทราบว่า "ผม"รู้และเห็นในทุกสิ่งที่มนุษย์โลกคิด พูด และทำ ไม่มีใครหลอกผมได้ เชิญคุณอ่านต่อเอาเองเถอะครับว่า เขาคุยอะไรกัน เพื่อจะได้เอาเนื้อหาที่ได้รับไปแนะนำน้องๆ หรือลูกๆหลานๆที่กำลังจะสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ให้ได้ทราบแนวทางในการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเขาต่อไป
สมชาย- สวัสดีครับ
อาจารย์๑- เชิญนั่งครับ ตามสบายเลยนะ
สมชาย- ขอบคุณครับ
อาจารย์๒- หมอเรียนจบจากไหนครับ?
สมชาย- โรงเรียน***ครับ
อาจารย์๓- เกรดเฉลี่ยตลอดชั้นม.ปลายได้เท่าไหร่คะ?
สมชาย-
สมชาย- ก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ แค่๓.๙๓
อาจารย์๒- ผมว่า ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าโรงเรียน***มีชื่อเสียงมาก และมีแต่นักเรียนเก่งๆทั้งนั้น แล้วโรงเรียนของหมอสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ทั้งหมดกี่คนครับ?
สมชาย-
สมชาย- สอบได้ ๑๓๙ คนครับ
อาจารย์๑- โอ้โห! ได้ข่าวว่ามากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
สมชาย- ใช่ครับ
อาจารย์๔- รู้สึกอย่างไรบ้างคะที่สอบได้ที่นี่?
สมชาย-
สมชาย- ดีใจมากเลยครับ
อาจารย์๒- เลือกเรียนหมอเพราะอะไรครับ?
สมชาย-
สมชาย- เพราะหมอได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทำให้คนเจ็บป่วยมีอาการดีขึ้น หรือหายเป็นปกติ ซึ่งในจุดนั้นจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น และถ้าเขาเป็นที่พึ่งสำคัญของครอบครัวแล้ว ก็มีผลช่วยให้ชีวิตของคนในครอบครัวดีขึ้นด้วยครับ นอกจากนั้น อาชีพหมอยังทำให้เพื่อนมนุษย์มีความสุขด้วย เพราะกายและใจเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน ถ้ากายป่วยแล้ว ใจก็จะป่วยด้วย จิตใจอันเต็มไปด้วยความห่วงใยของหมอ ตลอดจนการรักษาที่ได้มาตรฐาน จะทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นทั้งกายและใจ
อาจารย์๓- แล้วทำไมถึงเลือกเรียนแพทยศาสตร์ และไม่เลือกเรียนทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์ ซึ่งก็เป็นหมอเหมือนกัน
สมชาย-
สมชาย- แพทย์สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากกว่าทันตแพทย์และสัตวแพทย์ครับ แพทย์เรียนรู้ทุกระบบในร่างกายมนุษย์ และสามารถแก้ปัญหาได้ทั่วร่างกายมนุษย์ ในขณะที่ทันตแพทย์จะแก้ปัญหาได้เฉพาะที่เกี่ยวกับช่องปาก และระบบทางเดินอาหารเท่านั้น ส่วนสัตวแพทย์ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในร่างกายมนุษย์ได้เลยครับ
อาจารย์๓- ทำไมถึงเลือกเรียนที่นี่เป็นอันดับ๑คะ?
สมชาย-
สมชาย- เพราะมหาวิทยาลัย****เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมายาวนานแล้ว มีศิษย์เก่าที่จบจากคณะแพทยศาสตร์ไปทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมายหลายต่อหลายท่าน นอกจากนั้นยังเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมารับการรักษามากที่สุดในประเทศ และมีเทคโนโลยีทางการแพทย์อันทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชียครับ
อาจารย์๑- ถ้าหมอเรียนจบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตหลักสูตร ๖ ปีแล้ว อยากจะเรียนต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไหนครับ?
สมชาย-
สมชาย- ตอนนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนต่อในสาขาใดครับ คงต้องขอเวลาศึกษาลักษณะงานของแต่ละสาขาดูก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจอีกทีครับ
อาจารย์๒- หมอรู้จักคุณ ชยา รุ่งสุวรรณไหมครับ?(อาจารย์จะทดสอบความรู้รอบตัว)
สมชาย-
สมชาย- ผมคิดว่า คุณชยาเป็นผู้ให้ความหวังกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนอวัยวะเพื่อต่อชีวิตให้ยืนยาวต่อไป ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านั้นสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ต่อไป นับเป็นก้าวใหม่ในวงการแพทย์ และวงการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะเลยทีเดียวครับ
อาจารย์๔- หมอมีงานอดิเรกอะไรบ้างคะ?
สมชาย-
สมชาย- ผมชอบฟังเพลงกับเล่นดนตรีครับ
อาจารย์๔- ชอบเพลงแนวไหนคะ? เล่นดนตรีด้วยหรือเปล่าคะ?
สมชาย-
สมชาย- ถ้าเป็นวงดนตรีของไทย ผมชอบคณะ"ฟองน้ำ" กับ "บอยไทย"ครับ เพราะเป็นวงที่ผสมผสานระหว่างแนวดนตรีฝั่งตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด แต่ถ้าเป็นศิลปินต่างประเทศแล้ว ผมชอบ Miles Davisครับ ท่านเป็นบิดาแห่งแนวดนตรีฟิวชั่นที่หาตัวจับยากมาก มีน้อยคนนักที่จะเล่นดนตรีและแต่งเพลงได้เก่งกาจอย่างท่าน ส่วนเครื่องดนตรีที่ผมชอบ คือ เปียโนครับ
อาจารย์๑- หมอชอบดูภาพยนตร์หรือเปล่าครับ?
สมชาย-
สมชาย- ผมชอบ The sound of music ครับ พอดีคุณแม่เอาเรื่องนี้มาให้ดูตอนเด็กๆ ฉากที่ร้องเพลงกันบนภูเขาช่างน่ารักและสดใสจริงๆ ...อ้อ! แล้วก็ E.T.ครับ เป็นเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆ
อาจารย์๒- เอาละครับ เมื่อหมอมาถึงจุดนี้แล้ว ภูมิใจไหมครับ? ที่สามารถฝ่าฟันเข้ามาจนได้เป็นว่าที่คุณหมอในอนาคต
สมชาย-
สมชาย- ภูมิใจมากๆเลยครับ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ของผม
อาจารย์๔- หมอคิดอย่างไรบ้างกับหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ๖ ปีในเมืองไทย คิดว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอไหมคะ?
สมชาย-
สมชาย- ผมคิดว่าระยะเวลา ๖ ปีน่าจะเพียงพอที่จะทำให้นักศึกษาแพทย์มีความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานทางการแพทย์ครับ
อาจารย์๓- คิดอย่างไรบ้างคะกับคำว่า"หมอ"
สมชาย-
สมชาย- หมอเป็นผู้ที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ช่วยชุบชีวิตผู้ป่วยที่กำลังจะตาย เป็นพ่อพระแม่พระผู้มีความเมตตากรุณา และปรารถนาดีต่อผู้ป่วย เป็นผู้เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขของสังคมครับ
อาจารย์๑- ถ้าหมอเจอคน ๓คน คือ เด็กอายุ ๓ ปี สตรีมีครรภ์ และชายชราอายุ ๗๐ ปี กำลังจะจมน้ำตายพร้อมๆกัน หมอจะเลือกช่วยคนไหนก่อนครับ?
สมชาย-
สมชาย- ช่วยสตรีมีครรภ์ก่อนครับ เพราะในอนาคตข้างหน้า เธอผู้นั้นจะได้ให้กำเนิดบุตรที่เป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป และเธอก็อาจจะให้กำเนิดบุตรคนต่อๆไปได้อีก
อาจารย์๑- มีอาจารย์ท่านใดมีคำถามอีกไหมครับ?
..............
อาจารย์๑- ถ้าอย่างนั้นคงพอเท่านี้ครับ ผลการสอบสัมภาษณ์เป็นอย่างไร ทางเราจะติดต่อหมอเพื่อแจ้งให้ทราบอีกที เชิญหมอไปพักผ่อนได้ครับ
สมชาย- ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับ คุณคงเห็นแล้วว่า สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เราพูดออกไปนั้น ไม่จำเป็นต้องตรงกัน ทำไมเหรอครับ? ผมคิดว่า คุณคงจะตอบได้เองว่าเพราะเหตุใด...คนเราถึงเป็นแบบนี้ ใครกันทำให้เขาเป็นแบบนี้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนในสังคมแสดงออกในสิ่งที่เขาเป็นอยู่จริงๆ ไม่เสแสร้งหลอกลวงไปเรื่อยๆ เพราะถ้าการเสแสร้งยังไม่หมดไป การแก้ไขก็ยังคงไม่ตรงจุดตรงประเด็นเสียที
คนในสังคมถูกจำกัดสิทธิในการแสดงออกมากเกินไปหรือไม่? คนเรามักถูกกำหนดให้แสดงออกในสิ่งที่ทำให้"ผู้รับสาร"ถูกใจ แต่น่าเสียดายที่เป็นการหลอกลวง และไร้ซึ่งตัวตนอันแท้จริง
ตอนนี้ คุณนั่นแหละ ต้องตัดสินใจว่า อยากได้ความถูกใจแต่หลอกลวง หรือว่าอยากได้ "ความจริงแท้"กันแน่
------------------------------------------------------
วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555
๑๑ แนวคิดที่ควรต้องทบทวนใหม่
สังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมสมัยใหม่ ผู้คนต่างเร่งรีบกันทำงานเพื่อความอยู่รอด ต่างแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เวลาในชีวิตดูจะเหลือน้อยลง จนบางครั้งเราได้มองบางสิ่งอย่างผิวเผิน แล้วนำมายึดถือเป็นแก่นสารในชีวิตมากเกินไป ในโอกาสนี้ จะขอหยิบยกแนวคิดต่างๆที่ถูกคนในสังคมบิดเบือนจนผิดรูปไปหมดแล้ว มานำเสนอให้ท่านลองพิจารณาดูว่า ท่านคิดแบบนี้อยู่ด้วยหรือไม่ ดังต่อไปนี้
๑. คนที่ขับรถยนต์ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า คนเรามักประเมินคุณค่าของคนจากรถยนต์ที่เขาใช้ขับขี่ ซึ่งอธิบายได้จากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมที่ทำให้คนบูชาเงิน วัตถุ และทรัพย์สินเป็นพระเจ้า และคิดว่าคุณค่าของคนอยู่ที่จำนวนเงิน หรือทรัพย์สินที่มี ผนวกเข้ากับความคิดที่ว่า คนที่มีเงินมากจึงจะสามารถซื้อรถยนต์ราคาแพงมาใช้ได้ ดังนั้น จึงตีความกันได้ว่า คนที่มีรถยนต์ราคาแพงใช้เป็นคนมีคุณค่า ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นการมองเพียงด้านเดียว เพราะว่าคนที่ขับรถยนต์ราคาแพงนั้นเป็นไปได้หลายกรณี ดังนี้
๑.๑. มีเงินมากจริง และหาเงินมาด้วยวิธีการที่สุจริต แต่น่าเสียดายที่ใช้เงินไม่เป็น กล่าวคือ เขาควรนำเงินไปซื้อสิ่งของจำเป็นอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมากกว่านี้ได้อีกหลายอย่าง แล้วซื้อรถยนต์ที่มีราคาถูกกว่านี้
๑.๒.มีเงินมากจริง แต่หามาด้วยวิธีการที่ทุจริต เช่น คดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ลักขโมย ปล้น ขายสินค้าผิดกฎหมาย หลีกเลี่ยงภาษี เป็นต้น
๑.๓.ไม่ได้มีเงินมากจริง และซื้อรถด้วยการชำระโดยใช้ระบบเงินผ่อน
๑.๔.ไม่ได้มีเงินมากจริง และใช้รถยนต์มือสองซึ่งมีราคาถูกกว่ารถยนต์ใหม่
๑.๕.ขโมยรถยนต์มา
เท่าที่นึกมาได้ ๕ ข้อ ก็ยังหาไม่เจอว่า มีกรณีใดบ้างที่เราควรจะสรรเสริญคนที่ใช้รถยนต์ราคาแพง
๒.คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง คนที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า
กรณีเช่นนี้ก็ไม่จริงเสมอไป แนวคิดก็จะคล้ายคลึงกับข้อ๑. ที่ว่าเป็นการเชื่อมโยงจากวัตถุที่มีไปสู่จำนวนเงินที่หามาได้ ซึ่งถ้าหาเงินมาด้วยวิธีที่สุจริต ก็นับว่าเป็นการบริหารค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม เพราะเสื้อผ้าที่มีคุณภาพนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นยี่ห้อที่หรูหรา หรือราคาแพงเสมอไป ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงนั้นคงขึ้นอยู่กับเหตุผลในการใช้งานว่า จำเป็นต้องใช้เพื่อธุระโทรออก หรือรับสายเท่านั้น หรือจำเป็นต้องใช้งานที่มากกว่านั้น เช่น ถ่ายรูป อินเตอร์เน็ต ส่งอีเมล บันทึกเสียง ฟังเพลง เป็นต้น
๓.คนที่พูดเก่ง หรือพูดดีเป็นคนที่มีคุณภาพ เรามักพบแนวคิดแบบนี้ได้บ่อย เห็นได้จากในวงการ"การเมือง"ที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมชมชอบนักการเมืองที่พูดเก่ง โดยคิดเอาเองว่า คนที่มีความคิดดีจะเป็นคนที่พูดเก่ง ซึ่งไม่จริงเสมอไป คนที่มีความคิดดีไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆมากมาย เช่น นิสัยใจคอ บุคลิกภาพ ทัศนคติ เป็นต้น
คุณภาพของคนนั้น วัดได้จากผลงานซึ่งเกิดจาก"การกระทำ" ซึ่งเป็นผลผลิตจาก"ความคิด" มากกว่า"น้ำลาย" ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอกอันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพภายนอกเท่านั้น
๔.คนที่ไปเรียนที่สถาบันการศึกษาในต่างประเทศเป็นคนมีคุณภาพมากกว่าคนที่เรียนในประเทศไทย แนวคิดนี้เป็นจริงแค่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อย มีหลายคนอ้างเหตุผลว่า...
๔.๑.หลักสูตรของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศได้มาตรฐานมากกว่าในประเทศไทย
๔.๒.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้เก่งภาษาต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทย
๔.๓.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้รู้จักรับผิดชอบในชีวิตของตัวเองมากกว่า
จะเห็นว่า การที่คุณจะได้มาซึ่ง ๓ ข้อนี้นั้น คุณไม่จำเป็นต้องไปศึกษาที่ต่างประเทศ และคนที่ไปต่างประเทศก็ไม่ได้ครบทั้ง ๓ ข้อนี้เสมอไป เรื่องนี้มักขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้เรียนมากกว่า ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตอนนี้ คนไทยกำลังหลับหูหลับตาเรียนตามหลักวิชาการของต่างประเทศล้วนๆ โดยไม่ทันคิดว่า ประเทศไทยก็มีภูมิปัญญาตะวันออก และภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งน่าจะเข้ากันได้กับประเทศไทยมากกว่าที่จะไปเลียนแบบชาติตะวันตกมาทั้งหมด
๕.คนที่เรียนหนังสือเก่งจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่เรียนไม่เก่ง ในประเด็นนี้ ขึ้นอยู่กับว่า จะให้คำนิยามของคำว่า"ความสำเร็จ"ว่าอย่างไร ถ้าความสำเร็จหมายถึง เงินและทรัพย์สินแล้ว คนเรียนเก่งอาจได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีเงินเดือนสูง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จแบบหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า มีคนที่เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ แต่ได้ทำธุรกิจบางประเภทอย่างมุ่งมั่นจนธุรกิจเติบโตกลายเป็นธุรกิจร้อยล้านจนถึงพันล้านหมื่นล้าน ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายแล้ว
นอกจากนั้นแล้ว ถ้าเราให้คำนิยามความสำเร็จว่าหมายถึง การมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว เราคงจะต้องเอ่ยถึงคำทั้ง ๓ คำนี้กันสักหน่อย ดังนี้
1. I.Q.(Intelligent Quotient)
2. E.Q.(Emotional Quotient)
3. M.Q.(Moral Quotient)
ซึ่งทั้ง ๓ คำนี้เป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากในการประเมินว่า คนแต่ละคนจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะ E.Q.และ M.Q.นั้นดูจะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จมากกว่า I.Q. ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างผู้ประสบความล้มเหลวในชีวิตหลายต่อหลายคนนั้นมีประวัติเคยเป็นคนเรียนเก่งมาก่อน
๖.ผู้ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเป็นคนที่มีคุณค่า นั่นเป็นแนวคิดที่เกิดจากการมองสิ่งต่างๆแบบแยกส่วน กระแสหลักที่เกิดขึ้นชัดเจนในขณะนี้คือ การใช้คอมพิวเตอร์ รถยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่(โดยเฉพาะแบบสมาร์ทโฟน) ตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์อันทันสมัย เช่น CT SCAN,MRI เป็นต้น ซึ่งเราไม่ควรไปภาคภูมิใจกับสิ่งเหล่านี้มากนัก เพราะสิ่งที่เราใช้อยู่นั้น ไม่ได้เกิดจากมันสมองของคนไทยเลย เราเอาของเขามาใช้ทั้งนั้น เราไม่คิดค้นเทคโนโลยี แต่กลับสนุกสนานในการใช้เทคโนโลยีที่คนอื่นเขาคิดขึ้นมาอย่างไม่ได้ไตร่ตรอง หรือใช้วิจารณญาณอย่างเหมาะสม มันไม่น่าภูมิใจหรอกครับ
๗.ยิ่งมีเงินหรือทรัพย์สินมาก ก็ยิ่งมีความสุขมาก คนส่วนใหญ่ต้องการมีเงินทองทรัพย์สินมากๆ เพื่อจะได้ซื้อของทุกอย่างที่อยากได้ แต่ถ้าสังเกตุให้ดีแล้ว จะเห็นว่าความต้องการของมนุษย์เราไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเมื่อเราได้ในสิ่งที่อยากได้สักอย่างหนึ่งแล้ว เราก็จะมีสิ่งใหม่ที่อยากได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงจะรวยล้นฟ้า แต่เงินก็ไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้ โดยเฉพาะซื้อ"ใจคน"
ดังนั้น ถ้าเราไม่ลดความอยากลงบ้าง รับรองว่าไม่มีวันพบกับ"ความสุขที่แท้จริง"ได้ อย่าคิดว่าคนจนจะทุกข์ทรมานมากกว่าคนรวยเสมอไป เพราะคนรวยมักจะชอบสนองความอยากของตนจนเคยตัว ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อพบว่า เงินไม่สามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ ก็จะเกิดภาวะสะเทือนใจอย่างรุนแรง จนทำให้ตัดสินใจทำสิ่งร้ายแรงบางอย่างได้ เช่น ฆ่าตัวตาย ฆ่าคนตาย เป็นต้น
๘.คนที่มีทัศนคติและการกระทำสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในสังคม ถือว่าเป็นผู้มีคุณค่า เนื่องจากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แนวคิดนี้จึงค่อนข้างมีอิทธิพลสูง และเมื่อมองลงไปในเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์แล้ว มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และมีความกลัวต่อการอยู่โดดเดี่ยว ดังนั้น มนุษย์จึงต้องไขว่ขว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวให้ตัวเองด้วยการพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับของคนกลุ่มใหญ่
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะได้พบคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ การพัฒนาจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และเต็มไปด้วยการเอาของคนอื่นมาใช้เสียเป็นส่วนใหญ่
๙.สิ่งที่เรามองเห็น คือ สิ่งที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ แนวคิดแบบนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป แต่คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อสายตาตัวเองเสียเหลือเกิน จะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่สนับสนุนว่า เราไม่ควรเชื่อสายตาตัวเองเสมอไป คือ "แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอก" ซึ่งเป็นตัวอย่างสนับสนุนที่ดีว่า สิ่งของที่เราเห็นว่ามันวางอยู่นิ่งๆของมันอย่างนั้น และคงรูปร่างอยู่ได้อย่างนั้น แท้จริงแล้ว กลับไร้ซึ่งความเสถียรโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ที่ตกอยู่ตามข้างถนน หรือรถยนต์ราคา ๒๐ กว่าล้านบาทก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จิรังยั่งยืน และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยซ้ำ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับกฎแห่งไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)ได้เป็นอย่างดี และจากประวัติศาสตร์ของโครงสร้างอะตอมในอดีตจนถึงปัจจุบัน สสารประกอบด้วยอะตอม โดยในอะตอมมีนิวเคลียสซึ่งมีอิเลคตรอนวิ่งวนอยู่รอบๆ เหตุการณ์นี้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งของอิเลคตรอนในทุกขณะเวลา และในยุคต่อมา แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอกยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอน(เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการกล่าวถึงความน่าจะเป็นของตำแหน่งของอนุภาคในตำแหน่งต่างๆภายในอะตอม โดยที่อะตอมเป็นองค์ประกอบย่อยของทุกสิ่งในโลก ซึ่งทำให้กล่าวได้ว่า สรรพสิ่งในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง แต่ทว่ามนุษย์กลับไปสนใจแต่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงหยาบๆ เช่น เมื่อพบว่ารถยนต์ของตัวเองถูกชนบุบเล็กน้อย ก็มัวแต่มานั่งเสียอกเสียใจอยู่หลายวัน โดยหารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว รถคันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเสี้ยววินาที อย่างนี้เป็นต้น
๑๐.ทุกสิ่งทุกอย่างมีความแตกต่างกัน ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่มีผลกระทบต่อกัน แนวคิดนี้ไม่จริงเสมอไป ด้วยเหตุผลสนับสนุน ๒ ประการ ดังนี้
๑.จากทฤษฎีที่กล่าวว่า จักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของจุดเล็กๆซึ่งมีความหนาแน่นสูงมากๆหรือที่เรียกว่า "บิกแบง" จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในจักรวาล ล้วนกำเนิดจากวัตถุธาตุชนิดเดียวกันที่อยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวก่อนที่จะเกิด"บิกแบง" จึงอนุมานต่อไปได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์นั้น ล้วนเคยอยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์และจักรวาลล้วนเป็นวัตถุธาตุชนิดเดียวกันทั้งสิ้น
๒.อะตอมประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน นิวตรอน อิเลคตรอน และอนุภาคอื่นๆที่เพิ่งถูกค้นพบในภายหลัง ซึ่งทุกสิ่งในจักรวาลล้วนประกอบด้วยอนุภาคย่อยคือ อะตอม เหมือนกัน
๑๑.มีคนจำนวนมากที่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้น คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า มีคนเป็นจำนวนมากในโลกที่มีจิตใจงดงาม และตั้งมั่นในการเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงนั้น มนุษย์มีความปรารถนาอยู่ลึกๆในจิตใจในการที่จะทำให้ตนเองเป็นผู้ที่มีคุณค่าเหนือผู้อื่น ซึ่งการแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวนั้น เป็นไปได้ ๒ รูปแบบ คือ
๑.ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งถือว่าเป็น"คนเห็นแก่ตัว"
๒.ทำทุกสิ่งทุกอย่าง(หรือบางสิ่งบางอย่าง) เพื่อแสดงให้เห็นว่า ตนเป็นผู้เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม(โดยที่ไม่ได้สนใจในผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง) บุคคลเหล่านี้ต้องการได้รับความนิยมชมชอบจากคนในสังคม เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า ตนเองมีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งเมื่อเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว ความคิดแบบนี้ถือว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนตนแบบหนึ่ง
จากเนื้อหาทั้ง ๑๑ ข้อที่ผ่านตาท่านไปแล้วนั้น อาจพอจะไปกระตุ้นเตือนใครบางคนทีเผลอใจ หลงใหลไปกับความคิดโดยไม่ทันได้สังเกตจิตใจตัวเองให้ละเอียดถี่ถ้วน ขอเพียงแค่ตั้งใจมองให้ลึกซึ้งกว่าที่เคย ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ
๑. คนที่ขับรถยนต์ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า คนเรามักประเมินคุณค่าของคนจากรถยนต์ที่เขาใช้ขับขี่ ซึ่งอธิบายได้จากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมที่ทำให้คนบูชาเงิน วัตถุ และทรัพย์สินเป็นพระเจ้า และคิดว่าคุณค่าของคนอยู่ที่จำนวนเงิน หรือทรัพย์สินที่มี ผนวกเข้ากับความคิดที่ว่า คนที่มีเงินมากจึงจะสามารถซื้อรถยนต์ราคาแพงมาใช้ได้ ดังนั้น จึงตีความกันได้ว่า คนที่มีรถยนต์ราคาแพงใช้เป็นคนมีคุณค่า ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นการมองเพียงด้านเดียว เพราะว่าคนที่ขับรถยนต์ราคาแพงนั้นเป็นไปได้หลายกรณี ดังนี้
๑.๑. มีเงินมากจริง และหาเงินมาด้วยวิธีการที่สุจริต แต่น่าเสียดายที่ใช้เงินไม่เป็น กล่าวคือ เขาควรนำเงินไปซื้อสิ่งของจำเป็นอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมากกว่านี้ได้อีกหลายอย่าง แล้วซื้อรถยนต์ที่มีราคาถูกกว่านี้
๑.๒.มีเงินมากจริง แต่หามาด้วยวิธีการที่ทุจริต เช่น คดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ลักขโมย ปล้น ขายสินค้าผิดกฎหมาย หลีกเลี่ยงภาษี เป็นต้น
๑.๓.ไม่ได้มีเงินมากจริง และซื้อรถด้วยการชำระโดยใช้ระบบเงินผ่อน
๑.๔.ไม่ได้มีเงินมากจริง และใช้รถยนต์มือสองซึ่งมีราคาถูกกว่ารถยนต์ใหม่
๑.๕.ขโมยรถยนต์มา
เท่าที่นึกมาได้ ๕ ข้อ ก็ยังหาไม่เจอว่า มีกรณีใดบ้างที่เราควรจะสรรเสริญคนที่ใช้รถยนต์ราคาแพง
๒.คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง คนที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงเป็นคนมีคุณค่า
กรณีเช่นนี้ก็ไม่จริงเสมอไป แนวคิดก็จะคล้ายคลึงกับข้อ๑. ที่ว่าเป็นการเชื่อมโยงจากวัตถุที่มีไปสู่จำนวนเงินที่หามาได้ ซึ่งถ้าหาเงินมาด้วยวิธีที่สุจริต ก็นับว่าเป็นการบริหารค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม เพราะเสื้อผ้าที่มีคุณภาพนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นยี่ห้อที่หรูหรา หรือราคาแพงเสมอไป ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงนั้นคงขึ้นอยู่กับเหตุผลในการใช้งานว่า จำเป็นต้องใช้เพื่อธุระโทรออก หรือรับสายเท่านั้น หรือจำเป็นต้องใช้งานที่มากกว่านั้น เช่น ถ่ายรูป อินเตอร์เน็ต ส่งอีเมล บันทึกเสียง ฟังเพลง เป็นต้น
๓.คนที่พูดเก่ง หรือพูดดีเป็นคนที่มีคุณภาพ เรามักพบแนวคิดแบบนี้ได้บ่อย เห็นได้จากในวงการ"การเมือง"ที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมชมชอบนักการเมืองที่พูดเก่ง โดยคิดเอาเองว่า คนที่มีความคิดดีจะเป็นคนที่พูดเก่ง ซึ่งไม่จริงเสมอไป คนที่มีความคิดดีไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆมากมาย เช่น นิสัยใจคอ บุคลิกภาพ ทัศนคติ เป็นต้น
คุณภาพของคนนั้น วัดได้จากผลงานซึ่งเกิดจาก"การกระทำ" ซึ่งเป็นผลผลิตจาก"ความคิด" มากกว่า"น้ำลาย" ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอกอันเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพภายนอกเท่านั้น
๔.คนที่ไปเรียนที่สถาบันการศึกษาในต่างประเทศเป็นคนมีคุณภาพมากกว่าคนที่เรียนในประเทศไทย แนวคิดนี้เป็นจริงแค่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อย มีหลายคนอ้างเหตุผลว่า...
๔.๑.หลักสูตรของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศได้มาตรฐานมากกว่าในประเทศไทย
๔.๒.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้เก่งภาษาต่างประเทศมากกว่าในประเทศไทย
๔.๓.การศึกษาในต่างประเทศช่วยให้รู้จักรับผิดชอบในชีวิตของตัวเองมากกว่า
จะเห็นว่า การที่คุณจะได้มาซึ่ง ๓ ข้อนี้นั้น คุณไม่จำเป็นต้องไปศึกษาที่ต่างประเทศ และคนที่ไปต่างประเทศก็ไม่ได้ครบทั้ง ๓ ข้อนี้เสมอไป เรื่องนี้มักขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้เรียนมากกว่า ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตอนนี้ คนไทยกำลังหลับหูหลับตาเรียนตามหลักวิชาการของต่างประเทศล้วนๆ โดยไม่ทันคิดว่า ประเทศไทยก็มีภูมิปัญญาตะวันออก และภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งน่าจะเข้ากันได้กับประเทศไทยมากกว่าที่จะไปเลียนแบบชาติตะวันตกมาทั้งหมด
๕.คนที่เรียนหนังสือเก่งจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่เรียนไม่เก่ง ในประเด็นนี้ ขึ้นอยู่กับว่า จะให้คำนิยามของคำว่า"ความสำเร็จ"ว่าอย่างไร ถ้าความสำเร็จหมายถึง เงินและทรัพย์สินแล้ว คนเรียนเก่งอาจได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีเงินเดือนสูง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จแบบหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า มีคนที่เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ แต่ได้ทำธุรกิจบางประเภทอย่างมุ่งมั่นจนธุรกิจเติบโตกลายเป็นธุรกิจร้อยล้านจนถึงพันล้านหมื่นล้าน ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายแล้ว
นอกจากนั้นแล้ว ถ้าเราให้คำนิยามความสำเร็จว่าหมายถึง การมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว เราคงจะต้องเอ่ยถึงคำทั้ง ๓ คำนี้กันสักหน่อย ดังนี้
1. I.Q.(Intelligent Quotient)
2. E.Q.(Emotional Quotient)
3. M.Q.(Moral Quotient)
ซึ่งทั้ง ๓ คำนี้เป็นส่วนหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากในการประเมินว่า คนแต่ละคนจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะ E.Q.และ M.Q.นั้นดูจะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จมากกว่า I.Q. ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างผู้ประสบความล้มเหลวในชีวิตหลายต่อหลายคนนั้นมีประวัติเคยเป็นคนเรียนเก่งมาก่อน
๖.ผู้ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเป็นคนที่มีคุณค่า นั่นเป็นแนวคิดที่เกิดจากการมองสิ่งต่างๆแบบแยกส่วน กระแสหลักที่เกิดขึ้นชัดเจนในขณะนี้คือ การใช้คอมพิวเตอร์ รถยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่(โดยเฉพาะแบบสมาร์ทโฟน) ตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์อันทันสมัย เช่น CT SCAN,MRI เป็นต้น ซึ่งเราไม่ควรไปภาคภูมิใจกับสิ่งเหล่านี้มากนัก เพราะสิ่งที่เราใช้อยู่นั้น ไม่ได้เกิดจากมันสมองของคนไทยเลย เราเอาของเขามาใช้ทั้งนั้น เราไม่คิดค้นเทคโนโลยี แต่กลับสนุกสนานในการใช้เทคโนโลยีที่คนอื่นเขาคิดขึ้นมาอย่างไม่ได้ไตร่ตรอง หรือใช้วิจารณญาณอย่างเหมาะสม มันไม่น่าภูมิใจหรอกครับ
๗.ยิ่งมีเงินหรือทรัพย์สินมาก ก็ยิ่งมีความสุขมาก คนส่วนใหญ่ต้องการมีเงินทองทรัพย์สินมากๆ เพื่อจะได้ซื้อของทุกอย่างที่อยากได้ แต่ถ้าสังเกตุให้ดีแล้ว จะเห็นว่าความต้องการของมนุษย์เราไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเมื่อเราได้ในสิ่งที่อยากได้สักอย่างหนึ่งแล้ว เราก็จะมีสิ่งใหม่ที่อยากได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงจะรวยล้นฟ้า แต่เงินก็ไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้ โดยเฉพาะซื้อ"ใจคน"
ดังนั้น ถ้าเราไม่ลดความอยากลงบ้าง รับรองว่าไม่มีวันพบกับ"ความสุขที่แท้จริง"ได้ อย่าคิดว่าคนจนจะทุกข์ทรมานมากกว่าคนรวยเสมอไป เพราะคนรวยมักจะชอบสนองความอยากของตนจนเคยตัว ทำให้ขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อพบว่า เงินไม่สามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ ก็จะเกิดภาวะสะเทือนใจอย่างรุนแรง จนทำให้ตัดสินใจทำสิ่งร้ายแรงบางอย่างได้ เช่น ฆ่าตัวตาย ฆ่าคนตาย เป็นต้น
๘.คนที่มีทัศนคติและการกระทำสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในสังคม ถือว่าเป็นผู้มีคุณค่า เนื่องจากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แนวคิดนี้จึงค่อนข้างมีอิทธิพลสูง และเมื่อมองลงไปในเบื้องลึกของจิตใจมนุษย์แล้ว มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และมีความกลัวต่อการอยู่โดดเดี่ยว ดังนั้น มนุษย์จึงต้องไขว่ขว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวให้ตัวเองด้วยการพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนกลุ่มใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับของคนกลุ่มใหญ่
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะได้พบคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ การพัฒนาจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และเต็มไปด้วยการเอาของคนอื่นมาใช้เสียเป็นส่วนใหญ่
๙.สิ่งที่เรามองเห็น คือ สิ่งที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ แนวคิดแบบนี้ไม่เป็นจริงเสมอไป แต่คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อสายตาตัวเองเสียเหลือเกิน จะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่สนับสนุนว่า เราไม่ควรเชื่อสายตาตัวเองเสมอไป คือ "แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอก" ซึ่งเป็นตัวอย่างสนับสนุนที่ดีว่า สิ่งของที่เราเห็นว่ามันวางอยู่นิ่งๆของมันอย่างนั้น และคงรูปร่างอยู่ได้อย่างนั้น แท้จริงแล้ว กลับไร้ซึ่งความเสถียรโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นท่อนไม้ที่ตกอยู่ตามข้างถนน หรือรถยนต์ราคา ๒๐ กว่าล้านบาทก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จิรังยั่งยืน และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยซ้ำ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับกฎแห่งไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)ได้เป็นอย่างดี และจากประวัติศาสตร์ของโครงสร้างอะตอมในอดีตจนถึงปัจจุบัน สสารประกอบด้วยอะตอม โดยในอะตอมมีนิวเคลียสซึ่งมีอิเลคตรอนวิ่งวนอยู่รอบๆ เหตุการณ์นี้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งของอิเลคตรอนในทุกขณะเวลา และในยุคต่อมา แบบจำลองอะตอมกลุ่มหมอกยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอน(เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา)มากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการกล่าวถึงความน่าจะเป็นของตำแหน่งของอนุภาคในตำแหน่งต่างๆภายในอะตอม โดยที่อะตอมเป็นองค์ประกอบย่อยของทุกสิ่งในโลก ซึ่งทำให้กล่าวได้ว่า สรรพสิ่งในโลกล้วนเปลี่ยนแปลง แต่ทว่ามนุษย์กลับไปสนใจแต่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงหยาบๆ เช่น เมื่อพบว่ารถยนต์ของตัวเองถูกชนบุบเล็กน้อย ก็มัวแต่มานั่งเสียอกเสียใจอยู่หลายวัน โดยหารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว รถคันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเสี้ยววินาที อย่างนี้เป็นต้น
๑๐.ทุกสิ่งทุกอย่างมีความแตกต่างกัน ไม่เกี่ยวข้องกัน และไม่มีผลกระทบต่อกัน แนวคิดนี้ไม่จริงเสมอไป ด้วยเหตุผลสนับสนุน ๒ ประการ ดังนี้
๑.จากทฤษฎีที่กล่าวว่า จักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของจุดเล็กๆซึ่งมีความหนาแน่นสูงมากๆหรือที่เรียกว่า "บิกแบง" จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในจักรวาล ล้วนกำเนิดจากวัตถุธาตุชนิดเดียวกันที่อยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวก่อนที่จะเกิด"บิกแบง" จึงอนุมานต่อไปได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์นั้น ล้วนเคยอยู่ในจุดเล็กๆดังกล่าวแล้วทั้งสิ้น ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์และจักรวาลล้วนเป็นวัตถุธาตุชนิดเดียวกันทั้งสิ้น
๒.อะตอมประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน นิวตรอน อิเลคตรอน และอนุภาคอื่นๆที่เพิ่งถูกค้นพบในภายหลัง ซึ่งทุกสิ่งในจักรวาลล้วนประกอบด้วยอนุภาคย่อยคือ อะตอม เหมือนกัน
๑๑.มีคนจำนวนมากที่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้น คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า มีคนเป็นจำนวนมากในโลกที่มีจิตใจงดงาม และตั้งมั่นในการเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงนั้น มนุษย์มีความปรารถนาอยู่ลึกๆในจิตใจในการที่จะทำให้ตนเองเป็นผู้ที่มีคุณค่าเหนือผู้อื่น ซึ่งการแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวนั้น เป็นไปได้ ๒ รูปแบบ คือ
๑.ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งถือว่าเป็น"คนเห็นแก่ตัว"
๒.ทำทุกสิ่งทุกอย่าง(หรือบางสิ่งบางอย่าง) เพื่อแสดงให้เห็นว่า ตนเป็นผู้เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม(โดยที่ไม่ได้สนใจในผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง) บุคคลเหล่านี้ต้องการได้รับความนิยมชมชอบจากคนในสังคม เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า ตนเองมีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งเมื่อเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว ความคิดแบบนี้ถือว่าเป็นผลประโยชน์ส่วนตนแบบหนึ่ง
จากเนื้อหาทั้ง ๑๑ ข้อที่ผ่านตาท่านไปแล้วนั้น อาจพอจะไปกระตุ้นเตือนใครบางคนทีเผลอใจ หลงใหลไปกับความคิดโดยไม่ทันได้สังเกตจิตใจตัวเองให้ละเอียดถี่ถ้วน ขอเพียงแค่ตั้งใจมองให้ลึกซึ้งกว่าที่เคย ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)